E-DUANG
เหมือนกับการเปิดตัวแคนดิเดตในตำแหน่ง”ผู้ว่าฯกทม.”ของพรรคประชาชนจะเป็นการปะทะโดยตรงกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เป็นเช่นนั้น แต่”มาก”กว่านั้น
การเสนอตัวเข้ามาของพรรคประชาชนจึงไม่ต่างจากการเปิดตัวแคนดิเดตของพรรคประชาธิปัตย์ หรือของพรรคเศรษฐกิจ
หรือแม้กระทั่งที่ลุยเดี่ยวอย่าง”มัลลิกา”
แต่ที่ว่ากรอบและขอบเขตของพรรคประชาชนมี”มาก”กว่านั้นเพราะพรรคประชาชนไม่ได้ถือว่าการดำรงอยู่ของ ชัชชาติ สิทธิ พันธุ์ เป็นศัตรู
มองผ่านความหมายแห่งการแข่งขัน นั่นคือ คู่ต่อสู้
กระนั้น หากประเมินผ่านบาง”ถ้อยคำ”อันมาจาก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชนไม่ได้ถือว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็น ศัตรูแม้จำเป็นต้องสัปประยุทธ์กัน
เนื่องจากทั้งหมดเป็นพื้นที่ในทางการเมืองอันเป็นเงาสะท้อนในทางความคิด
“ความคิด”ต่างหากที่พรรคประชาชนต้องการ”เอาชนะ”
คำถามก็คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระ ทั่งพรรคเพื่อไทย จะประเมินบทบาทและความหมายทางการเมือง ของพรรคประชาชนอย่างไร
หากไม่เข้าใจความเป็นจริงในทาง”ความคิด”ก็จะไม่เข้าใจในปฏิบัติการในทาง”การเมือง”
จะเข้าใจต้องดูจากผลอันเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
ความจริงผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ก็บ่งบอกนัยแห่ง”ความหมาย”มาได้ระดับหนึ่ง
เมื่อพรรคก้าวไกลได้รับเลือก 32 จาก 33
ที่พ่ายแพ้ในเขตลาดกระบังต่อคนของพรรคเพื่อไทยก็เป็น ความพ่ายแพ้เพียงแค่ 4 คะแนนเท่านั้น
จะเข้าใจต่อชัยชนะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อกระบวนการคัดคน กระบวนการหาเสียงในเชิง
เปรียบเทียบระหว่างปี 2566 กับปี 2569
ยืนยันว่าทีมงานของกทม.ของพรรคประชาชนประสบผลสำเร็จ
และนี่จะยืนยันอีกครั้งในเดือนมิถุนายน
การสร้างพรรคในแบบของอนาคตใหม่ ก้าวหน้า ก้าวไกล ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร
นี่มิได้เป็นเรื่องของ”ตัวบุคคล” หากเป็นเรื่องของ”ระบบ”
เป็นระบบอันก่อรูปในยุคพรรคอนาคตใหม่ พัฒนาในยุคพรรคก้าวไกล และพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมผ่านพรรคประชาชน
เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง”พรรค” กับ”คน”กับ”มวลชน”
แม้ว่าในการเลือกตั้งเดือนมิถุนายนชัยชนะอาจยังไม่เป็นของ โจ ชัยวัฒน์ กระนั้น ในส่วนของส.ก.จะต้องเปล่งอานุภาพทางการ เมืองออกมาอย่างแน่นอน
เมื่อมองผ่าน”เนอส บางซื่อ”เมื่อมองผ่าน”อริย์ธัช บางกอกน้อย”
การต่อสู้ของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน มิได้เป็นการต่อสู้ในชั่วข้ามคืน
หากเป็นการต่อสู้ที่ต้อง”เดินข้ามคืน” สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่
การต่อสู้นี้อาจเริ่มต้นจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และเน้นย้ำโดยรัฐประหาร 2557
และเริ่มมองเห็นเด่นชัด เด่นชัดเป็นลำดับ
