‘อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์’ เราอยู่ในเกม ‘ชักเย่อทางอำนาจ’ ที่ไม่รู้ ‘เชือกจะขาด’ เมื่อไหร่?
เปลี่ยนผ่าน| ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์’
เราอยู่ในเกม ‘ชักเย่อทางอำนาจ’
ที่ไม่รู้ ‘เชือกจะขาด’ เมื่อไหร่?
หมายเหตุ เนื้อหาจากการกล่าวสรุปการทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย โดย “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในงานเสวนาหัวข้อ “โจทย์ใหม่ของสังคม-การเมืองไทย : ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” จัดโดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569
ผมเสนออย่างนี้ว่า สิ่งที่พวกเราพูดทั้งหมดมันคือสภาวะการเมืองที่ผมเรียกว่า “ชักเย่อทางอำนาจ” ของสังคมไทย ทุกอย่างมันเปลี่ยนหมด สภาวะ “ชักเย่อทางอำนาจ” ไม่ใช่แค่มีสองฝ่าย มีหลายฝ่าย แต่มีสองกลุ่มใหญ่ๆ ร่วมกันชัก
ถามว่าทหารเป็นฝ่ายเดียวกับภูมิใจไทยไหม? ตอนนี้เป็น แต่ต่อไปก็ไม่แน่
อันนี้คือ “ชักเย่อทางการเมือง” ที่มันกำลังเกิดอยู่ตอนนี้ เกมชักเย่อคือต้องชนะ นอกเสียจากบางฝ่ายเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าจะ (ต้องสร้างข้อ) ตกลงร่วม แต่วันนี้ยังไม่เห็น (แนวโน้ม) ทุกฝ่ายออกแรงดึงกันอยู่
ด้านหนึ่ง (ของปลายเชือก) ผมใช้คำว่า “พันธมิตรของชนชั้นนำ” (party of order)
ทำไมถึงเกิด “นโปเลียน โบนาปาร์ต”? เพราะพวกชนชั้นนำมารวมตัวกัน เพื่อที่จะขัดขวาง “จาโคแบง” (สโมสรทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส) ฉะนั้น การรวมตรงนี้ มันเปิดโอกาสให้เกิด “เผด็จการแบบนโปเลียน”
ผมคิดว่าบ้านเราเป็นแบบเดียวกัน “พันธมิตรของชนชั้นนำ” เกิดแล้วก็มีพัฒนาการของมัน จากปี 2557 ถามว่าเครือข่ายของพวกนี้เปลี่ยนไหม? เปลี่ยน ซึ่งเราควรรู้ แต่เราไม่รู้
(พันธมิตรของชนชั้นนำ ประกอบด้วย) ระบบราชการ, ทุน, ชนชั้นนำทางวัฒนธรรม, พรรคและนักการเมืองที่ถูกเลือก
อีกด้านหนึ่ง (ของปลายเชือก) คือ “มวลชนผู้ตื่นตัว” (active citizen) ดูจากคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญ มันมีกลุ่มนี้อยู่แน่ๆ
ในการถักสาน-สร้างแนวร่วมของชนชั้นนำที่รวมกันเพื่อจรรโลงโครงสร้างอำนาจเดิม “พันธมิตรของชนชั้นนำ” จะต้องจำกัดประชาธิปไตยไม่ให้มีความหมายกว้างขวาง รัฐธรรมนูญปี 2560 (ทำเรื่องนี้) ชัดเจน เขาตั้งใจ ย้ำ!
