Little Amélie or the Character of Rain เมื่อพระเจ้าพูด
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังการ์ตูนดีที่สุดเรื่องหนึ่งเวลานี้ Little Amélie or the Character of Rain เป็นหนังพูดฝรั่งเศสเหตุเกิดในโกเบ ญี่ปุ่น ช่วงทศวรรษ 1970 หนังฉายเทศกาลเมืองคานส์เดือนพฤษภาคม ปี 2025 และเข้าชิงออสการ์แอนิเมชั่นปี 2026 ก่อนจะพ่ายให้กับ KPop Demon Hunters
กำกับโดย Maïlys Vallade และ Liane-Cho Han จากนวนิยายอัตชีวประวัติ Character of Rain ของ Amélie Nothomb
ความโดดเด่นอยู่ที่วิธีเล่าเรื่องและงานด้านภาพ
เพราะเป็นเรื่องเล่าของผู้เขียนเอง เธอจึงเป็นผู้เล่าเองตั้งแต่แรก หนังเริ่มต้นด้วยเสียงหัวใจแผ่วเบาก่อนจะดังขึ้นแล้วแผ่วเบาลงอีก
จากนั้นเป็นเสียงทารกพูดว่า “ในตอนเริ่มต้น ไม่มีอะไรเลย” จากนั้นปรากฏจุดแสงเล็กๆ ขึ้นบนหน้าจอ ทารกนั้นพูดต่อไปว่า “ไม่มีอะไรนอกจากพระผู้เป็นเจ้า”
จากนั้นเป็นภาพทารกในทรงกลมหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะเป็นเจ้าของเสียงพูดตั้งแต่แรก “พระเจ้าดำรงอยู่มานานแค่ไหนกันนะ ไม่มีใครรู้ จักรวาลว่างเปล่าดังที่คุณมองเห็น พระเจ้าไม่ต้องการอะไร ไม่มองอะไร ไม่สนใจอะไร พระเจ้าไม่สนใจแม้แต่ตัวพระเจ้าเอง”
ตามด้วย “น่าจะดีที่สุดหากจะคิดถึงพระเจ้าเป็นท่ออะไรสักอย่าง ใช่แล้ว ท่อ” จากนั้นภาพทารกในทรงกลมก็เปลี่ยนเป็นรูปท่อ “พระเจ้าไม่ทำอะไรนอกจากกิน ย่อย แล้วถ่าย” จากนั้นทรงกลมที่เห็นในตอนแรกจึงแบ่งตัวเป็นสองเซลล์ แล้วแบ่งตัวอีก
“แต่พระเจ้ายังคงไม่ทำอะไรนอกจากกิน ย่อย แล้วถ่าย”

ตอนที่เด็กเกิด เด็กเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลจริง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีวิธีคิดที่เรียกว่า omnipotence หมายถึงดลบันดาลได้ทุกสิ่ง จะว่าเป็นพระเจ้าก็ใกล้เคียง
ในทางจิตวิเคราะห์ พัฒนาการของมนุษย์ก็เริ่มจากแกนกลางของร่างกายจริง แกนกลางของร่างกายมนุษย์คือท่ออาหาร เริ่มจากปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก ตามลำดับ ในตอนแรกทารกว่าตนเองเป็นท่อ (tube) ก็ใช่อีก ด้วยวิธีเล่าเรื่องจะว่าพระเจ้าเป็นท่อก็ใช่อีกเช่นกัน
จากท่อหนึ่งท่อทารกเริ่มมองเห็น ตอนแรกเห็นดวงตาของหมอ หู จมูก ตามด้วยสัมผัส “คือชีวิต” ทารกพูดต่อไป ที่แท้ชีวิตคืออายตนะ แล้วหมอก็พูดว่า “เด็กคนนี้เป็นผัก” ทารกเล่าต่อไป “อย่างไรก็ตาม พ่อแม่เป็นพวกมองโลกในแง่ดี ไม่นับว่าพวกเขามีลูกสองคนอยู่แล้วที่ซุกซนและมีชีวิตชีวาอย่างมาก เป็นโชคดีของพระเจ้าที่จะได้อยู่เงียบๆ”
จากนั้นเป็นภาพทารกตาโตเหม่อลอยในแคปซูล มองพ่อกับแม่หรือใครๆ ที่ผลัดกันมุดหัวเข้ามาในแคปซูลเสมือนห่อหุ้มพระเจ้าเอาไว้
จะเห็นว่า ทารกแรกเกิดแม้เป็นผักแต่เห็นทุกอย่างรอบตัว จะไม่ใช่พระเจ้าได้อย่างไร

