bg-single

เมื่อทุกอย่างอวสาน และทุกคนล้อมรั้ว

18.05.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

ช่วงหลังมานี้เราได้ยินคำว่า “อวสาน” หรือ “จุดสิ้นสุด” หรือคำต่างๆ ที่ย้ำเตือน (กระทั่งขู่) เราว่าโลกกำลังวิกฤตและน่ากลัวขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าอวสานงานประจำ อวสานชนชั้นกลาง อวสานมนุษย์ (เพราะเอไอ) สงครามโลกครั้งที่สาม โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฯลฯ ส่วนหนึ่งเกิดจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไว รวมถึงเรื่องขั้วอำนาจใหญ่ในโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ แต่ถ้ามองให้ดีอาจมีรากลึกกว่านั้น

2

เราอยู่ในบรรยากาศที่รู้สึกว่าโลกแย่ลงและรับมือยาก เพราะทุกสิ่งดูซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจและควบคุมได้ ไม่ว่าเทคฯ เศรษฐกิจ + การเมืองโลก สภาพอากาศ ซึ่งอย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ ดูเหมือนว่ารัฐเองก็ไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี ตามที่ได้เห็นน้ำตาของนายกฯ สิงคโปร์ล่าสุด–ดูเหมือนโลกในวันนี้จะมีชีวิตของมันเอง และอยู่เหนือการควบคุมโดยมนุษย์ในแบบเดิมที่เคยพยายามคุมชะตากรรมมาโดยตลอด–ก็มึนสิคร้าบแบบนี้

3

สื่อที่อยู่ในระบบของแพลตฟอร์มที่เขียนกติกาให้ “สร้าง engagement” ก็ยิ่งแพร่กระจายความกลัวออกไปด้วย headline แรงๆ ตอกย้ำปัญหา ข่าวร้าย จนคนเสพสื่อรู้สึกว่า “โลกกำลังจะพัง” ความรู้สึกแบบนี้ขยายตัวออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนคนรู้สึกว่า โลกนี้น่ากลัวเหลือเกิน เราต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น

4

ในปัญหาต่างๆ ที่ทั้งซับซ้อน เยอะแยะ และผันผวนแบบนี้ ประชาชนพยายามหันไปเรียกร้องการแก้ปัญหาจากภาครัฐ แต่สิ่งที่พบคือความมึน ไม่ทันการ ไม่น่าเชื่อถือ แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่เข้าใจปัญหา (ไม่เฉพาะที่ไทย แต่เกิดขึ้นทั่วไปหมด) เมื่อหมดหวังกับรัฐ ประชาชนจะกลับเข้าสู่โหมด “ดูแลตัวเอง”

5

จึงกลายเป็นว่า โลกผันผวนมาก–มันถูกเล่าว่าทุกอย่างเกินควบคุม–คนรู้สึกว่าควบคุมอะไรไม่ได้–ความเชื่อในส่วนกลางหายไป–คนจึงหันกลับมาจัดการพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง—และนี่คือการล้อมรั้วของปัจเจกแต่ละคน แทนที่จะคาดหวังจากการแก้ปัญหาโดยนโยบายรัฐ

หนังสือ Muskism โดย ควินน์ สโลโบเดียน และเบน ทาร์นอฟฟ์

6

เมื่ออยู่ในโหมด “โลกกำลังจะพัง” ผู้คนจะล้อมรั้วตัวเอง ในหนังสือ Muskism โดย ควินน์ สโลโบเดียน และเบน ทาร์นอฟฟ์ ยกตัวอย่างบ้านในแอฟริกาใต้ที่ล้อมรั้วสูง จ้าง รปภ.ส่วนตัว เพราะข้างนอกอันตราย หรือการที่ประชาชนเอารถมาจอดล้อมชุมชนตัวเองเพื่อสร้าง “เขตปลอดภัย” ขึ้นมา

7

แต่ที่จริงเรากำลัง “ล้อมรั้วตัวเอง” ในมิติอื่นด้วย เช่น วิธีคิดแบบ biohacking หรือ longevity ก็สะท้อนถึงการที่ไม่หวังพึ่งพาระบบสาธารณสุขภาครัฐ แต่สร้างกำแพงปกป้องตัวเองจากความไม่แน่นอน, เมื่อสังคมอันตรายมากขึ้น คนมีเงินจะสร้างรั้วสูงขึ้น ติดตั้งรั้วไฟฟ้า CCTV หรือประตู 2-3 ชั้นก่อนเข้าหมู่บ้าน, การศึกษาก็ล้อมรั้วโดยให้ลูกเรียนพิเศษ คอร์สออนไลน์ ฯลฯ ไม่หวังพึ่งการศึกษาในระบบอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปกับ “รั้วล่องหน” คือ echo chamber ที่อัลกอริทึมป้อนความจริงที่เราโปรดปรานมาด้านเดียวให้ตลอดเวลา ทำให้คุยกับคนคิดต่างไม่รู้เรื่องอีกต่อไป มีแต่จะต้องด่ากัน เสียดสีกัน แล้วเสพติดอารมณ์แบบนี้

