On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ชาวตะวันตกมีความเชื่อเรื่องโชคลางที่ว่า วันศุกร์ที่ 13 นั้น ถือเป็นวันที่ไม่ดี คือจะเป็นวันศุกร์ที่เท่าไรก็ไม่เป็นไรหรอกนะครับ ไม่ถือว่าเป็นวันที่ไม่ดีแต่อย่างใด ขอแค่อย่าเป็นวันศุกร์ที่ 13 ก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความหนักเบาแล้ว จะเรียกศุกร์ 13 แค่ว่าเป็นวันไม่ดีก็ดูจะไม่ถูกต้องนัก เพราะตามความเชื่อแล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่จะโหมกระหน่ำในทุกๆ วันศุกร์ที่ 13 นั้น ดูจะรุนแรงเกินกว่าจะเป็นแค่วันที่ไม่ดีเอามากๆ ดังนั้น จึงถ้าเรียกว่า “อาถรรพ์” ก็คงจะดูเหมาะสมมากยิ่งกว่า
แน่นอนว่าความเชื่ออย่างนี้ ย่อมชวนให้ใครต่อใครพากันสงสัยใจเป็นอย่างยิ่งด้วยว่า ทำไมศุกร์ 13 ถึงได้กลายเป็นวันที่มีอาถรรพ์?
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยที่จะมีผู้หาคำตอบ และคำอธิบายอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยคำอธิบายที่นิยมแพร่หลายอยู่พอสมควรในปัจจุบันนั้นอ้างว่า การที่ศุกร์ 13 ถูกเชื่อว่าเป็นวันที่มีอาถรรพ์นี้ มีรากความเชื่อมาจากการที่ กลุ่มอัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) ได้ถูกจับกุมในช่วงเช้าตรู่ของวันศูกร์ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1307
จนนำไปการล่มสลายของอัศวินกลุ่มนี้ใน ค.ศ.1312
อะไรที่เรียกว่า “อัศวินเทมพลาร์” นั้น ก็คือคณะของอัศวินที่ได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามครูเสด
โดยการระเบิดขึ้นของสงครามครั้งนั้น มีเชื้อไฟมาจากการที่พระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 (Pope Urban II, ดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ.1088-1099) ได้ตอบรับการขอความช่วยเหลือของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นดินแดนของคริสตชนขนาดมหึมา ทางด้านทิศตะวันออกของยุโรป โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นถูกทัพมุสลิม ของพวกเซลจุกเติร์ก (Seljuk, ต่อไปจะพัฒนาเป็นจักรวรรดิเซลจุก) เข้ารุกราน จนเสียดินแดนในเขตพื้นที่ราบสูงอนาโตเลีย (Anatolia, ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศตุรกี) อันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ไปเป็นจำนวนมากอย่างถาวร
แต่ทัพของอัศวินครูเสด (crusade, มีรากศัพท์มาจากคำว่า crucem ในภาษาละติน ที่แปลว่า ไม้กางเขน) ที่คริสตจักรแต่งตั้งขึ้นนั้น ไม่ได้หมายเพียงแต่จะไปขับไล่ทัพของพวกเซลจุกเติร์กออกจากดินแดนอนาโตเลียเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างก็คือ การยึดเอาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของทั้งชาวคริสต์ ชาวมุสลิม และชนชาวยิว อย่างนครเยรูซาเล็ม ให้กลายเป็นของคริสตชนแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกด้วย
ประเด็นสำคัญก็คือ เป้าหมายอย่างหลังนี้ ดูจะเป็นจุดมุ่งหมายหลักของทัพอัศวินครูเสดเสียยิ่งกว่าการไปขับไล่ทัพมุสลิมของพวกเซลจุกเติร์กเสียอีก
