‘สิริพงศ์’ รับโจทย์คมนาคมสุดหิน ดันแลนด์บริดจ์ – สางขาดทุน ขสมก. ตั๋วรถไฟฟ้าต้องถูกกว่าแฮมเบอร์เกอร์
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สถานะหนึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อีกสถานะในฝ่ายบริหาร เขาคือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ตอนพรรคภูมิใจไทยพลิกขั้วตั้งรัฐบาลอนุทิน 1 ช่วงไตรมาสสุดท้าย ของปี 2568 “สิริพงศ์” สวมบททีมเศรษฐกิจ และเป็นโฆษกรัฐบาล
ทุกนโยบายที่ขับเคลื่อน ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงรัฐบาลอนุทิน 2 “สิริพงศ์” รับรู้ที่มาที่ไป
เช่นเดียวกับโปรเจ็กต์ใหญ่ด้านคมนาคม อย่าง “โครงการแลนด์บริดจ์” มูลค่าโครงการเฉียด 1 ล้านล้าน “สิริพงศ์” นอกจากเป็น รมช.คมนาคม ยังสวมบทเป็นโฆษกกระทรวงคมนาคมอย่างไม่เป็นทางการ ได้ชี้แจงโครงการแลนด์บริดจ์ เรือธง รัฐบาลอนุทิน 2 ที่เสียงค้านยังดังระงมตอนนี้
“แลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่โครงการที่หาเสียงไว้ แต่เป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่คนตั้งคำถามกับโลกว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีทางเลือกการเดินเรือ ที่ผ่านมามีหลายประเด็น ไม่ว่าจะการยึดช่องแคบปานามา ปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเก็บค่าผ่านทางช่องแคบนั้นช่องแคบนี้ ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่ตอบสถานการณ์”
“แลนด์บริดจ์อาจเป็นคำที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่เราจะทำ เกตเวย์สำหรับประเทศไทยในโซนตอนใต้ วันนี้มีข้อวิจารณ์เยอะมากแต่เป็นการวิจารณ์เชิงเดียว ถ้าเราคิดเชื่อมตะวันออกกับตะวันตก คนจะมองภาพว่าเรือเป็นลำ ขนของมา 2 หมื่นตู้ ขนขึ้นรถไฟ ไปออกทางขวา”
แต่ถ้าเรามอง main land ของเอเชีย ตั้งแต่จีนตะวันตก จีนใต้ ผ่านลาว เมียนมา มีทางออกทะเลฝั่งแปซิฟิกตรงไหน ปรากฏว่าไม่มีทางไหนที่ใกล้กว่านี้ ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าโซนตอนใต้ทำแลนด์บริดจ์ มีเส้นตั้งขึ้นจากภาคใต้ ไปเหนือ ผ่านลาว ไปถึงจีน เริ่มน่าสนใจขึ้นไหม
ถ้ามองสิงคโปร์เป็นคู่แข่ง ซึ่งสิงคโปร์ใช้กลยุทธ์ ขนสินค้าโดยเรือลำใหญ่ แล้วกระจายสินค้าลงเรือลำเล็ก ถ้าเราทำแบบสิงคโปร์ หมายความว่า จากเดิมซีกขวา หรือซีกซ้ายทั้งหมด มาถ่ายลำที่สิงคโปร์ ต่อไปถ้ามีแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น ภาพตรงนี้จะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ขวาบนมาไทย ขวาล่างมาสิงคโปร์ ซ้ายบนมาไทย ซ้ายล่างไปสิงคโปร์ แบบนี้ความน่าสนใจมีเยอะขึ้น
“โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้มีความน่าสนใจแค่ ‘ล้อ’ และ ‘ราง’ แต่มีระบบท่อส่งน้ำมันด้วย สิ่งเหล่านี้ต้องพูดคุยกันให้ครบ คนพูดว่าจำเป็นต้องมีเครื่องจักรใหม่ในการพัฒนาประเทศ แต่ผมไม่เห็นใครเสนออะไรเป็นรูปธรรม”
“คิดว่าแลนด์บริดจ์เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่เป็นรูปธรรมที่สุด บางคนพูดเรื่อง AI พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นรูปธรรมที่จะสร้าง new s-curve ใหม่ ของไทยได้อย่างไร”
สิริพงศ์บอกว่า แลนด์บริดจ์คือโอกาสทางธุรกิจของประเทศ โดยต้องตอบสังคมได้ “อันดับแรกต้องทำให้คลายข้อสงสัย สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือทำความเข้าใจประชาชนให้มากขึ้น พอเป็นเรื่องการเมืองเราคงทำกระทั่งฝ่ายค้านพอใจแล้วบอกว่าทำเลยคงไม่ใช่ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องตอบสังคมได้ ที่ผมพยายามชวนมองภาพใหม่ว่า จริงๆ มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าเรือขนของมาเป็นตู้ๆ”
“โครงการแลนด์บริดจ์รัฐบาลไม่ต้องหาเงินมาลงทุน เพราะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน PPP ระยะเวลา 50 ปี และต่อไปอีกไม่เกิน 49 ปี และไม่ใช่แค่นักลงทุนต่างประเทศอย่างเดียว ใครก็ได้ที่สนใจ แลนด์บริดจ์จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่สร้างเศรษฐกิจและรายได้ให้กับประเทศ”
