บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (37)
เหยียบถ้ำเสือ
วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2514 กองพันทหารเสือพรานทั้งสองเข้าที่ตั้งเรียบร้อย และเริ่มอพยพราษฎรบริเวณนั้นประมาณ 40 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ มีการสร้างเครื่องกีดขวางเพิ่มเติมจากลำห้วยทรายซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางธรรมชาติรูปตัว U และได้ปรับปรุงพื้นที่กลางหมู่บ้านให้เป็นสนามบินขนาดเล็กเพื่อรองรับ ฮ.และเครื่องปอร์ตเตอร์ของแอร์อเมริกาด้วย
การเข้าสู่พื้นที่ของทหารเสือพรานจากไทยนี้เป็นการคุกคามโดยตรงต่อฝ่ายเวียดนามเหนือในพื้นที่ภาคใต้ของลาว เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจากเส้นทางโฮจิมินห์ที่เข้าสู่เวียดนามใต้ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสูงสุดต่อการลำเลียงกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าทำสงครามปลดปล่อยเวียดนามใต้ เวียดนามเหนือจึงพยายามขัดขวางการปฏิบัติงานของทหารไทยอย่างเต็มที่ทันที

ความพร้อมของกองพันหัวหอก
แต่เนื่องจากทั้ง 2 กองพันเป็นกองพันแรกๆ ที่จัดตั้งขึ้น การคัดเลือกนายทหารที่จะปฏิบัติหน้าที่ของทั้ง 2 หน่วยรวมทั้งกำลังพลที่มาจากทหารประจำการและบุคคลพลเรือนจึงสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต่างมีประสบการณ์ในการรบสูง เกือบทั้งหมดผ่านการรบในสมรภูมิเวียดนามมาแล้วจึงสามารถนำหน่วยเข้าสู้รบด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญและมีประสิทธิภาพจนฝ่ายข้าศึกต้องสูญเสียและล้มตายเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่เข้าสู่พื้นที่การรบ ขวัญกำลังใจของทหารทั้ง 2 กองพันนี้จึงอยู่ในขั้นดีเยี่ยม พร้อมสู้พร้อมรบด้วยจิตใจฮึกเหิมห้าวหาญ
เนื่องจากความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของพื้นที่การรบแห่งนี้ แม้จะได้รับการสูญเสียอย่างหนักในเบื้องต้นแต่ฝ่ายเวียดนามเหนือก็ยังคงดำรงความมุ่งหมายเพื่อรักษาอิทธิพลเหนือพื้นที่การรบต่อไป โดยปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใช้การรบแบบกองโจรด้วยกำลังส่วนน้อยเข้าก่อกวนในยามดึกและใช้อาวุธหนักยิงโจมตีจากระยะไกลตลอดเวลา ขณะที่ฝ่ายเราโต้ตอบด้วยการกำหนดที่หมายแล้วร้องขอกำลังทางอากาศเข้าตอบโต้กลับตั้งหลักรวมกำลังหวังโจมตียึดพื้นที่คืนให้ได้ ผู้นำอากาศยานหน้า “FAG : Forward Air Guide” ของแต่ละกองพันต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างได้ผลซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นของกำลังพลมากยิ่งขึ้น
เดือนมกราคม พ.ศ.2514 รายงานการข่าวของฝ่ายไทยทราบว่า ฝ่ายเวียดนามเหนือได้กำหนดแผนการรบโดยใช้กำลังถึง 1 กองพลเพื่อทำลายกองพันทหารเสือพรานทั้งสองนี้ให้จงได้ จึงเสริมสร้างบังเกอร์และแนวป้องกันที่ตั้งให้มั่นคงยิ่งขึ้นและออกคำสั่งเตือนกำลังพลไม่ให้ตกอยู่ในความประมาทและพร้อมป้องกันตอบโต้ข้าศึกอยู่ตลอดเวลา
เครื่องบินลำเลียง C-47 ของแอร์อเมริกาได้นำยุทธปัจจัยมาส่งทางอากาศให้ทั้ง 2 กองพันตามคำขอซึ่งส่วนใหญ่เป็นขดลวดหนามจำนวนมากจนสามารถวางลวดหนามรายรอบกองพันถึง 3 ชั้นแล้วตั้งฐานเครื่องยิงลูกระเบิดและอาวุธหนักให้ครบทุกหมวดรอบฐานที่ตั้ง ทุกหน่วยถูกกำชับให้รักษาวินัยการรบในการตั้งรับอย่างเคร่งครัด ห้ามส่งเสียงดังและใช้แสงไฟในเวลาค่ำคืน เมื่อใดที่สังเกตเห็นข้าศึกเคลื่อนเข้ามาใกล้ที่ตั้งจนถึงรั้วลวดหนามชั้นในอันเป็นระยะยิงหวังผลจึงเปิดฉากการยิง เป็นการยิงหวังผลเมื่อเห็นตัวข้าศึกเท่านั้น
กลางดึกของวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2514 ทหารเวียดนามเหนือได้คืบคลานตัดรั้วลวดหนามเข้ามาทีละขั้นๆ อย่างเงียบเชียบโดยหวังเข้าจู่โจมในระยะกระชั้นชิดเพื่อยึดศูนย์บัญชาการของหน่วยก่อนการเข้าตีของกำลังส่วนใหญ่โดยมีเป้าหมายจะจับฝ่ายเราเป็นเชลยตามข่าวกรองที่ได้รับ
ทหารเสือพรานทุกหน่วยได้เฝ้าระวังความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างเงียบกริบตามแผนที่วางไว้ ปืนทุกกระบอกจ้องสู่เป้าหมายเบื้องหน้าในทุกมุมทิศ ครั้นเมื่อฝ่ายข้าศึกได้ตัดลวดหนามขั้นสุดท้ายสำเร็จต่างตะเบ็งเสียงร้องเป็นสัญญาณข่มขวัญเข้าตะลุมบอน ขณะเดียวกันเสียงแผดก้องของปืนทุกกระบอกจากฝ่ายเราก็ระเบิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันต่อเป้าหมายที่อยู่ในที่โล่งและสว่างจ้าด้วยพลุส่องสว่าง ตามด้วยการยิงโจมตีจากอากาศยานติดอาวุธของฝ่ายเราตามคำขอของผู้นำอากาศยานหน้าซึ่งเตรียมแผนไว้แล้ว แต่ฝ่ายเวียดนามก็ยังคงส่งกำลังหนุนเนื่องเข้าตีอย่างไม่หยุดยั้ง
ครั้นรุ่งเช้า ฝ่ายเราได้ออกไปสำรวจพื้นที่การปะทะ ภาพที่ปรากฏคือทหารเวียดนามตายเกลื่อนเต็มบริเวณ ร่างอันไร้วิญญาณของทหารหลายนายเกาะติดพาดรั้วลวดหนามเป็นที่สมเพชน่าอนาถ นับยอดผู้สังเวยชีวิตได้ถึง 131 ศพ ส่วนทหารฝ่ายเราเสียชีวิตเพียง 2 นายเท่านั้น
“ผบ.คำคม” และ “ผบ.ทองอินทร์” ผู้บังคับกองพันได้สั่งให้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดมากองรวมกันไว้หลายจุดภายนอกฐานที่ตั้ง พร้อมทำพิธีฌาปนกิจศพให้เป็นเกียรติแก่ทหารกล้านักรบเวียดนามในคราวเดียวกัน นับว่าเป็นการเผาศพครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏในสนามรบแห่งใดมาก่อน
การรบครั้งนั้นถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทหารเสือพรานทั้ง 2 กองพัน
เมื่อข่าวดังกล่าวได้แพร่กระจายไปสู่กองพันทหารเสือพรานในทุกพื้นที่การรบในลาวและที่ยังอยู่ในหน่วยฝึกในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทหารแห่งราชอาณาจักรลาว สร้างความเกรงขามต่อทหารขบวนการประเทศลาวและหน่วยทหารเวียดกงเป็นอย่างยิ่ง
“คำคม” ผู้บังคับกองพันทหารเสือพรานที่ 41 นามจริงคือ พ.ต.จรวย นิ่มดิษฐ์ ต่อมารับราชการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จนถึงยศพันเอก ตำแหน่ง รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เมื่อ 8 มิถุนายน พ.ศ.2526
“ทองอินทร์” ผู้บังคับกองพันทหารเสือพรานที่ 42 นามจริงคือ พ.ต.ประกาย คารวะ ไม่ทราบประวัติรับราชการ
ความสำเร็จที่บ้านห้วยทรายทำให้ บก.ผสม 333 และ ฉก.วังเปา เชื่อมั่นในยุทธวิธีที่นำมาใช้
ยุทธวิธีเดิมที่ทุ่งไหหิน
กําลังทหารเสือพรานที่จบการฝึกก็ทยอยกันเข้ามายังพื้นที่ทุ่งไหหิน แล้ววางกำลังในพื้นที่การรบทุ่งไหหินโดยใช้ฐานยิงสนับสนุนของทหารปืนใหญ่เป็นหลักแล้ววางกำลังกองพันทหารราบคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุนของทหารปืนใหญ่ในพื้นที่การรบมีทั้งสิ้น 6 ฐานยิง วางตัวจากเหนือลงใต้ ดังนี้
ฐานยิงสนับสนุน “คิงคอง” ที่ตั้ง ภูเก็ง ประกอบด้วย ปบค. 105 ม.ม. จำนวน 3 กระบอก ปกค. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และ ค. 4.2 จำนวน 3 กระบอก กำลังทหารราบ พัน. ทสพ.606 และ พัน. ทสพ.608
