| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ประชาชนสมัยเก่า “อยู่ก่อนแต่ง” มีเหตุจาก “หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว” [เป็นคำคล้องจอง หมายถึงหญิงมีอำนาจสูงกว่าชาย (ชายมีอำนาจบ้าง แต่ต่ำกว่าหญิง)]
เมื่อชายเป็นบ่าวรับใช้บ้านหญิง เพื่อหวังจะแต่งงานเป็นผัวเมียต่อไปข้างหน้า ต้องยอมเป็นบ่าวไปจนกว่าเครือญาติฝ่ายหญิงจะยอมรับ ซึ่งใช้เวลานานเป็นปีๆ หรือหลายปีก็ได้ (เช่น 5 ปี 10 ปีก็มี) ระหว่างนี้สังคมยุคนั้นยอมให้ “อยู่ก่อนแต่ง” แล้วมีลูกก็ได้
กฎหมายลักษณะผัวเมียยุคต้นอยุธยา มากกว่า 500 ปีมาแล้ว ยอมรับ “อยู่ก่อนแต่ง” อย่างเป็นทางการ ถ้าชายขี้เกียจทำงาน ฝ่ายหญิงก็ไล่เฉดหัวออกจากบ้าน แล้วเลือกชายคนใหม่เป็นบ่าวต่อไป แล้ว “อยู่ก่อนแต่ง” กับคนใหม่โดยไม่ถือเป็นผิดทำนองคลองธรรมอันใด
บันทึกของลาลูแบร์ (ราชทูตจากฝรั่งเศส) ระบุว่า การอยู่กินกันอย่างเสรีโดยไม่ได้แต่งงานถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องอับอาย เมื่อได้อยู่กินกันก็เสมือนว่าได้แต่งงานกันแล้ว โดยฝ่ายชายจัดพิธีขอขมาต่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเท่านั้น
คนแต่ก่อนอยากมีลูกมากๆ จะได้มีแรงงานทำนาทำไร่ จึงมีคำคล้องจองอวยพรเมื่อแต่งงานว่า “มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง” ตัวอย่างในเอกสารจีนพูดถึงคนในกัมพูชา เมื่อ พ.ศ.1839 ดังนี้ “เมื่อชาวบ้านให้กำเนิดลูกหญิง ผู้ที่เป็นบิดามารดามักไม่เว้นที่จะอวยชัยให้พรว่าขอให้เจ้ามีคนต้องการต่อไปในภายหน้า ขอให้เจ้ามีผัวร้อยคนพันคนเถิด” [จากหนังสือ บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ ของ โจวต้ากวาน แปลเป็นไทยโดย เฉลิม ยงบุญเกิด (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2543 หน้า 19]
“อยากมีลูก แต่ไม่อยากมีผัว” และ “ลูกรู้จักแม่ แต่ไม่รู้จักพ่อ” เป็นร่องรอยวิถีชีวิตเก่าแก่ของชุมชนหมู่บ้านดั้งเดิม ที่ยกย่องหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม เรียกแม่, เม พบตัวอย่างทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน (ในจีน) ฝ่ายชายจะไปที่บ้านหญิงคนรักแล้วนอนค้างคืนด้วยกัน พอรุ่งเช้าฝ่ายชายก็กลับบ้านของตน
ยายเป็นใหญ่สุดในครอบครัวที่มีสมาชิกราว 40-50 คน ส่วนแม่เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการงานทุกอย่างในครอบครัว (ซึ่งประกอบด้วย ลุง, ป้า, น้า และเจ๊ๆ หลายคน) ลุงและน้าชายมีหน้าที่ทำงานก่อสร้างซ่อมแซมเรือนและเครื่องมือเครื่องใช้ โดยไม่มีพ่อ ไม่รู้จักพ่อจริงๆ และไม่มีศัพท์คำว่า พ่อ, ผัว เป็นพยานการสืบสกุลทางฝ่ายหญิง เพราะหญิงเป็นเจ้าของบ้าน

[ภาพจากหนังสือ ศิลปะถ้ำในอีสาน กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532 หน้า 49]
