บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (182)
ข้อสงสัยต่อ ‘อัยการ’
ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมนาย อ. จึงกล้าตัดสินใจเข้ามอบตัว มั่นใจถึงขนาดมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยศพลตำรวจโทนำตัวมามอบให้ถึงโรงพัก เพราะมีอัยการและขบวนการที่ใหญ่มากคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังนี่เอง
และที่น่าทึ่งในความใจถึงของอัยการ หลังการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญผ่านไป 2 วัน คนระดับ ‘ใหญ่’ ในอัยการจังหวัดภูเก็ต แกล้งทำไขสือกล้าโทรศัพท์มาที่ห้องทำงานของผม แล้วถามผมว่า “ท่านผู้กำกับ เอกสารที่ตรวจค้นพบมันเป็นยังไงครับ มันถ่ายเอกสารจากสำนวนการสอบสวนเป็นหน้าๆ เลยใช่ไหม”
ผมคิดในใจว่า “คุณก็รู้อยู่แก่ใจ ยังกล้ามาถามผมอีก” จึงตอบไปว่า “เป็นความลับของทางราชการ ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา ผมไม่สามารถให้รายละเอียดได้ครับ” ตามปกติ อัยการคนนี้ไม่เคยติดต่อกับผมเลย หรือว่าจะมีอาการกินปูนร้อนท้อง
เมื่อมาพิจารณาเอกสารที่ตรวจค้นพบในตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในห้องนอนของภรรยานาย อ. มีเอกสาร 4 รายการ
รายการแรก มีข้อความพิมพ์ไว้ที่เอกสารว่า “เรื่องราว เหตุเกิดที่ภูเก็ต ผู้ตายถูกยิงและถึงแก่ความตาย ชื่อ ร.ต.ต.วีระพล ปานรอด นายตำรวจนอกราชการ” มีเอกสารจำนวน 90 แผ่น
รายการที่ 2 เอกสารเรื่องขอให้พนักงานสอบสวนคืนทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 แผ่น
รายการที่ 3 สำเนาภาพถ่ายเอกสาร ไม่มีการรับรองสำเนาของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีหมายดำที่ 45/2543 จำนวน 10 แผ่น
รายการที่ 4 สำเนาภาพถ่ายเอกสาร ไม่มีการรับรองสำเนา จำนวน 69 แผ่น
เอกสารทั้ง 4 รายการ มีจำนวนทั้งสิ้น 170 แผ่น ถือเป็นเอกสารที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นการสรุปย่อ วิเคราะห์ รวบรวมประเด็นของคดี จุดเด่น จุดด้อยของคำให้การพยานแต่ละปาก ซึ่งเชื่อได้ว่า ผู้ที่สามารถจะกระทำเช่นนี้ได้จะต้องเป็นผู้มีความรู้ดี มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการทางคดี โดยน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจจะร่วมมือกันหลายคนก็เป็นได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องหา ให้ได้ล่วงรู้รายละเอียดทางคดีในทุกๆ ด้าน สามารถมอบให้ทนายความนำไปศึกษาต่อสู้คดี หรือกระทำการอื่นใดที่จะทำให้เสียรูปคดี หรือได้เปรียบในทางคดี เช่น ข่มขู่พยาน หรือว่าจ้างพยานให้กลับคำให้การ หรือแม้กระทั่งตัดพยานในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย เช่น อุ้มฆ่าพยาน ฉะนั้น เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดในการสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ต้องหา
เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164
เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับเอกสารสำคัญที่ตรวจพบในครั้งนี้ มีข้อพิจารณาดังนี้
ข้อ 1 กระดาษที่ใช้เป็นกระดาษ เอฟ 4 ซึ่งในขณะนั้น พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไปจะไม่ใช้กัน ส่วนใหญ่จะใช้กระดาษขนาด เอ 4 ตามระเบียบราชการตำรวจ
ข้อ 2 ตัวพิมพ์ในเอกสารที่พบ เป็นการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีด มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย สวยงาม ในลักษณะของการใช้งานเครื่องพิมพ์ดีดอยู่เป็นประจำ สำหรับพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไป ในเวลานั้นมักจะมิได้พิมพ์ในลักษณะนี้ โดยจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่
ข้อ 3 มีถ้อยคำว่า “ตามย่อหน้าที่ 2 แผ่นที่ 1 ของเอกสารหมายเลข 8 นั้น” มีการอ้างหมายเลขเอกสารจากสำนวนการสอบสวน ซึ่งโดยปกติแล้ว ตามระเบียบการทำสำนวนการสอบสวนของตำรวจ กำหนดให้พนักงานสอบสวนลงเลขกำกับเอกสารที่มุมบนด้านขวาไว้เฉพาะสำนวนการสอบสวนต้นฉบับที่เสนอต่อพนักงานอัยการ และจะเขียนด้วยลายมือของพนักงานสอบสวน โดยใช้หมึกสีแดง ส่วนสำเนาคู่ร่าง หรือร่างสำนวนการสอบสวนจะไม่ลงเลขกำกับไว้ และทุกคดีก็เป็นเช่นนี้
