คุยข่าวกระแสรองกับ ‘บก.ลายจุด’ จาก ‘แรงงานสูงวัย’ ถึง ‘กรมฝนหลวงฯ’ (ที่มากกว่าเรื่องอธิบดี)
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
คุยข่าวกระแสรองกับ ‘บก.ลายจุด’
จาก ‘แรงงานสูงวัย’
ถึง ‘กรมฝนหลวงฯ’ (ที่มากกว่าเรื่องอธิบดี)
หมายเหตุ เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์” ในรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569
แรงงานสูงวัย : ระเบิดเวลาลูกใหญ่
(ประเด็นเรื่องสิทธิแรงงาน) ผมอาจจะมองเป็นกระแสรอง เพราะว่ากระแสหลักเขาจะขับเคลื่อนโดยพวกสหภาพแรงงาน หรือกลุ่มแรงงานอะไรทั้งหลาย
แต่ในฐานะคนทำงานทางสังคม ผมอยากจะชี้ปัญหาใหญ่มาก ก็คือปัญหาอายุของผู้ใช้แรงงานที่จะกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน มันมีปัญหา
เช่น พอคุณอายุมาก เอาสัก 45 ปีนี่ยาก 50 ปีนี่โหด แทบ (เข้าระบบแรงงาน) ไม่ได้เลย (ผู้ดำเนินรายการ – แทบจะไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้แล้ว) และโดยข้อเท็จจริง คนอายุ 60 ปี มีความต้องการเข้าสู่ระบบแรงงาน เพราะว่าตัวเองไม่มีเงินเก็บ นี่เป็น “ระเบิดเวลา” ที่ใหญ่มาก
สิ่งนี้จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อ (มี) กฎหมาย และรัฐบาลจะต้องพูดคุยกับผู้ประกอบการ เพื่อจะหาจุดลงตัว เพราะผู้ประกอบการเขาจะมีมุมมองว่า เขาจะเลือกแรงงานเข้ามาทำงานในความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพสูงสุด
แต่เนื่องจากผู้สูงอายุหรือมีอายุมาก เดี๋ยวก็ป่วย เดี๋ยวไม่สบาย คือถ้าเทียบกับคนหนุ่มสาว (คนกลุ่มนั้น) อาจจะไม่ได้ป่วยมาก ประสิทธิภาพในการทำงานอาจจะมีความแตกต่างกัน
ดังนั้น หากรัฐไม่เป็นตัวกลางที่จะวางกฎระเบียบ (แก้ไขปัญหา) ในการที่จะเอาเงื่อนไขของอายุมาเป็นเงื่อนไขในการกีดกันหรือการกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน ภาระทั้งหมดตรงนั้นจะกลับกลายเป็นภาระทางด้าน “สวัสดิการทางสังคม” ของรัฐ และเป็นปัญหาสังคมที่ใหญ่มาก แล้วเป็นระเบิดลูกใหญ่มากๆ
(ผู้ดำเนินรายการ – เพราะว่าเราเป็นสังคมสูงวัยด้วย) ถูกต้อง แล้ววันแรงงานไม่ค่อยได้พูดเรื่องพวกนี้กันนะ แต่ว่านี่เป็นปัญหาใหญ่มาก
ปัญหาของ “กรมฝนหลวงฯ”
ที่มากกว่าความขัดแย้งรัฐมนตรี-อธิบดี
ผมขอไม่แตะเรื่องแบ็กกราวด์ของสองคนนี้ (รมว.เกษตรฯ และอดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร) หรือเรื่องเหตุการณ์ที่เป็นคดีอะไร แต่ (ประเด็นนี้) มันทำให้ผมฉุกคิดเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ผมตกใจเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องบินของกรมฝนหลวงฯ 300 ล้านบาท
นำไปสู่คำถามที่เนื่องจากผมทำเรื่องไฟป่า การทำฝนหลวงมันคงมีเหตุผลมากกว่า (เพื่อแก้ปัญหา) ไฟป่า เช่น ช่วงแล้งจัด อะไรก็ว่ากันไป
แต่ช่วงไฟป่า (ฝนหลวง) มันใช้ไม่ได้เลย คือหมายความว่าการเอาเครื่องบินไปทำอะไรแบบนั้น ในภาวะที่มันไม่มีความชื้นเลย มันไม่มีประโยชน์ และการบินมันใช้เชื้อเพลิง ใช้งบประมาณมาก เพราะเครื่องบินเป็นพาหนะที่ทุกครั้งที่ขึ้นบิน มันใช้เงินค่าน้ำมันเป็นแสน
ดังนั้น ผมยังอยากจะกลับไปค้นดูในต่างประเทศว่า ในประเทศอื่นมันมีหน่วยงานแบบที่พยายามจะไปสร้างฝนขึ้นมามากน้อยเพียงใด? และความสำเร็จของมันอยู่ในระดับไหน?
มันเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าควรจะทบทวนในทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งหนึ่งในวาระนี้ว่า วิธีการทำฝนหลวงนั้น มันเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงหรือเปล่า? มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่?
ไม่อย่างนั้น ตอนนี้เวลามันแล้งก็ดี หรือ (เกิด) ไฟป่า ทุกคนก็จะ (ถามหาฝนหลวง) มันจะใกล้เคียงกับ “แห่นางแมว” แล้วนะ คือมันกลายเป็นความหวัง แต่เรารู้ว่ามันเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีบางเงื่อนไขที่มันจะทำให้ไม่เกิด (ฝน) แล้วต่อให้มันเกิด ความแม่นยำที่ (ฝน) จะลงในจุดที่มันควรจะลงก็ไม่ง่าย
ยังมีกรณีเรื่องฟิล์มที่คุม PM 2.5 ก็มีงานวิจัยมาจากกรมฝนหลวงฯ ว่า (ฝนหลวง) จะไปทำลายไอ้ช่องฟิล์มนั้นอะไรอย่างนี้ มันทำให้รู้สึกว่า กรมนี้เขา “ฟุ้งๆ” อยู่พอสมควร
แล้วมันเป็นเรื่องที่เหมือนว่า ถ้าคุณไม่ไปทำ (ฝนหลวง) นี่ดูมันจะมีความผิดนะ คุณไม่ยอมใช้เครื่องมือที่เป็น “ทางออกเดียว” ในวิกฤตที่เวลาฝนไม่มี มันกลายเป็นเรื่องใจร้าย
เหมือนเรื่องเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่า ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) แต่ถ้าคุณคิดถึงราคาของมันกับประสิทธิภาพที่มันทำได้จริงๆ ถ้าเป็นผม ในฝั่งของคนดับไฟ ผมจะเอางบประมาณก้อนนั้นไปบริหารภาคพื้นดิน มันจะดับไฟได้มากกว่า
ไม่ใช่ว่าอันนี้ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเป็นเชิง “ประสิทธิภาพเปรียบเทียบ” แล้ว มันก็กลับไปเป็นเรื่อง “เครื่องบินฝนหลวง” นี่แหละ มันต้องกลับมารีวิว-ทบทวนอีกทีว่า ฟังก์ชั่น (ทำงานเต็มประสิทธิภาพ) จริงๆ มันคุ้มกับงบประมาณที่ใช้หรือเปล่า
นี่ขนาดซ่อมประจำปีอย่างเดียว 300 ล้านบาท ยังไม่รวมงบประมาณอื่น ปีหนึ่งไม่รู้กี่เท่าไร
