พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (จบ)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ถึงแม้ว่า “พระสยามเทวาธิราช” จะเป็นเทวดาที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อให้เป็นอารักษ์ของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ชื่อว่า “สยาม” ไม่ใช่ “กรุงรัตนโกสินทร์” อย่างที่เคยเป็นมา
แถมยังเป็นเทพยดาที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นใหม่ในช่วงระหว่างที่มีการสร้างหมู่พระมณเฑียรที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความศิวิไลซ์ของสยามประเทศอย่าง “พระอภิเนาว์นิเวศน์” อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการก้าวผ่านจากรัฐจารีตแบบดั้งเดิม สู่ความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งยังได้ถูกจุดธูปเทียนบูชาพร้อมกันกับ “บัลลังก์” อย่าง “พระที่นั่งอัฐทิศ” และ “พระที่นั่งภัทรบิฐ” ในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยอะไรที่เรียกว่าบัลลังก์นั้นก็คือสัญลักษณ์ของความเป็น “กษัตริย์” ที่พบอยู่หลากหลายวัฒนธรรมในโลก รวมถึงในยุโรปช่วงยุคอาณานิคมด้วย
ดังนั้น จึงมีความเป็นสากลมากกว่า “ฉัตร” อย่าง “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” ของไทย ที่ดูจะเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในอุษาคเนย์อย่างค่อนข้างเฉพาะเจาะจงก็ตาม

แต่ข้อมูลบางชิ้นก็แสดงให้เห็นถึงอาการหันรีหันขวางของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญดังกล่าวนี้ ที่ปรากฏอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำสยามในช่วงเวลาดังกล่าว รวมทั้งองค์รัชกาลที่ 4 เองด้วย
ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 4 เรื่อง “พระราชทานไปเขาคอก” เมื่อเรือน พ.ศ.2404 ดังความที่ว่า
“ฉันก็บนเทวดารักษาเสวตฉัตร ชื่อพระสยามเทวาธิราช กับพระรามเทพย พระบรมกฤษแลนางแปดกรสำหรับพระที่นั่งมาแต่ก่อน ตั้งสวงพลีเข้าเมียพระยาบำเรอภักดีเข้าไปปลอบถามบุตรก็ออกความจริงให้ในวันนั้นเองครั้นชำระก็ได้ความต่อไปจนจะสิ้นที่จริงอยู่แล้ว มันติดต่อไปอีกก็หลายราย แต่เข้าถึงบ้างไม่ถึงบ้างเปนแต่เล็กน้อยบุตรหญิงเจ้าพระยามหาสิริธรรมก็ถูกด้วยคนหนึ่งต้องชัดแลสารภาพว่ารักอ้ายเขียนด้วยการชำระครั้งนี้ก็ได้โดยชื่นตาทั้งนั้น ไม่ได้เฆี่ยนตีตบต่อยผูกถือใครเลยทีเดียวเปนอัศจรรย์อยู่จึงเหนว่าน้ำพระพุทธมนตของพระสงฆเจ้าความรู้วิชาเปนเทพยเปนหมอนั้น ถึงจะศักดิ์สิทธิ์เมื่อมาไหลทวนไหล สู้น้ำพิพัฒสัตยาของแผ่นดิน ยังสู้น้ำพระพิพัฒสัตยาไม่ได้ ผีสางโหงพรายกุมารที่หมอไว้ใช้สอยเปนแต่ผีเล็กน้อย สู้พระสยามเทวาธิราชไม่ได้ เหมือนบุตรพระยาราชภักดี บุตรพระยาบำเรอภักดีสู้เจ้าแผ่นดินไม่ได้” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่า รัชกาลที่ 4 ได้ทรงกล่าวถึง “พระสยามเทวาธิราช” ในฐานะของ “เทวดารักษาเศวตฉัตร” อย่างชัดเจน ทั้งยังกล่าวถึงเทวดาอารักษ์องค์นี้ว่า เป็นใหญ่เหนือผีสางโหงพรายกุมาร หรือผีเล็กผีน้อยทั้งหลายที่หมอผีเลี้ยงไว้ใช้สอย และเปรียบเปรยเข้ากับ “พระเจ้าแผ่นดิน” ในขณะที่เปรียบว่า บุตรของขุนนางใหญ่นั้นเป็น “ผีเล็กผีน้อย” เอาไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เป็นไปได้มากว่า พระราชหัตถเลขาฉบับนี้แหละที่เป็นต้นเหตุให้บางท่านระบุว่า พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาผู้อภิบาลนพปฎลมหาเศวตฉัตร