พร้อมกันนั้น เขาเปิดโอกาสให้เกิด “เผด็จการ” 8 ปีการขึ้นครองอำนาจของประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) หรือรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งหมดทำให้ประชาธิปไตย “พิกลพิการ”
แม้ว่าเขาจะควบคุม (การเมือง) ได้ระดับหนึ่ง ระดับที่เขาก็พึงพอใจ แต่เขาประสบปัญหา คือถ้าคุณจะเล่นเกมนี้ คุณต้องมีตัวเลือกของคุณที่เจ๋งพอ ปัญหาที่เห็นตอนนี้คือ เนื่องจากโครงสร้างทำให้ฝ่ายเขามีตัวเลือกน้อยลง เขาจึงต้องเลือกคนคนนี้ขึ้นมา
ท้ายสุด นี่คือปัญหาใหญ่ของเขา เพราะเขาต้องการนักการเมืองและพรรคการเมืองซึ่งเสมือนเป็น “คนอยู่ใต้บงการ” ของพวกเขา เห็นไหมครับ นายกฯ ไม่ได้พูดอะไรเลยนะ อันนี้ไปนู่น อันนี้ไปนี่ ลอยตัว
ดังนั้น กระบวนการทางการเมืองของ “พันธมิตรชนชั้นนำ” เขาจะต้องพยายามรวมศูนย์อำนาจให้มากขึ้น และรวมศูนย์อำนาจได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งทำให้สถาบันทางประชาธิปไตยอ่อนแอ รวมศูนย์คือกินรวบอำนาจรัฐทั้งหมด องค์กรอิสระทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้มี “ข้อย้อนแย้ง” คือ ถ้าคุณจะรวมศูนย์แบบนี้ ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอและกินรวบ คุณต้องใช้ “อำนาจพิเศษ” ผมไม่พูดว่าคืออะไร รวมทั้งสิ่งที่จำเป็นคือ ต้องข้ามหลักการความยุติธรรมทั้งหมด และใช้อำนาจทางกฎหมายแบบเทคนิค ลองนึกถึงกรณี “เขากระโดง”
ผมคิดว่า “พันธมิตรชนชั้นนำ” กำลังเผชิญอยู่กับ “การบั่นทอนอำนาจ” ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาในสองทศวรรษ ย้ำนะครับ เขาก็พัฒนามาตลอด เปลี่ยนตัวเองมาตลอด เราก็สู้กับเขามาตลอด
ครั้งหนึ่ง เขาไม่เคยจัดตั้งกันแน่นแบบนี้ก่อนปี 2557 ตั้งแต่สนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) ปฏิวัติ (รัฐประหาร 19 กันยายน 2549) เขาเริ่มจัดตั้งขึ้นมา แล้ววันนี้เขาก็จัดตั้งได้ระดับหนึ่ง แต่เขาก็เจอข้อย้อนแย้ง
อีกด้านหนึ่ง “มวลชนผู้ตื่นตัว” (คือ) พรรคการเมืองหรือกลุ่มคนผู้วาดหวังเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวมาประมาณทศวรรษหนึ่ง
สิ่งสำคัญของคนพวกนี้คือ คุณเคลื่อนไหวด้วย “อารมณ์” คุณเคลื่อนไหวด้วย “ความรู้สึก” เพื่อ “ความเป็นธรรม”
เขาประสบความสำเร็จพอสมควร ได้ (ส.ส.) ร้อยกว่าเสียงนี่ถือว่ายิ่งใหญ่ คือกลุ่มวาดหวังเปลี่ยนแปลงสังคม มาจาก “แรงงานผู้มีความรู้ความสามารถ” ลองไปไล่ดู ยกเว้นตัวนำ การรวมตัวจินตนาการอยู่บนฐานอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อ “ความไม่เป็นธรรม”
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มนี้คือ รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม เสน่ห์ของการเคลื่อนไหวบนฐานของอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความโกรธนั้นวูบไหวได้ง่าย เมื่อยามที่ถูกทำให้อารมณ์ขึ้นสูง มีผล (ทำให้มวลชนเข้าร่วม) สูง ถ้าเหนื่อยเมื่อไหร่ (มวลชนที่เข้าร่วม) ก็ลดลง หรือเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าถูกทำลายความหวัง ก็ถอยห่าง (จากการเมือง)
ด้านหนึ่ง มันมีเสน่ห์มีพลัง แต่ด้านหนึ่ง มันก็มีข้ออ่อนของการเคลื่อนไหวแบบนี้ แต่พวกเขาก็ต้องทำแบบนี้ เพราะเงื่อนไขทางสังคมไม่เปิดโอกาสให้เขา เขาไม่สามารถเข้าสู่การเมืองได้อย่างถูกต้อง