แคปซูลที่เห็นล้อมเด็กผักคือขอบเขตของอีโก้ (ego boundary) จิตวิเคราะห์ไม่แน่ใจนักว่ามนุษย์เริ่มมีอีโก้เมื่ออายุเท่าไร แต่บางสำนักเชื่อว่าเริ่มตั้งแต่แรก ขอบเขตของอีโก้ไม่จำเป็นต้องตรงกับขอบเขตของร่างกาย ทารกเมื่อแรกเกิดขีดขอบเขตของอีโก้ห่างจากร่างกายพอสมควร ใครอยากเข้าใกล้ก็ต้องมุดเข้ามาหาดังที่แอนิเมชั่นสาธิตให้ดู
ใครๆ ยังคงรักพระเจ้า ทำทุกวิถีทางให้พระเจ้าตอบสนอง คุณพ่อยิ้มเสมอ คุณแม่เล่นเปียโน พี่ชายพี่สาวเล่นด้วย แต่พี่ชายชอบแกล้ง แล้วเวลาหนึ่งปีก็ผ่านไป ครอบครัวเตรียมเค้กวันเกิดครบหนึ่งปีพร้อมเทียนหนึ่งเล่ม แต่พระเจ้ายังคงนั่งนิ่งในแคปซูลไม่ตอบสนองอะไร “แล้ววันเวลาก็ผ่านไปเป็นศตวรรษ” ทารกเล่าต่อไป ไม่เพียงอวกาศที่ไม่มี แม้เวลาก็ยังไม่มีอีกด้วย
วันที่ 13 สิงหาคม ปี 1969 “คนชอบคำอธิบายแต่หลายเรื่องไม่มีคำอธิบาย บางทีเป็นเพราะฝุ่นจิ๋วเม็ดเดียวที่ลอยลงมากระแทกพื้น” วันนั้นพ่อแม่และพี่ชายพี่สาวจัดงานวันเกิดครบสองปี ทันใดนั้นแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปทั้งบ้าน พ่อปลอบใจทุกคนไม่ต้องกลัวที่ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวเป็นประจำ แล้วแผ่นดินก็สงบลง แคปซูลหายไป พระเจ้าไถลตัวลงจากเก้าอี้ ยืนบนพื้น มองทุกคน ส่งเสียงอ้อแอ้
ลำพังเสียงอ้อแอ้สร้างความปีติไปทั่วบ้าน ทุกคนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ ต่างแย่งกันพูด พระเจ้าตาโตเบิกเนตรมองริมฝีปากทุกคน ส่งเสียงอ้อแอ้อีกครั้ง มองคนอื่นพูด สีหน้าเฉยเมย จากนั้นก็ล้มลงพื้นแล้วร้องไห้ดิ้นพราดๆ ไม่ยอมหยุด
“ร่างกายคือคุกของพระเจ้า”

หลังจากสองขวบ มุมมองและเรื่องเล่ามาจากบุคคลที่สาม พระเจ้ามิใช่คนเล่าเรื่องแล้ว จากบทสนทนาของคนในบ้านช่วยให้ทราบว่าเด็กหญิงที่ไม่พูดแล้วเอาแต่ขว้างปาข้าวของชื่อเอมิลี่ พี่ชายชื่ออังเดรชอบแกล้งน้องประจำ พี่สาวชื่อจูเลียตใจดีกับน้องมากกว่า แม่ชื่อแดเนียลเป็นนักดนตรี พ่อชื่อแพทริกเป็นนักการทูต บ้านที่ทั้งครอบครัวอยู่เป็นบ้านญี่ปุ่นบนที่ดินของเศรษฐินีญี่ปุ่นหน้าดุชื่อคาชิมะ
เสียงดังของเอมิลี่ดังออกไปรอบอาณาบริเวณ เธอปาของเล่นชิ้นหนึ่งทะลุกระจกแตกออกไปกลิ้งไปแทบเท้าเจ้าที่ดิน หล่อนไม่ชอบคนต่างชาติพวกนี้แต่ก็เดินขึ้นเนินเพื่อเอาของเล่นไปคืน และบอกแพทริกว่าจะหาแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่เคยทำงานกับเธอช่วงก่อนสงครามมาให้
แล้ววันหนึ่งเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น แพทริกเปิดประตูพบว่าคุณย่าของเด็กๆ มาหา คุณย่าเดินทางมาจากเบลเยียม ข้างๆ เธอคือแม่บ้านที่เจ้าที่ดินหามาให้ ชื่อนิชิโอะ
ตอนที่คุณย่าเดินขึ้นชั้นสองไปหาเอมิลี่ เอมิลี่เหมือนปีศาจที่ซ่อนตัวใต้ผ้าขี้ริ้วในมุมมืดของห้องมืดๆ เมื่อคุณย่าเดินเข้าหาเธอเหลือบตามองอย่างประสงค์ร้ายและแยกเขี้ยวจะงับมือ คุณย่าหักช็อกโกแลตสีขาวจากเบลเยียมให้เธอแท่งหนึ่ง “นี่คือของที่มาจากที่ที่เธอมา”
เอมิลี่กัดคำหนึ่งรสชาติของช็อกโกแลตเบลเยียมซึ่งได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลกแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของเอมิลี่ ลึกลงไปถึงระดับเซลล์หรืออาจจะถึงระดับยีนแล้ว
เอมิลี่ก็เกิดใหม่วันนั้น เธออายุสองขวบครึ่ง