และในท้ายที่สุด ทัพของอัศวินครูเสดก็สามารถยึดเอานครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็มได้ในปี ค.ศ.1099 โดยนับว่าเป็นการจบสงครามครูเสดครั้งที่ 1 โดยชัยชนะในนัดแรกเป็นของฝั่งคริสตจักร (ก่อนที่จะมีต่ออีกจนครบ 8-9 ครั้ง แล้วแต่ว่าใครจะนับรวมการศึกครั้งไหนบ้าง แต่ก็มีมติตรงกันว่า สงครามครูเสดครั้งสุดท้ายจบลงเมื่อ ค.ศ.1291 โดยที่มุสลิมเป็นฝ่ายที่ได้ชัย)

ผลของการทำสงครามครูเสดครั้งที่ 1 นั้น ทำให้การเดินทางแสวงบุญของบรรดาคริสตชนยังนครศักดิ์สิทธิ์ (ชาวคริสต์ในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า การจาริกไปนครศักดิ์สิทธิ์จะช่วยล้างบาปทั้งหมดที่เคยทำมาในชีวิตลง และนำพาให้พวกเขาเข้าสู่ดินแดนของพระเป็นเจ้าหลังสิ้นชีวิตลงได้) คึกคักขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
แน่นอนว่าเป็นเพราะอำนาจปกครองเยรูซาเล็มนั้น ได้เปลี่ยนมือจากผู้นำชาวมุสลิม มาสู่กษัตริย์ผู้เป็นคริสต์ศาสนิกชนแล้ว ดังนั้น จึงทำให้ชาวคริสต์ในยุโรปตะวันตกหลายคนเข้าใจไปเองว่า การเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่นครศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลานี้ ควรจะมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกว่าสมัยที่เยรูซาเล็มอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ที่นับถือศาสนาอื่น
แต่ถึงแม้ว่า ในช่วงขณะนั้นนครเยรูซาเล็มจะมีกษัตริย์เป็นชาวคริสต์ก็ตาม ชุมชนหรือเมืองอื่นๆ โดยรอบนั้นก็ยังเป็นของผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ ซ้ำยังเป็นชนชาวมุสลิมที่เพิ่งจะผ่านสงครามศาสนากับชาวคริสต์มา จนทำให้สถานการณ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายตึงเครียดเขม็งเกลียวเลยอีกต่างหาก
เอาเข้าจริงแล้ว การเดินทางไปจาริกแสวงบุญยังนครศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเต็มไปด้วยภยันตรายมากกว่าที่เคยเป็นมาเสียด้วยซ้ำไป
และนี่เองที่ทำให้เกิดกลุ่มอัศวินเล็กๆ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มอัศวินชาวฝรั่งเศส เมื่อราว ค.ศ.1118-1119 เพื่อคุ้มครองชาวคริสต์ที่ต้องการไปแสวงบุญยังนครเยรูซาเล็ม
และด้วยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าบัลด์วินที่ 2 ชาวฝรั่งเศสผู้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็ม (Baldwin II หรือที่ฝรั่งเศสเรียกว่า พระเจ้าโบดวง [Baudouin], ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.1118-1131) คณะอัศวินเทมพลาร์จึงได้ตั้งฐานบัญชาการอยู่บนภูเขาเทมเพิล (Mount Temple) ซึ่งเชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้ตั้งอยู่บนซากของพระวิหารแห่งซาโลมอนอันเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์