8

โลกแบบนี้ดำเนินไปสอดคล้องกับ “ตลาดเสรี” เพราะยิ่งกลัวก็ยิ่งต้อง “บริโภค” สินค้าและบริการที่ช่วยทำให้รู้สึกว่าตัวเองจะรอดปลอดภัย กลายเป็นว่าเราอยู่ในโหมดของการที่ต้องดูแลตัวเอง และหวังพึ่งพาจากภาครัฐ (ซึ่งเก็บภาษีของเราไป) น้อยลง เรารวมตัวกันน้อยลง มีพลังทางการเมืองที่จะต่อสู้ต่อรองน้อยลง เราโดดเดี่ยวจากกันมากขึ้น โซเชียลมีเดียไม่ได้ทำให้เรารวมตัวกันได้มากขึ้น แต่กลับมีกลุ่มก้อนเล็กลง ขัดแย้งมากขึ้น รวมพลังเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้น้อยลง เมื่อกลัวกังวลเรื่องอะไรก็จะหันไปมองว่า มีอะไรที่ฉันจะ “ซื้อ” มาดูแลตัวเองได้บ้าง

9

รัฐที่ดีคงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้ แต่ในระบบเช่นนี้รัฐก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ดูแลชีวิตประชาชน” ไปเป็น “ผู้ดูแลระบบตลาด” โดยมองไปที่ความไหลลื่นของตลาด ทำให้มีเงินหมุนในตลาดและระบบเดินต่อไปได้ ส่วนประชาชนก็ดูแลตัวเองไป พยายามเอาตัวรอดให้ได้ในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แม้แต่ละคนจะมีต้นทุนในการต่อสู้ทั้งเรื่องการเรียน ชีวิต สุขภาพ ธุรกิจ ที่แตกต่างกันอย่างมาก

10

สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็น “สิทธิ” กลายเป็น “สินค้า” พูดให้เจ็บสักหน่อย เช่น ความปลอดภัยก็ต้องซื้อเอง สุขภาพดีก็ต้องซื้อเอง การศึกษาที่ดีก็ต้องซื้อเอง ความมั่นคงก็ต้องซื้อเอง (อย่าคาดหวังรัฐสวัสดิการ คุณต้องไปหาวิธีลงทุนสะสม wealth ของตัวเอง)–ถ้าคุณซื้อทั้งหมดที่ว่ามาไม่ได้ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงนั้น แปลว่าคุณไม่เก่งพอ ไม่พยายามพอ ไม่ขยันพอ ฯลฯ–กลายเป็นว่า ประชาชนไม่สามารถคาดหวังการดูแลสิทธิพื้นฐานจากรัฐได้อีกต่อไป คาดหวังแค่ให้รัฐ “รันตลาด” ให้มีเงินหมุนเวียน GDP โต แล้วกระโจนลงไปแข่งให้รอดให้จงได้

ควินน์ สโลโบเดียน และเบน ทาร์นอฟฟ์ ผู้เขียนหนังสือ Muskism

11

เราจึงใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็น “เกาะโดดเดี่ยว” เราไม่มีความรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกัน ช่วยเหลือกัน รวมตัวกัน หรือเกลี่ยทรัพยากรให้กันอีกต่อไป เรากลายเป็นหน่วยย่อยๆ เกาะกลุ่มในก๊วนสังคมระดับเดียวกัน เอื้อประโยชน์กัน พยายามรอดในเกาะเล็กๆ ของเรา โดยโลกก็พยายามทำให้เรากลายเป็นแบบนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เรามีแอ็กเคานต์ของตัวเอง สร้าง followers ของตัวเอง สะสมข้อมูลส่วนตัว เอไอก็เก่งขึ้นในแบบที่ทำบริษัทคนเดียวได้–แน่นอนว่ามันมีด้านดี แต่อีกด้านของเหรียญคือสังคมที่ดำเนินไปตามแนวคิดที่มุ่งเน้น “ตลาด” และ “กำไร” ทำให้เราใช้ชีวิตในโหมดเอาชนะกันตลอด (ซึ่งเหนื่อย) ถ้าทำสำเร็จเราก็จะชื่นชมตัวเอง ล้มเหลวก็โทษตัวเอง ระบบแบบนี้ทำให้เราต้องสะสมให้เยอะที่สุด เพื่อเอาเงินที่มีปกป้องความปลอดภัยของตัวเอง และเราลืมไปแล้วว่า เราสามารถสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกัน เกื้อกูลกัน และเรียกร้องนโยบายที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อส่วนกลางที่ดีกว่านี้ได้