ฉะนั้น การที่ผู้จัดทำเอกสารที่พบ ได้อ้างถึงหมายเลขเอกสารในสำนวน จึงเชื่อว่า ได้รวบรวมข้อมูลโดยดูจากสำนวนต้นฉบับที่อยู่ในมือของพนักงานอัยการ ที่พนักงานสอบสวนส่งไปให้ตามระเบียบแล้ว และเป็นไปได้ยากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไปจะทราบและสามารถอ้างถึงหมายเลขเอกสาร
ข้อ 4 ถ้อยคำที่ใช้ในการสรุปย่อ เป็นถ้อยคำของผู้มีความรู้ความชำนาญในการสรุปประเด็น โดยที่สรุปได้อย่างชัดเจน กระชับ และมีข้อสังเกต จุดอ่อน จุดด้อยของพยานแต่ละปากไว้ด้วย ซึ่งเห็นว่า พนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดๆ ไม่น่าจะทำได้โดยง่าย
ข้อ 5 การรวบรวมเอกสารที่ได้มาทั้ง 4 รายการข้างต้นนั้น ได้จากสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนทั้งสำนวน และจากศาลจังหวัดภูเก็ตอีกจำนวนมาก ตามลำดับขั้นตอนของคดี เชื่อได้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิด สามารถเข้าถึงรายละเอียดของคดี เป็นไปได้ยากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดจะทำได้เช่นนี้
ข้อ 6 กรณีเช่นนี้ ได้สร้างความเสียหายแก่ราชการ ประชาชน สังคมโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไปมักจะมองว่า คดีต่างๆ ที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถหลุดพ้นจากคดีได้ เพราะพนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนหละหลวม ไม่มีความรู้ความสามารถ
ข้อ 7 เอกสารที่คัดย่อทั้งสำนวนมีเป็นจำนวนมาก จะต้องใช้เวลานานมากในการคัดย่อ ผู้ที่จัดทำจึงต้องมีสำนวนการสอบสวนต้นฉบับอยู่ในความครอบครองเป็นเวลานาน
เอกสารที่ตรวจพบนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามที่มีประสบการณ์อยู่กับสำนวนการสอบสวนมานานๆ เปิดอ่านดูก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนทำ หากผู้ใดไม่ทราบว่าสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจทำนั้นเป็นอย่างไร ผมขออธิบายพอสังเขป
ตามระเบียบ ตำรวจจะทำไว้ 2 ชุด ชุดที่ 1 เป็นสำนวนการสอบสวนตัวจริงเอกสารจะครบถ้วน เมื่อตำรวจทำสำนวนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้ปากกาสีแดงเขียนหมายเลขลำดับที่ของเอกสารทุกแผ่นไว้ที่มุมบนด้านขวา ตัวเลขที่เขียนต้องเป็นเลขไทย ไม่ใช่ตัวเลขแบบอารบิก และแผ่นสุดท้ายของสำนวนจะเป็นบัญชีคุมเอกสารทั้งสำนวนว่ามีเอกสารอะไรบ้างกี่แผ่น
ชุดที่ 1 จะส่งให้พนักงานอัยการ (ทุกครั้งเมื่อตำรวจทำสำนวนเสร็จจะเขียนหมายเลขเป็นขั้นตอนสุดท้าย แล้วรีบส่งสำนวนให้อัยการทันที จะไม่มีการเก็บสำนวนเอาไว้กับตัวเองเด็ดขาด เพราะอันตรายมาก มีเวลาจำกัดมาก ผู้ต้องหาอาจจะหลุดจากการควบคุมได้)
ส่วนชุดที่ 2 เป็นชุดสำเนาของสำนวน ซึ่งเอกสารจะมีไม่ครบเหมือนชุดที่ 1 เช่น คำร้องฝากขังผู้ต้องหา หรือแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา ต้องมีในชุดที่ 1 แต่ชุดที่ 2 จะไม่มี และไม่มีการเขียนหมายเลขลำดับที่ของเอกสารเหมือนชุดที่ 1 ตำรวจจะเก็บรักษาชุดที่ 2 ไว้เอง ผมคาดเดาความผิดปกติในคดีนี้มาตลอดจึงได้เก็บรักษาชุดนี้ไว้เอง
ในเอกสารที่ตรวจค้นพบในห้องนอนบนบ้านผู้ต้องหาที่มีการคัดย่อนั้น มีการอ้างหมายเลขลำดับที่ของเอกสารที่อยู่มุมบนด้านขวา แสดงว่าอัยการได้ถ่ายเอกสารสำนวนตัวจริงส่งไปให้ฝ่ายผู้ต้องหาด้วย พร้อมกับสรุปคัดย่อคำให้การ ทำให้สะดวกในการดูเปรียบเทียบ เป็นความเลวเข้าขั้นบัดซบของอัยการคนที่ทำจริงๆ
ผมจึงมั่นใจเต็มร้อย คนที่จัดการคืออัยการคนหนึ่ง
และถ้ามีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ ผมพร้อมยืนยันจากออสเตรเลียได้เลยว่า เอาอัยการติดคุกได้อย่างแน่นอน และยังสามารถสาวไปถึงทนายความที่ใช้วิธีการที่สกปรกและผิดกฎหมาย ใช้วิชามารในการต่อสู้คดี ซึ่งผมสังเกตพฤติกรรมของทนายความคนนี้ชอบใช้การวิ่งเต้นคดีด้วยวิธีการนี้เสมอ
