E-DUANG
กรณีของ”นายณภัทร”คือการปะทะในทาง”วัฒนธรรม” กรณีของ“น้องเฌนน์ AF”ก็คือการปะทะในทาง”วัฒนธรรม”
ก่อให้เกิดอาการ”ช็อค”
รู้ๆทั้งรู้ว่ารากฐานครอบครัวของ”น้องเฌนน์”เป็นอย่างไร ทำไมจึงเกิดคำถาม
คำถามและคำชี้แนะกระทำในนามแห่งความปรารถนาดี
ทำไมจึงไม่พูดภาษาไทย ทำไมจึงไม่พยายาม”สื่อ”กับสังคมด้วยภาษาไทย
เพียงเห็นสีหน้าของ”พี่โอม”ก็เป็น”คำตอบ”ได้อย่างดี
เป็นคำตอบว่าเหตุใดจึงเกิดอาการอย่างที่เรียกว่า CLASH ขึ้นในทางความคิด
เป็นคำตอบเหมือน”ปฎิกิริยา”อันตามมาในแบบ”ทัวร์ลง”
ยิ่งกรณีของ”นาย ณภัทร”ที่มาประกาศความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ยิ่งก่อเกิด”วิวาทะ”ตามมา
ภายใต้วาทกรรม”กตัญญู” และ”อ-กตัญญู”
ความเป็นจริงอันแจ้งชัดก็คือ กรณีของ”น้องเฌนน์”แม้จะเป็นเรื่อง ส่วนตัว แต่ก็มิได้เป็นส่วนตัวอย่างเบ็ดเสร็จ
เพราะอยู่ในเวที AF
กรณีของ”นาย นภัทร”ก็เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความสัมพันธ์ ภายในครอบครัว
แต่ก็กลายเป็นประเด็นในทางสังคม
เนื่องจากมีตัวละครเข้าไปยึดโยง และเนื่องจากปรากฏผ่านสื่อสาธารณะ
กลายเป็นข่าวร้อนแรงจนถึง”กรรมกรข่าวนอกจอ”
หากเมื่อใดมีความพยายามขยายเข้าสู่พื้นที่”โหนกระแส”เมื่อนั้นก็จะยิ่งกว่าศึกวันทรงชัย
หากนึกถึงกรณี”โอดิปุส” หากนึกถึงกรณี”พญากง พญาพาน” หรือแม้กระทั่งกรณี”กุก่องน้อยฆ่าแม่”ก็แทบมิได้เป็นเรื่องใหม่ ข่าวใหม่
เพียงแต่เมื่ออยู่ในยุคแห่งโซเชียล มีเดีย ทุกอย่างเกิดขึ้น ดำเนินไป ดำรงอยู่อย่างรวดเร็ว
ในความรวดเร็ว เกิดสภาวะกว้างขวาง และลึกซึ้ง
หากมองจากมุมมองของ”คนรุ่นเก่า”ไม่ว่ากรณี”น้องเฌนน์” ไม่ว่ากรณี”นาย ณภัทร”
ก็ต้องเอามือลูบอก อุทานออกมา
แต่หากมองจาก”คนรุ่นใหม่”นี่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้และเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
การจัดความสัมพันธ์มีความจำเป็น
เป็นคำถามระหว่างความสัมพันธ์”ส่วนตัว”กับความสัมพันธ์ในทาง”สาธารณะ”
ประเด็นอยู่ที่ว่าเป็นความจงใจหรือเกิดขึ้นเอง
ยอมรับว่า ไม่ว่ากรณี”นาย ณภัทร” ไม่ว่ากรณี”น้องเฌนน์”ล้วนเป็นไปตามวาระอันควรเป็น ควรเกิดขึ้น
มิได้มีการ”ปักธง” หรือหมุดหมายในทาง”ความคิด”
ยอมรับเถิดว่า เมื่อเข้าสู่ความเป็น”สมัยใหม่”สังคมไทยก็มีลักษณะเปิดกว้าง
ตั้งแต่ปัญหาใน”ครอบครัว”กระทั่งปัญหา”สาธารณะ”
อย่าชี้นิ้วไปยังกระบวนการแห่งอนาคตใหม่ ก้าวหน้า ก้าวไกล ประชาชน
เพราะนั่นก็เป็น”ผลผลิต”อันมาจาก”สังคม”เหมือนกัน