“การชักเย่อทางการเมือง” แบบนี้ ทำให้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทุกมิติ “ไม่มีผลดี” เลย มันดันกันอยู่อย่างนี้ ทุกอย่างชะงักงัน และการสร้าง “อารมณ์สาธารณะ” จะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะฝ่าย “พันธมิตรชนชั้นนำ” เขาจะกำหนดอารมณ์ สร้างอารมณ์คู่ตรงกันข้าม ทำให้เกิดความเหนื่อยชาทางอารมณ์ อันนี้เรื่องใหญ่
“การชักเย่อทางการเมือง” ในสังคมไทยไม่ใช่ “เกมที่สมมาตร” เพียงแต่ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยน ทำให้ปลายเชือกด้านหนึ่งมาอยู่ที่ผู้คนมากขึ้น
“พันธมิตรชนชั้นนำ” ยอมให้ “พรรคการเมืองที่ถูกเลือก” ใช้ระบบบ้านใหญ่และระบบอุปถัมภ์ เพราะเขารู้สึกว่าต้องเอาอันนี้ ไม่อย่างนั้นมันไม่ได้แล้ว
คุณคิดว่าพรรคที่ชนะเยอะแยะแล้วใช้ระบบอุปถัมภ์ ชนชั้นนำเขาไม่รู้เหรอ? กกต.ไม่รู้เหรอ? รู้ครับ ทุกคนรู้กันหมด แต่เวลาเราพูดถึง “บ้านใหญ่-ระบบอุปถัมภ์” มันไม่เหมือนเดิม
“การยิงเป้าละเอียด” ยิงเข้าเป้าในภาคใต้แปลว่าอะไร? เขาไม่ได้ยิงแบบเดิม แต่สมมุติว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มเครือญาติ เขามีข้อมูลรู้ว่ากลุ่มเครือญาตินี้มี 5 คน ก็เอาไป 15,000 บาท
การยิงละเอียดแบบนี้ คือ “ความเปลี่ยนแปลงของระบบอุปถัมภ์” แล้วคนใต้รู้เลยว่า ถ้าคุณ “ยิงแบบเดิม” (ผลลัพธ์เป็น) ศูนย์ หรือได้ผล 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น มันมี “ความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเราต้องศึกษา
ชัยชนะของรัฐบาลนี้มาจากการร่วมด้วยช่วยกันของ “พันธมิตรชนชั้นนำ”
(คําถามคือ) “เชือก” ที่ดึงกันจะขาดไหม?
มันเคยขาด 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ พฤษภาฯ 2535 “เชือกเคยขาด” และเกิดความเปลี่ยนแปลง วันนี้ภาวะ (การเมือง) ตึงเครียดตลอด แต่ยังไม่มีสัญญาณ “เชือกขาด”
แต่ภายใต้สภาวะแบบนี้ “อนาคตแม่งแย่ฉิบหายเลย”
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างอำนาจกับพลวัตของอารมณ์สาธารณะจะกลายเป็น “ตัวชี้ขาด” ของการเมืองต่อไป ที่น่ากังวลคือ มันมีแนวโน้มพาสังคมไปสู่ “สังคมสิ้นหวัง” สังคมไม่สามารถสร้าง “ความหวังร่วม” (collective hope) ได้เลย
ความหวังในสังคมไทยถูก “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” หนักนะ หนักกว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญมาวิจารณ์เยอะ
อย่างไรก็ตาม “สังคมสิ้นหวัง” ไม่ได้ “นิ่งสงบ” แม้ว่าเราสิ้นหวัง (แต่) ความโกรธความเกลียดทวีขึ้น การปะทุจากความสิ้นหวังเกิดขึ้นได้เสมอ
โจทย์ใหม่ (ของสังคม-การเมืองไทยที่น่าจะมีผู้ศึกษาต่อ)
– เราจะศึกษา “พันธมิตรชนชั้นนำ” อย่างไร?
– ความเปลี่ยนแปลงของ “ระบอบอารมณ์ความรู้สึก/ชุมชนทางอารมณ์” ผมคิดว่าเราขาดความรู้เรื่องนี้
– ชนชั้นกลางกับอารมณ์ความรู้สึกทางการเมือง ชนชั้นกลางระดับบน, กลาง, ล่าง ทั้งหมดมีอารมณ์ความรู้สึกไม่เหมือนกัน
– ความหมายที่แปรผันของความยุติธรรม สิทธิพลเมือง/รัฐ/ท้องถิ่น/ท้องที่
ทั้งหมดนี้คือโจทย์ที่ต้องคิด เพื่อเราจะได้ตอบ (คำถาม) เรื่อง “การเลือกตั้งต่อการเมืองไทย”
สังคมไทยจะผ่านการต่อสู้ “การชักเย่อทางการเมือง” นี้ไปได้ โดยไม่มีบาดแผลเจ็บปวดได้หรือเปล่า? ไม่รู้ แต่สังคมไทยผ่านรอยเลือด-น้ำตามาเยอะแยะหลายหน
ขอภาวนาให้สังคมไทยผ่านไปได้อย่างสงบสันติ และฝากฟังเพลง “A Change Is Gonna Come” ของ “แซม คุก”