อยู่ก่อนแต่ง
พบในเรื่องเล่านางนาค พระทอง เมื่อเป็นวัยรุ่นมีเซ็กซ์ก่อนแต่งงาน พบร่องรอยเป็นพยานอยู่ในคำร้องบทมโหรีอยุธยา
กัมพูชาโบราณ หญิงชายมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเป็นกิจกรรมธรรมดา พบในเอกสารจีนโจวต้ากวาน พรรณนาว่า “หญิงชายส่วนมากได้เสียกันมาแล้วจึงได้แต่งงานกัน ตามขนบธรรมเนียมและประเพณีของเขาไม่ถือเป็นสิ่งที่น่าละอาย และไม่ถือเป็นเรื่องประหลาด” (เฉลิม ยงบุญเกิด แปล พ.ศ.2510 สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2543 หน้า 21)
“หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว” คำคล้องจองเก่าแก่ เป็นรากเหง้าให้เรียกหญิงชาย ในพิธีแต่งงานว่า เจ้าสาว-เจ้าบ่าว
“เอาแรงตัว ต่างควาย” เป็นคำพังเพยเพื่อจะอธิบายว่าประเพณีลื้อ (สิบสองพันนา) เมื่อหญิงชายจะแต่งงานเป็นผัวเมียกัน ชายต้องไปทำงานรับใช้พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่บ้านฝ่ายหญิง ต้องใช้แรงตัวเองของชาย ทำงานเหมือนควายให้ฝ่ายหญิง
ชาวขมุถือว่าบ้านไหนมีลูกสาว บ้านนั้นมั่งคั่งร่ำรวย เพราะต่อไปจะมีบ่าว คือชายมารับใช้ทำงานทำไร่ไถนาเพื่อเป็นเขย
เมื่อชายเป็นบ่าวรับใช้บ้านหญิง เพื่อหวังจะแต่งงานเป็นผัวเมียต่อไปข้างหน้า ต้องยอมเป็นบ่าวรับใช้ไปจนกว่าเครือญาติฝ่ายหญิงจะยอมรับ ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ หรือหลายปีก็ได้ เช่น 5 ปี 10 ปีก็มี
ระหว่างนี้สังคมยุคนั้นยอมให้ “อยู่ก่อนแต่ง” ได้ แล้วมีลูกก็ได้ แต่ต้องเป็นบ่าวไพร่อยู่ในโอวาทฝ่ายหญิง จะขึ้นเสียงไม่ได้ จึงมีคำที่มีความหมาย ดังนี้
นาง แปลว่า หัวหน้า, ผู้เป็นใหญ่ ใช้กับเพศหญิง (มีความหมายอย่างเดียวกับนายที่ใช้กับเพศชาย) สาว หมายถึงวัยรุ่นหญิง หนุ่ม หมายถึงวัยรุ่นชายถูกเรียกว่าบ่าว เจ้าสาว หมายถึงหญิงที่เข้าพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าว หมายถึงชาย (ซึ่งเป็นหนุ่ม) ที่เข้าพิธีแต่งงาน แต่ไม่เรียกเจ้าหนุ่ม ต้องเรียกเจ้าบ่าว เพราะต้องทำงานรับใช้เป็นขี้ข้าในบ้านสาว ในพิธีส่งเข้าหอ เจ้าบ่าวต้องเดินเกาะหลังเจ้าสาวที่เดินนำหน้า (มีตำนานบันทึกในราชพงศาวดารกัมพูชา) แล้วต้องเป็นเขยอยู่บ้านเจ้าสาว เพราะเจ้าสาวเป็นผู้รับมรดกบ้านกับที่ดิน และสืบสายตระกูล
เจ้าบ่าวต้องรับใช้ในบ้านเจ้าสาวตลอดไป

ท้องก่อนแต่ง
หมายถึงหญิงกับชายมีเซ็กซ์ก่อนแต่งงานเป็นทางการ แล้วฝ่ายหญิงตั้งท้องอ่อนๆ เลยต้องรีบจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีให้เป็นที่รู้ทั่วกัน
เมื่อครบกำหนดคลอดลูก บางทีมีชาวบ้านจับผิด แล้วนินทาว่าเพิ่งแต่งงานไม่กี่เดือน ทำไมคลอดเร็วนัก น่าสงสัย? ผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันจะชิงอธิบายตัดบทว่า “ท้องแรก ก็เป็นธรรมดาอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครครบเก้าเดือนหรอก เด็กในท้องมันดิ้นเร็ว”