นอกจากแลนด์บริดจ์ อีก 1 โจทย์หินในมือของ “สิริพงศ์” คือการลดการขาดทุนสะสมขององค์กรภายใต้การกำกับดูแล อย่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ขาดทุนสะสมถึงแสนล้านบาท และบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะค่าเดินทางอย่างรถไฟฟ้า
สิริพงศ์ได้รับมอบหมายให้กำกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กรมราง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) เขาตั้งเป้า ปรับเส้นทางรถเมล์ EV ใหม่ เนื่องจากในเดือนมีนาคมปี 2570 ขสมก.จะมีการรับมอบรถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน
“สิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนคือ เปลี่ยนสายทางใหม่ให้สอดคล้องกับสถานีชาร์จ เปลี่ยนบทบาทให้ ขสมก. จากรถที่วิ่งทางหลัก เป็นวิ่งหลักทางส่วนหนึ่ง และเป็นฟีดเดอร์ส่วนหนึ่ง รับคนมายังสถานีรถไฟฟ้า โดยปัจจุบัน ขสมก.มีเส้นทางเดินรถ 123 เส้นทาง แบ่งเป็นเส้นทางจากแผนเดิม 107 เส้นทาง และให้บริการชั่วคราว 16 เส้นทาง จึงมีการสั่งการให้จัดทำแผนและแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน”
“ผมพยายามเชื่อมต่อล้อ ราง เรือ ให้ได้ และจะช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงของ ขสมก. 50% ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้การขาดทุนของ ขสมก.ลดลง การหารายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่ ขสมก.มีก็เป็นอีกนโยบายหนึ่ง เป็นนโยบายที่เพิ่มจากการบริการประชาชน โดยมุ่งหวังลดการขาดทุน เป้าหมายที่ดีที่สุดคือพลิกเป็นกำไร แต่ยังเป็นเรื่องยากเพราะ ขสมก.ขาดทุนสะสมแสนกว่าล้านบาท ระยะเวลา 1-2 ปีน่าจะลำบากหน่อย แต่คิดว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้”
อีกด้านคือการลดค่าครองชีพประชาชนในส่วนของค่าเดินทางรถไฟฟ้า “สิริพงศ์” บอกเป็นเรื่องหนึ่งที่จะขับเคลื่อนให้ราคารถไฟฟ้าจับต้องได้ ในปี 2569 จะได้เห็นแน่นอน
เขายกตัวอย่างว่า วันนี้รถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วงมีเพดานราคาสูงสุดไม่เกิน 40 บาทต่อวัน ถ้าเทียบในอดีต เที่ยวหนึ่ง 20 บาท ถ้าขึ้นเกิน 2 เที่ยวต่อวันก็เกิน 40 บาทแล้ว แต่ปัจจุบันมีเพดานค่าโดยสาร 40 บาท ขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ โดยใช้ผ่านบัตร EMV ซึ่งระบบจะหักเงินเต็มจำนวนก่อน แล้วคืนเงินส่วนต่างภายหลัง
นโยบายนี้จะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน 2569 แต่จะต่ออายุ หรือมีนโยบายใหม่ที่ดีกว่านี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีสายใหม่เพิ่ม เช่น สายสีน้ำเงิน สายสีเขียว เป็นต้น แต่รูปแบบจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ โดยเร่งขับเคลื่อนพระราชบัญญัติตั๋วร่วม และต้องทำค่าโดยสารให้ถูกลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
อยากชวนให้ดูแนวทางของพรรคภูมิใจไทยในการบริหารงานรอบนี้ จะเน้นเรื่องที่โปร่งใส ประชาชนจับต้องได้ เช่น สายสีแดง สายสีม่วง เราไม่ได้ใช้วิธีใช้งบประมาณสนับสนุนไปที่ รฟม.หรือ รฟท. แต่เราให้ประชาชนจ่ายโดยตรง และไปเคลียร์ระบบหลังบ้านให้จ่าย 40 บาทต่อวัน และเราไม่ได้ไปชดเชยค่าสัมปทานเดินรถแต่อย่างใด
“ดังนั้น นโยบายที่เราดำเนินการคือ ถึงที่ตัวประชาชนเพื่อจะลดข้อครหาว่าไปเอื้อให้คนใดคนหนึ่ง เพราะทั้งหมดอยู่ที่ตัวประชาชน แต่เงื่อนไขมีอยู่อย่างเดียวคือประชาชนต้องไปขอรับบัตร EMV ผูกกับบัญชีธนาคาร เพื่อตรวจสอบหลังบ้านและคืนเงินส่วนเกินให้ภายหลัง เป็นการจัดการด้วยตัวเลข”
“ในยุคที่ผมกำกับดูแล ขบ. กรมราง บขส. ขสมก. จะทำให้ค่าตั๋วโดยสารถูกกว่าบิ๊กแมค อาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่หวังไว้ เพราะเราได้มีการคุยกันเรื่อง Hemberger theory ในหลายๆ ประเทศเทียบค่าโดยสารกับราคาแฮมเบอร์เกอร์ หรือบางประเทศเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ หรือค่าครองชีพในประเทศนั้นๆ อาจจะพูดถึงค่าโดยสารถูกกว่าแฮมเบอร์เกอร์อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพูดถึงคุณภาพด้วย ผมอยากให้เป็นแบบนั้น”
นั่นเป็นความตั้งใจของ “สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ในรัฐบาลอนุทิน 2