เอมิลี่ให้คุณย่าอุ้มลงมาชั้นล่างแต่โดยดี สบตาทุกๆ คนอย่างสงบแล้วหลับไปในอ้อมกอดคุณย่า จากวันนั้นเธอเดินแล้วก็วิ่งไม่หยุด สำรวจไปทั่วบ้าน
วันหนึ่งเธอเห็นนิชิโอะกำลังใช้เครื่องดูดฝุ่น เธอหยุดวิ่ง ก้มลงฟังเสียงฝุ่นในตัวเครื่อง คุณแม่ผ่านมาพอดี แล้วเอมิลี่ก็พูดขึ้นว่า “เครื่องดูดฝุ่น”
คุณพ่อกับพี่ชายพี่สาวกลับถึงบ้านพอดี คุณแม่อุ้มเอมิลี่วิ่งบอกใครต่อใครลูกพูดได้แล้ว เมื่อพ่อถามเอมิลี่พูดอะไร แม่ตอบว่า “เครื่องดูดฝุ่น” จากนั้นเอมิลี่ก็พูดมามา ปาปา จูเลียต คุณย่า แต่ไม่ยอมเรียกชื่ออังเดรที่ชอบแกล้งเธออยู่เสมอ อังเดรโมโหเดินหนี แม่ดึงตัวมากอดว่าอย่าโกรธน้องเลย น้องพูดได้ไม่กี่คำ
“ไม่จริง หนูพูดได้ตั้งเยอะ” เสียงเอมิลี่ดังขึ้น ตามด้วย “หนูพูดเป็นมาตลอด”

วันหนึ่ง คุณย่าต้องกลับเบลเยียม เบลเยียมอยู่ไกลมาก จะไม่ได้มาหาเอมิลี่อีกง่ายๆ เอมิลี่เสียใจมาก เธอร้องไห้แล้ววิ่งไปนั่งบนพื้นใต้ตู้หนังสือ
แผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง หนังสือในตู้ตกจากชั้นเกลื่อนพื้น เธอยังคงนั่งไม่ไหวติง สีหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด
จนกระทั่งนิชิโอะเดินเข้ามา นิชิโอะนั่งลงเก็บหนังสือเข้าที่เงียบๆ เอมิลี่หยิบหนังสือขว้างลงพื้นแล้วจ้องหน้านิชิโอะ
นิชิโอะนิ่ง หันหลัง ก้มลงหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วหันกลับมา เธอเปิดหน้าผีญี่ปุ่นเต็มหน้าปิดใบหน้าตัวเองแล้วพูดว่า “ข้าคือโยไก” ด้วยเสียงสยองขวัญ เอมิลี่หัวเราะลั่น บัดนี้เธอได้เพื่อนใหม่เป็นสาวใช้ญี่ปุ่นนั่นเอง
เด็กพิเศษบางคนไม่สามารถสร้างสัมพันธ์กับพ่อแม่ตัวเองโดยตรงได้ แต่สามารถสร้างสัมพันธ์กับสิ่งอื่นได้ เช่น เครื่องดูดฝุ่น และสามารถสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นที่มิใช่พ่อแม่ได้ เรียกว่า mother surrogate สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อพัฒนาการต่อไป

ที่เล่ามาทั้งหมดเพิ่งจะสามสิบนาทีเท่านั้น ควรไปหามาดูต่ออย่างยิ่ง
ที่ควรพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งคืองานด้านภาพ เป็นแอนิเมชั่นที่โปร่งใส สีหวาน ไม่ตัดเส้น ใช้เส้นโค้งเป็นส่วนมาก ภาพตัวละครซ้อนทับฉากหลังเห็นเป็นสามมิติอย่างง่ายๆ การลงสีบางเบาทุกพื้นที่อย่างงดงาม
มีหลายท่านว่าเหมือนงานของฮายาโอะ มิยาซากิ ซึ่งมิใช่เลย งานด้านภาพและวิธีเล่าเรื่องต่างจากมิยาซากิอย่างสิ้นเชิง
หนังสวยงามและน่ารักมากที่สุดในแบบของตนเอง
เล่าเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างตะวันตกกับตะวันออกได้อย่างดีที่สุดด้วย