12

เราคิดว่ายิ่งเก่ง ยิ่งสะสมได้เยอะ เราจะยิ่งปลอดภัย แต่เปล่าเลย เราได้เห็นแล้วว่า ยิ่งทุกคนพยายามเอาตัวรอดแบบปัจเจก โลกยิ่งอันตรายขึ้น เพราะไม่มีใครสนใจส่วนกลางอีกต่อไป ส่วนกลางก็พึ่งพาได้น้อยลงเรื่อยๆ เปรียบง่ายๆ เหมือนทุกคนแข่งขันกัน คนรวยก็ต้องล้อมรั้วสูงขึ้นเพราะคนจนไม่มีจะกินมากขึ้น พอเดินออกจากบ้านไปสวนสาธารณะก็เละเทะ สกปรก เต็มไปด้วยขโมยขโจร เราสะสมทรัพย์ส่วนตัวได้มาก แต่โลกแย่ลง แล้ววงจรก็จะทำงานซ้ำ คือแต่ละคนต้องพยายามดูแลตัวเองมากขึ้นอีกและอีก

13

สุดท้ายแล้ว การล้อมรั้วดูเหมือนจะเกิดในทุกมิติ เราล้อมรั้วจากคนรอบข้าง ประชาชนล้อมรั้วจากกันและกัน ประเทศล้อมรั้วแบ่งขั้ว และก็มีคนเสนอว่า เราสามารถ “หนี” ได้ในหลายมิติ เช่น เข้าไปสัมผัสประสบการณ์หรูหราได้ในบางสถานที่ ซื้อรถที่ป้องกันอันตราย เริ่มมีเศรษฐีพูดถึงการสร้างหลุมหลบภัยในบ้าน รวมถึงคนที่รวยจัดก็ฝันที่จะหนีไปดาวอังคารได้เลย ทั้งหมดต้องจ่ายเงินเพื่อ “ซื้อ” การหลบหนีไปจากโลกที่กำลังพัง ลองสังเกตดูก็ได้ครับว่า คุณมีการจ่ายเงินเพื่อ “หนีโลกพัง” ในเรื่องไหนบ้างไหม

14

เมื่อทุกคนอยู่ในโหมดนี้ โลกที่ลดระดับรั้ว โลกที่สลายขั้ว แล้วสร้างความร่วมมือ ช่วยกันคิดและเรียกร้องนโยบายหรือระบบที่มี “ส่วนกลางที่ดี” ย่อมเป็นไปได้ยาก ในเมื่อทุกคนต้องคิดถึงการอยู่รอดของตัวเองก่อน แข่งยังไงให้ชนะ ทำยังไงให้ไม่โดนเอไอแย่งงาน แถมโลกก็กำลังอวสานไปทุกส่วน เราจึงสูญเสียต่อมสำคัญของมนุษย์ไป นั่นคือ การอยู่รวมกันเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน

15

เรากำลังอยู่ในโลกที่จะถูกเล่าว่า ทุกอย่างน่ากลัวน่ากังวลขึ้นเรื่อยๆ โลกกำลังพัง สิ่งต่างๆ ถึงคราวอวสาน และคุณเท่านั้นที่จะดูแลชีวิตตัวเองได้ผ่านระบบตลาด คุณต้องเก่ง ต้องสะสมเงินเอาไว้เยอะๆ (เพราะเงินจะเฟ้อขึ้นตลอด) ต้องเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพื่อสู้เงินเฟ้อ คุณต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี คุณต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศ คุณต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณต้องสร้างหลุมหลบภัย “คุณ” ทั้งนั้นเลย ในบทสนทนาเหล่านี้ “รัฐ” ค่อยๆ จางหายไป ราวกับว่าพวกเขาไม่มีบทบาทในการรับผิดชอบชีวิตเรา หรือบางทีอาจจะมึนและไม่สามารถจัดการสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างชีวิตที่ดีให้ประชาชนได้แล้ว หรืออาจไม่มีวิธีคิดในโหมดนี้ เพราะบทบาทของรัฐทุกวันนี้ก็อาจวางอยู่บนความคาดหวังว่าจะทำอย่างไรให้ระบบเศรษฐกิจเดิมๆ อันน่าเหน็ดเหนื่อยและแข่งกันเป็นไฟนี้รันต่อไปให้ได้ เงินที่รัฐอัดฉีดสู่ระบบทำให้ใครได้ประโยชน์ มาถึงประชาชนสักกี่มากน้อย เมื่อเทียบกับการจัดสรรให้เป็นรัฐสวัสดิการที่ดีขึ้น–เป็นคำถามที่อาจมีคนถาม แต่ก็เบาบาง

เมื่อเทียบกับเสียงสะท้อนก้องกังวาน

ของสภาพ “โลกพัง” และ “คุณต้องดูแลตัวเอง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”