E-DUANG
คำว่า”ครม.เงา”มิได้เพิ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การ เมืองของไทย
หากเป็นความริเริ่มอันมาจากสหราชอาณาจักร
ส่งผ่านพรรคประชาธิปัตย์ และเคยมีการเอ่ยถึงในยุคพรรคไทยรักไทย
ถามว่าดำเนินอย่างเปิดเผย อึกทึกครึกโครมหรือไม่
คนของพรรคประชาธิปัตย์ย่อมรู้ดี คนของพรรคไทยรักไทยย่อมรู้ดี
อาจมีการเอ่ยอ้าง อาจมีการเสนอรูปแบบผ่านบางขบวน
กระนั้น ที่ประกาศและจำหลักอย่างหนักแน่นปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมก็ในยุคหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569
เป็นการประจันและเผชิญหน้ากับ”รัฐบาลภูมิใจไทย”
ไม่เพียงเป็นการนำเสนอ”โฉม”ตามปฏิมาอันเรียกเป็น”รัฐ บาลประชาชน” หากแต่ดำเนินไปตาม”โครงสร้าง”ที่กำหนดไว้ใน ระหว่างการหาเสียง
เท่ากับเป็น”พิมพ์เขียว”หากพรรคประชาชนได้เป็น”รัฐบาล”
ในเบื้องต้นที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผลักดันร่วมกับ ศิริกัญญา ตันสกุล วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร
อาจถูกเรียกขานว่าเป็นคอรอ”เหงา”
แต่เมื่อปรากฏเงาร่างของ เดชรัต สุขกำเนิด ปรากฏเงาร่างของ พิจารณ์ เชาวพัฒน์พงษ์
ประสานกับตัวแทน”มวลชน”ใน”ภาคประชาชน”
สังคมเริ่มมองเห็นทั้งความเหมือนและความต่างแห่งลักษณ์ของ”ครม.เงา”กับภารกิจที่แบกรับ
ดำเนินไปอย่างมีการยืดหยุ่น ปรับตัวตามสภาพ
สภาพของปัญหา โดยมีเป้าหมายในการสร้างประเด็นเพื่อแสวงหาทั้งคำถามและคำตอบ
ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ แนบแน่นอยู่กับสภาพความเป็นจริง
จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นเงาร่างของตัวแทนเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นประมง ไม่ว่าจะเป็นชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นชาวนา
ตอกย้ำความเป็น”พรรคมวลชน”แห่ง”พรรคประชาชน”
ถามว่า”ครม.เงา”จะส่งผลสะเทือนในทางความคิดและก่อให้เกิดปรากฎการณ์ในทางการเมืองได้มากเพียงใด
คำตอบแรก คือ การสร้าง”จุดต่าง”ในทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ต่างไปจากองค์ประกอบแห่ง”รัฐบาลภูมิใจไทย”หากแต่ต่างไปจากพรรคการเมืองด้วยกัน
ทั้งที่ร่วมอยู่ใน”รัฐบาล” และอยู่ใน”ฝ่ายค้าน”
หาก”พูดแล้วทำ” คือสโลแกนพรรคภูมิใจไทย หากที่ติดสองริมฝีปากคือ พรรคเพื่อไทย”หัวใจคือประชาชน”
รูปธรรมที่เห็นผ่านพรรคประชาชนก็เด่นชัด แตะต้องได้
แตะต้องได้ในการยึดโยงประเด็นอยู่กับ”ประชาชน” แตะต้องได้ในการยืนหยัดในแนวทางทำตามที่พูด
มิได้เป็นเรื่อง”ดีแต่พูด”โดยมิได้มีการลงมือ”ทำ”
ความต่างคือจุดขายอย่างสำคัญของพรรคการเมือง ไม่ว่าในอดีต หรือในอนาคต
ถามว่าพรรคไทยรักไทย”แจ้งเกิด”ได้เพราะอะไร
เพราะพรรคไทยรักไทยสร้างความต่างจากพรรคการเมืองแทบทุกพรรคตั้งแต่เดือนมกราคม 2544 นั่นคือการนำนโยบายมา เป็นการปฏิบัติอย่างเป็นจริง
แปรนามธรรม”ความคิด”เป็นรูปธรรม”การเมือง”
