E-DUANG
มติว่าด้วยพระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทของครม.ออกมา พร้อมกับข่าวรัฐบาลจะชะลอเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
แล้วนายกรัฐมนตรีก็บินไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
ไม่ว่าพระราชกำหนดเงินกู้ ไม่ว่าการชะลอในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการบินไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์
นายกรัฐมตรีกระทำและดำเนินการด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมใน”พลัง”ทางการเมือง
เมื่ออยู่ในท่ามกลาง”ผู้นำอาเซียน”ด้วยกัน
ความหมายก็คือ พระราชกำหนดเงินกู้จะต้องเดินไปข้างหน้าและให้ความมั่นใจว่าพิมพ์เขียวที่กำหนดไว้จะได้รับการปฏิบัติตาม
เช่นเดียวกับ การชะลอเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็จะไม่ก่ออุปสรรคใดให้เกิดขึ้นในทางการเมือง
นั่นก็คือ มั่นใจในเอกภาพ ความแข็งแกร่งของรัฐบาล
สังเกตหรือไม่ว่าเมื่อประชุมครม.และมีมติออกมานายกรัฐมนตรีมิได้แถลงคนเดียว ตรงกันข้าม มีรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยยืนอยู่ด้วย
เท่ากับยืนยันว่า 74 เสียงของพรรคเพื่อไทยจะไม่แตกแถวไปไหน
ไม่ว่าในเรื่อง”พระราชกำหนด” หรือ”รัฐธรรมนูญ”
แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จะอาศัยกลไกแห่ง”ศาลรัฐธรรมนูญ” แต่รัฐบาลก็มั่นใจ
ไม่ว่าต่อ”ศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าต่อ”พรรคกล้าธรรม”อันอยู่ในฝ่ายค้านจะไม่เออออตามไปด้วย
ความหวั่นไหวของนายกรัฐมนตรีอยู่ที่พรรคเพื่อไทย
มิเช่นนั้นคงไม่ดึงรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยให้มาร่วมในการแถลง
ขณะเดียวกัน เมื่อมี 54 เสียงของพรรคกล้าธรรมรออยู่ด้วย ความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเข้าร่วมเมื่อได้รับเทียบเชิญนายกรัฐมนตรีมีอะไรจะหวาดกลัว
คำถามจึงอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไร
ความจริงในห้วงพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลหลังสถานการณ์เดือนสิงหาคม 2566 ก็เด่นชัดอย่างยิ่งว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยมิได้กระตือรือร้นในการแก้รัฐธรรมนูญ
จึงได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งมารับผิดชอบในการศึกษา
ยืนยันกระบวนท่าใน”การเดินอ้อม”มิได้”เดินตรง”
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยแม้จะเคยลงนามใน MOA ประกาศความพร้อมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยินยอมเข้าสู่ กระบวนการ”ประชามติ”
รวมทั้งผลของ”ประชามติ”ก็สะท้อนว่าประชาชน”ต้องการ”
กระนั้น พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะบิดพลิ้วในเรื่องของรัฐธรรมนูญเหมือนที่พรรคเพื่อไทยก็เคยทำมาแล้ว
ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม”รัฐธรรมนูญ”จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยเข้ามายืนอยู่ในมุมเดียวกัน
เพียงแต่ว่าพรรคเพื่อไทยจะ”เลือก”อย่างไร
จังหวะก้าวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยนับจากนี้เป็นต้นไปจึงเป็นจังหวะก้าวอันละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม เป็นต้นไป