แต่งงาน หมายถึงพิธีเสียผีที่ฝ่ายชายขอขมาพ่อแม่ฝ่ายหญิงที่ฉุดลูกสาวเขาไปร่วมเพศทำเมียโดยมิได้สู่ขอ
เมื่อพ่อแม่รวมทั้งเครือญาติฝ่ายหญิงและชุมชนยอมรับ จะได้อยู่กินเป็นผัวเมียมีลูกเต้าต่อไปตามปกติ [มีรายละเอียดในหนังสือ ปลูกเรือน-แต่งงาน ของ เสฐียรโกเศศ สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2507 หน้า 110-121] ครั้นนานเข้าก็เพิ่มเติมรายการอันเป็นมงคลต่างๆ จนไม่เหลือเค้าดั้งเดิม
ชายอยู่บ้านหญิง หลังแต่งงาน
เมื่อเลือกชายขยันทำมาหากินได้ถูกใจ ครอบครัวฝ่ายหญิงก็ให้มีพิธีแต่งงาน แล้วขยายเรือนมีครัวให้อยู่กินออกไปต่างหาก เรียก “แยกครัว” เพราะทำใหม่เพิ่มเฉพาะครัว แต่ตัวเรือนอยู่รวมกันลักษณะเรือนยาว (หรือ “ลองเฮาส์”) สมัยหลังถึงแยกเรือนอีกหลังหนึ่ง
หมายความว่า โดยประเพณีแล้วชายต้องอยู่บ้านหญิง เรียก “แต่งเขยเข้าบ้าน” เท่ากับคนเป็นผัวต้องสงบปากสงบคำ เพราะอยู่ท่ามกลางเครือญาติของเมีย ถ้าโหวตเมื่อไรผัวก็แพ้เมียวันยังค่ำ ซึ่งมีเหตุมาจากหญิงเป็นผู้รับมรดกจากครอบครัว เป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน แล้วเป็นผู้สืบตระกูล ไม่ใช่ชาย
ผู้หญิงยุคอยุธยาได้รับยกย่องมากเมื่อมีฐานะเป็นเมียหลวง เช่น บันทึกจีนของหม่าฮวน ระบุว่า กิจการทั้งปวงให้เมียหลวงจัดการดูแล ส่วนบันทึกของลาลูแบร์ (ราชทูตจากฝรั่งเศส) ระบุว่า ทั้งชนชั้นนำและราษฎรในอยุธยา ถ้ามีเรื่องราวที่จำต้องใช้หัวคิดและตัดสินใจแล้วก็จะทำไปตามการตัดสินใจของเมีย
หญิงชาวบ้าน งานหนักเลี้ยงครอบครัว หญิงชาวบ้านยุคอยุธยามีอิสระที่จะไปไหนได้เต็มที่ เพราะไม่ถูกเกณฑ์ แต่ต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวด้วยตัวคนเดียว มีภาระสูงมาก ต้องทำไร่ไถนา และดูแลหมดทั้งบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกผัว
บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวทั้งหมด รวมทั้งต้องหาข้าวปลาอาหารส่งผัวที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานให้มูลนายที่ไม่จ่ายเงินเดือน และไม่มีข้าวเลี้ยง
ครั้นหมดเกณฑ์กลับไปอยู่เรือน ผัวก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ทำมานาน ขณะอยู่เป็นข้าในบ้านของมูลนายก็ได้แต่กินเหล้าเมายา ทำงานไม่เป็นแล้ว เมียต้องทำงานเลี้ยงผัว
[จากหนังสือ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1 (สันต์ ท. โกมลบุตร แปล) สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510 หน้า 223-224]
หย่าร้าง ในหมู่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น คนมั่งคั่งที่มีภรรยาหลายคนก็ยังเลี้ยงดูไว้ทั้งโขยง ถ้าไม่ชอบคนไหนก็ขายเข้าซ่องโสเภณี