ด้วยเหตุนี้เอง คณะอัศวินเทมพลาร์จึงได้เรียกกลุ่มของตนเอง เมื่อได้ลงหลักปักฐาน ณ ที่วิหารแห่งซาโลมอนแล้วว่า “คณะทหารผู้ยากไร้แห่งพระคริสต์และพระวิหารซาโลมอน” (Poor Fellow-Soldiers of Christ and of the Temple of Solomon) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “คณะอัศวินแห่งพระวิหาร” (Knights Templar) นั่นเอง
หลังจากนั้น คณะอัศวินเทมพลาร์นี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคริสตจักรโรมันคาทอลิก เมื่อราว ค.ศ.1129 คือเพียงสิบปีนิดๆ หลังจากที่ได้ก่อตั้งคณะขึ้นมา จึงทำให้กลายเป็นองค์กรที่สำคัญยิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก
อีก 10 ปีต่อมา พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 2 (Pope Innocent II, ดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ.1130-1143) ทรงมอบสารตราของพระสันตะปาปาให้กับคณะอัศวินเทมพลาร์ ซึ่งทำให้อัศวินเหล่านี้จะรับสิทธิพิเศษมากมาย
ที่สำคัญคือ พวกเขาจะได้รับการยกเว้นภาษี, สามารถเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ได้โดยอิสระ คือไม่จำเป็นต้องขออนุญาต, ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่น และไม่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใด ยกเว้นแต่พระสันตะปาปา
เสื้อคลุมไร้แขนสีขาว ที่มีลายกางเขนสีแดงอยู่บนเสื้ออันเป็นเครื่องแบบ ที่เกิดขึ้นใน ค.ศ.1145 จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอัศวินผู้มีสถานภาพพิเศษในช่วงระยะเวลาที่โหดร้ายของสงครามครูเสดไปเสียอย่างนั้น
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ใครต่อใคร ณ ช่วงขณะจิตนั้น ต่างก็อยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของในคณะอัศวินเทมพลาร์ จนทำให้กลุ่มอัศวินจิ๊บจ๊อยจำนวนเรือนสิบในระยะตั้งต้น กลายเป็นกลุ่มอัศวินขนาดใหญ่ราว 20,000 นาย ในช่วงเวลาที่คณะอัศวินกลุ่มนี้รุ่งเรืองที่สุด
ถึงแม้ว่าเจตนาเริ่มแรกของคณะอัศวินเทมพลาร์จะตั้งต้นมาจากการคุ้มครองชาวคริสต์ที่ต้องการไปจาริกแสวงบุญยังนครศักดิ์สิทธิ์ แต่ภายหลังนั้นพวกเขาก็ได้เข้าร่วมรบในสงครามครูเสดอยู่หลายหน และถือว่าเป็นกองกำลังสำคัญของชาวคริสต์ในสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานเฉียดๆ จะครบสองร้อยปีครั้งดังกล่าว
แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับเรามากกว่าในที่นี้ก็คือ หลังจากที่ได้รับการรับรองโดยคริสตจักรแล้ว คณะอัศวินเทมพลาร์ยังได้รับเงินบริจาคอย่างมากมายทั้งจากคริสตจักร และประชาชนทั่วไป (ที่หวังจะได้ขึ้นสวรรค์หลังจากการบริจาคทรัพย์สินให้กับกลุ่มอัศวินที่ออกศึกกับพวกต่างศาสนา ในนามของคริสตจักร) ดังนั้น ถึงแม้จะมีคำว่า “คณะทหารผู้ยากไร้” อยู่ในชื่ออย่างเป็นทางการของคณะ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาต่างก็ร่ำรวย และทรงอำนาจเป็นอย่างมาก
คณะอัศวินกลุ่มนี้ยังมีฐานบัญชาการที่ถูกเรียกในนามของ “อาราม” (convent, แน่นอนว่า เพราะเป็นกองอัศวินในนามคริสตจักร ทั้งยังมีข้อปฏิบัติใกล้เคียงกับนักบวชจำนวนนับหลายร้อยข้อ จนทำให้มีการเรียกพวกเขาว่า อัศวินนักบวชเลยทีเดียว) อื่นๆ นอกเหนือจากที่ภูเขาวิหารในนครศักดิ์สิทธิ์กระจายอยู่ตามเมืองสำคัญต่างๆ อีกมาก และการที่พวกเขามีทรัพย์สินต่างๆ มากมาย ก็ทำให้พวกเขาได้เปิดให้มีการฝากและถอนเงินทอง ผ่านทางอารามต่างๆ เหล่านี้