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติที่ปรากฏอยู่ในธรรมเนียมพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งมีการเซ่นสรวงบูชา “พระสยามเทวาธิราช” แยกขาดออกจาก “เทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตร” อย่างชัดเจน ก็แสดงให้เห็นด้วยว่า เทวดาทั้งสององค์นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนละองค์ ทั้งยังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปคือ เป็นเทพารักษ์ประจำประเทศสยาม กับเป็นเทวดาผู้อภิบาลพระมหาเศวตฉัตร ดังที่ผมได้เคยแจกแจงมาก่อนในหลายต่อหลายตอนก่อนหน้านี้
ดังนั้น การที่รัชกาลที่ 4 ทรงระบุว่า “พระสยามเทวาธิราช” เป็น “เทวดารักษาเศวตฉัตร” ในพระราชหัตถเลขา เรื่องพระราชทานไปเขาคอกนี้ จึงเป็นกรณีเฉพาะที่ค่อนข้างพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า พระสยามเทวาธิราชไม่ใช่เทวดารักษาเศวตฉัตร แต่มีเพียงเฉพาะพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ชิ้นเดียวเท่านั้นที่ระบุความต่างออกไปเช่นนี้

การที่มีจารีตธรรมเนียมยึดถือให้ภายในร่มพระมหาเศวตฉัตรจะมีแต่เฉพาะเพียงกษัตริย์ที่ประทับอยู่ภายใต้ร่มเงานั้นได้ ย่อมเป็นนาฏกรรมสำคัญของรัฐจารีตแบบดั้งเดิมของอุษาคเนย์ ที่แสดงให้สิทธิ และสถานภาพของกษัตริย์ ที่มีเหนือกว่าไพร่ฟ้าประชาชน ขุนนาง หรือแม้กระทั่งเชื้อพระองค์อื่นๆ
ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้ “พระมหาเศวตฉัตร” นั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ขององค์ “กษัตริย์” ไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
และถ้าจะว่ากันด้วยแง่มุมอย่างนี้แล้ว “เทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตร” ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้อภิบาลกษัตริย์ และสถานภาพความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ไปในคราวเดียวกันนั้นด้วย
ลักษณะอย่างนี้ย่อมสอดคล้องกับชุดความคิดแบบรัฐจารีตของอุษาคเนย์ ที่กษัตริย์นั้นมีสถานะเป็น “พระเจ้าแผ่นดิน” และ “พระสยามเทวาธิราช” นั้นก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็น “อารักษ์” ของผืนแผ่นดิน ที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาชื่อขึ้นมาใหม่ว่า “ประเทศสยาม”
แนวความคิดแบบนี้ถูกแสดงออกผ่านรูปลักษณ์ของ “พระสยามเทวาธิราช” ที่ทรงเครื่องอย่างพระกษัตราธิราช มี “พระขรรค์” อันเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของสถานภาพความเป็นกษัตริย์ (เช่น พระแสงขรรค์ชัยศรี หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์) ดังที่มีธรรมเนียมการถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถูกทรงเอาไว้ในพระหัตถ์