ฐานยิงสนับสนุน “แพนเทอร์” จัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2514 เพื่อเพิ่มเติมอำนาจการยิงให้กับพื้นที่ตอนบนและตะวันออก ที่ตั้ง สนามบินบ้านทาง ประกอบด้วย ปกค. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และ ค. 4.2 จำนวน 3 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.610 (1 กองร้อย)
ฐานยิงสนับสนุน “มัสแตง” ที่ตั้ง บ้านโตน ประกอบด้วย ปบค. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ปกค. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และ ค. 4.2 จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.603 และ พัน. ทสพ.607
ฐานยิงสนับสนุน “ไลอ้อน” ที่ตั้ง ภูเทิง ประกอบด้วย ปบค. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ปกค. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.609 และ พัน. ทสพ.605
ฐานยิงสนับสนุน “สติงเรย์” ที่ตั้ง ภูเซอ ประกอบด้วย ปกค. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.610 (2 กองร้อย)
ฐานยิงสนับสนุน “คอบร้า” ที่ตั้ง ภูหลวง ประกอบด้วย ปบค. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และที่กองพันทหารราบ บีซี 604 ประกอบด้วย ค. 4.2 จำนวน 3 กระบอก
รวมอาวุธยิงสนับสนุนซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จ ปบค. 105 ม.ม. จำนวน 9 กระบอก ปกค. 155 ม.ม. จำนวน 10 กระบอก และ ค. 4.2 จำนวน 11 กระบอก เพิ่มเติมด้วยการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินรบชนิดต่างๆ รวมทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 ในเวลาต่อมา
จากเดียนเบียนฟูสู่ทุ่งไหหิน
ก่อนที่จะเข้าเผชิญศึกใหญ่กับทหารไทยในสมรภูมิแห่งนี้ เวียดนามเหนือได้ผ่านการรบครั้งสำคัญมาแล้ว 2 ครั้ง คือการรบที่เดียนเบียนฟูและการรบที่เคซาน และในการรบที่ทุ่งไหหินครั้งนี้ ฝ่ายเวียดนามเหนือใช้ยุทธวิธีเดียวกันเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้การบัญชาการรบของคนคนเดียวคือ นายพลโว เหงียน เกี๊ยป
การรบที่เดียนเบียนฟู-Dien Bien Phu พ.ศ.2497 (ค.ศ.1954) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 เป็นสงครามครั้งประวัติศาสตร์ที่กองทัพเวียดมินห์ล้มยักษ์ใหญ่ถล่มกองทัพฝรั่งเศสจนพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ส่งผลให้ฝรั่งเศสต้องยอมถอนตัวและยุติการเป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีนอย่างถาวร ฝรั่งเศสเลือกตั้งฐานทัพขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะ ที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เชื่อมั่นในศักยภาพการส่งกำลังบำรุงทางอากาศและการยิงปืนใหญ่สนับสนุน มั่นใจว่าเวียดมินห์ไม่มีทางขนอาวุธหนักหรือปืนใหญ่ข้ามเขาสูงชันมาโจมตีพวกเขาได้ แต่นายพลโว เหงียน เกี๊ยป สั่งระดมกำลังทหารและประชาชนนับแสนคนช่วยกันถอดแยกชิ้นส่วนปืนใหญ่ ใช้จักรยานดัดแปลงและแรงคนขนย้ายปืนใหญ่ข้ามป่าเขาขึ้นไปตั้งบนยอดเขาที่ล้อมรอบฝรั่งเศสขุดสนามเพลาะล้อมลวดและคืบคลานเข้าหาฐานทัพฝรั่งเศสอย่างช้าๆ แล้วใช้ปืนใหญ่บนยอดเขายิงเล็งตรงถล่มฐานฝรั่งเศสอย่างแม่นยำ ทำลายรันเวย์สนามบิน ทำให้ฝรั่งเศสไม่สามารถส่งเสบียงหรือกำลังพลมาช่วยได้สะดวก
ทหารฝรั่งเศสโดดเดี่ยว ขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค และกระสุน จนต้องยอมแพ้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1954 หลังถูกปิดล้อมนานกว่า 2 เดือน