ดังนั้น นักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกบางท่านจึงได้เสนอว่า นี่เป็นต้นแบบของระบบธนาคารโลกเลยทีเดียว
ที่สำคัญก็คือ คณะอัศวินเทมพลาร์ยังได้ปล่อยกู้อีกด้วย ซึ่งคนที่มากู้เงินจากคณะอัศวินกลุ่มนี้ บางคนก็เป็นผู้ทรงอำนาจ หรือเป็นกษัตริย์ ซึ่งก็รวมไปถึงพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส (Philip IV, ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.1285-1314) ด้วย
พระเจ้าฟิลิปที่ 4 ติดหนี้คณะอัศวินเทมพลาร์เป็นจำนวนมหาศาลจากการทำสงครามกับอังกฤษ ดังนั้น เมื่อพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 5 (Pope Clement V, ดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ.1305-1314) ซึ่งก็มีเรื่องระหองระแหงกับคณะอัศวินเทมพลาร์อยู่เช่นกัน ได้ติดต่อมาให้พระองค์สืบสวนหาความคิดของคณะอัศวินกลุ่มนี้ พระองค์จึงทรงร่วมมืออย่างกระตือรือร้น
จนนำไปสู่การจับกุมอัศวินเทมพลาร์หลายร้อยคนในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1307 ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ผมเล่ามาทั้งหมดข้างต้นนี้ ก็ชวนให้รู้สึกได้ว่า คณะอัศวินกลุ่มนี้สัมพันธ์อยู่กับการปกป้องคริสต์ศาสนา จนดูเหมือนว่าการที่พวกเขาเริ่มต้นถูกจับกุมในวันศุกร์ที่ 13 จนนำไปสู่การล่มสลายของคณะอัศวินกลุ่มนี้ จะทำให้ศุกร์ 13 กลายเป็นวันอาถรรพ์สำหรับชาวคริสต์ก็ไม่เห็นที่จะแปลกที่ตรงไหน?
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ฉบับไหนเลยที่ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า อาถรรพ์ศุกร์ 13 นี้ เกี่ยวข้องกับอัศวินเทมพลาร์
แต่กลับมีหลักฐานชัดเจนว่า การจับเอาความเชื่อเรื่องศุกร์ 13 เกิดจากการจับกุมคณะอัศวินเทมพลาร์เช่นนี้ เริ่มแพร่หลายมากขึ้นหลังจากที่นักเขียนคนดังอย่างแดน บราวน์ (Dan Brown) ได้เขียนนิยายเรื่อง “The Da Vinci Code” แล้วตีพิมพ์ออกมาเมื่อ ค.ศ.2003
แน่นอนว่าในนิยายที่เต็มไปด้วยการนำ “ทฤษฎีสมคบคิด” จำนวนมาก มาใช้งานได้อย่างชาญฉลาดเล่มนี้ ได้กล่าวเอาไว้ว่า ความเชื่อเรื่องอาถรรพ์ศุกร์ 13 นั้นมีที่มาจากการจับกุมคณะอัศวินเทมพลาร์นี้เอง แถมความเชื่อนี้ยังแพร่กระจายออกไปมากขึ้นเมื่อนิยายเรื่องนี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ ที่ออกฉายเมื่อ ค.ศ.2006 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ความเชื่อเรื่องนี้จะถูกแพร่กระจายออกไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ตอีกต่างหาก
เอาเข้าจริงแล้ว ความเชื่อเรื่อง อาถรรพ์ศุกร์ 13 จึงอาจจะไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากการจับกุมอัศวินเทมพลาร์หรอกนะครับ โดยเฉพาะเมื่อยังมีข้อสันนิษฐานอื่นที่อาจจะมีเค้ามูลดั้งเดิมที่น่าสนใจยิ่งกว่าอยู่อีกพอสมควร (มีต่อ)