ลักษณะต่างๆ เหล่านี้เป็นเจตจำนงหรือสัญลักษณ์ที่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า สำหรับประเทศสยามแล้ว “ชาติ” ก็คือ “กษัตริย์” ไม่ต่างไปจากที่ฝรั่งเศสแสดงถึงเจตจำนงของความเป็นสาธารณรัฐผ่านมารีแอนน์ หรือการที่อังกฤษแสดงถึงอำนาจในราชนาวีของตนเองผ่านตรีศูลบนมือของบริตานเนีย
แต่รัฐชาติสมัยใหม่ที่แพร่กระจายไปพร้อมกับลัทธิอาณานิคมนั้น เต็มไปด้วยองค์ประกอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประชากร ขอบเขตของดินแดนที่แน่นอน รัฐบาล อธิปไตยของรัฐ ฯลฯ ดังนั้น การให้ความหมายว่ารัฐก็คือกษัตริย์อย่างนี้ จึงไม่ตรงตามอุดมการณ์ของรัฐชาติสมัยใหม่ที่รัชกาลที่ 4 ทรงกำลังริเริ่มสร้างขึ้นมาในระหว่างนั้นแน่
เอาเข้าจริงแล้ว การที่ในพระราชหัตถเลขาเรื่องพระราชทานไปเขาคอก ระบุว่า “พระสยามเทวาธิราช” นั้นคือ “เทวดารักษาเศวตฉัตร” นั้น หากไม่เกิดจากการที่รัชกาลที่ 4 ทรงยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบพระราชอำนาจของกษัตริย์ (พระสยามเทวาธิราช) กับลูกขุนนางใหญ่ (ผีเล็กผีน้อย) อย่างไม่ได้มีนัยสำคัญแล้ว ก็อาจจะเป็นชุดความเชื่อเบื้องหลังในการสถาปนาเทพารักษ์ประจำสยามประเทศ ที่มีฐานคิดอย่างรัฐจารีตดั้งเดิม ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างเปิดเผยก็เป็นได้

ลักษณะที่ยังลักลั่นกันระหว่างอุดมคติของรัฐชาติสมัยใหม่กับธรรมเนียมแบบรัฐจารีตดั้งเดิมของอุษาคเนย์ ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สยามกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างนี้ ยังปรากฏอยู่ในตัวอย่างสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ รูปพระสยามเทวาธิราช ที่มีลักษณะพระพักตร์คล้ายกับรัชกาลที่ 4
รูปพระสยามเทวาธิราชองค์นี้ก็มีประวัติการสร้างที่ไม่ชัดเจน ทราบเพียงแต่สร้างขึ้นหลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงมีพระราชดำริให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ปั้นและหล่อขึ้นมา โดยมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาด้วยว่า ทรงสร้างขึ้นเพื่อสำหรับสักการบูชารัชกาลที่ 4 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์ โดยบางท่านก็อ้างว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงการสักการะแล้ว ก็เหมือนทรงได้บูชาพระสยามเทวาธิราช และพระราชบิดาของพระองค์ไปในคราวเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การที่รัชกาลที่ 5 ทรงประดิษฐานรูปพระสยามเทวาธิราชองค์นี้ไว้ในห้องพระบรรทมของพระองค์ โดยเกี่ยวกับเรื่องนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เคยทรงกล่าวถึงไว้ในพระนิพนธ์ของพระองค์ที่ชื่อ “ความทรงจำ” เอาไว้ว่า
“ข้างฝ่ายพระราชโอรสธิดาทั้งปวงก็รู้สึกกันมาแต่ทรงพระเยาว์จนเติบใหญ่ทุกพระองค์ ว่าในความรักลูกแล้วจะหาผู้ใดที่รักยิ่งกว่าทูลกระหม่อมเห็นจะไม่มี เพราะฉะนั้นความรักทูลกระหม่อมจึงตรึงอยู่ในพระหฤทัยด้วยกันทั้งนั้นจะยกตัวอย่างดังเช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมหลวงสมรรัตน์ฯ ทั้งสองพระองค์นี้ ทูลกระหม่อมทรงใช้ชิดติดพระองค์อยู่เป็นนิจ เมื่อถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ ณ ที่ใดๆ ในห้องที่บรรทมคงมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย เคยมีพระราชดำรัสแก่ฉันว่า ‘ถ้าขาดไปไม่สบายใจ’ ฉันจึงทราบว่าพระองค์ทรงติดทูลกระหม่อมถึงปานนั้น”
อย่างไรก็ตาม งานวิชาการสมัยใหม่หลายชิ้นต่างก็ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ลักษณะอย่างนี้ควรจะมีพื้นฐานที่มาจากลัทธิการบูชาบรรพชน (Ancestor worship) ด้วย
กล่าวโดยสรุปแล้ว ลัทธิการบูชาบรรพชนก็คือแนวความคิดที่เชื่อว่า บรรพชนผู้ล่วงลับนั้นจะเดินทางไปอยู่ในโลกของคนตาย แล้วรวมเข้ากับพลังชีวิต (life power/life force) ของบรรพชนผู้ล่วงลับท่านอื่นที่อยู่ในสายตระกูลเดียวกัน แล้วทำหน้าที่มอบความอุดมสมบูรณ์ หรือความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ลูกหลานของตนเอง
ดังนั้น ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่จึงต้องเซ่นให้ดี และพลีให้ถูก เพราะบรรพชนเหล่านี้สามารถให้คุณให้โทษแก่พวกของตนเองได้
แนวความคิดอย่างนี้ก็มีปรากฏว่าเป็นที่ยอมรับนับถืออยู่ในเชื้อสายราชวงศ์ของไทยอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการนับถือว่า ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาคือ “พระเจ้าอู่ทอง” เป็น “พระเชษฐบิดร” เป็นต้น
การที่รัชกาลที่ 5 โปรดให้มีการสร้างพระสยามเทวาธิราช ที่รูปพระพักตร์คล้ายกับรัชกาลที่ 4 นี้ จึงเป็นการปฏิบัติต่อพระสยามเทวาธิราชในมุมของความศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่างไปจากการที่พระองค์ทรงย้ายพระสยามเทวาธิราชองค์เดิมไปประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้โดยละเอียด
การกระทำทั้ง 2 ประการดังกล่าวของรัชกาลที่ 5 นั้น เป็นการระบุหน้าที่และความหมายของพระสยามเทวาธิราชให้เฉพาะเจาะจงลงไปมากยิ่งกว่าที่รัชกาลที่ 4 ทรงได้กระทำเอาไว้ในรัชสมัยของพระองค์อย่างชัดเจน และควรจะสังเกตด้วยว่า รัชกาลที่ 4 นั้น ทรงไม่เคยระบุเอาไว้เลยว่า พระสยามเทวาธิราชคือ พระเชษฐบิดร หรือดวงพระวิญญาณของบรรพชนองค์ไหน ดังนั้น หากการสร้างรูปพระสยามเทวาธิราชให้มีรูปพระพักตร์คล้ายรัชกาลที่ 4 จะมีรากฐานมาจากลัทธิการบูชาบรรพชนแล้ว
นี่ก็เป็นการสร้างความหมายใหม่ หรือการตีความโดยรัชกาลที่ 5 เอง
จากที่กล่าวมาทั้งหมดในข้อเขียนชุดนี้ จะเห็นได้ว่า การสถาปนา “พระสยามเทวาธิราช” นั้น เกี่ยวข้องอยู่กับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีต เข้าสู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ของสยาม
เป็นการนำแนวคิดการมีเทพ-เทพีประจำชาติ เหมือนอย่างที่นิยมในโลกตะวันตกเข้ามาปรับใช้ (แต่ก็มีการปรับเอาคติแบบจารีตนิยมดั้งเดิมเข้ามาผสมผสานอยู่พอควร) ในช่วงเดียวกับที่กำลังสร้างหมู่พระที่นั่งด้วยรูปทรงที่ “ศิวิไลซ์” แบบตะวันตก คือหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง
โดยที่พระสยามเทวาธิราชนี้จะมีหน้าที่สำคัญในการเป็นเทพารักษ์ผู้ปกปักอภิบาลประเทศสยาม อันเป็นแผ่นดินที่กำลังจะกลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่
และเป็นเทวดาองค์สำคัญที่มอบสิทธิธรรมในการปกครองแผ่นดินสยามแห่งนี้ให้กับกษัตริย์ ผู้ผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ (ชมพูทวีปจำลอง) ที่มีรูปพระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่นั่นเอง

