E-DUANG
ตัวเลข”เงินใต้โต๊ะ”ในระบบราชการอัน”มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย”นำมาเปิดเผย
มิได้เป็นเรื่อง”ใหม่” หากแต่ดำรงอยู่อย่างยาวนานยิ่ง
เพียงแต่เมื่อมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รับมอบหมายให้สำรวจในระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 จาก 401 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ
จึงได้กลายเป็น”ข่าว”อย่างชนิด”อึกทึก”และครึกโครม
แม้หัวข้อของการสำรวจคือ “ความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ”
แต่เมื่อ 89 % ชี้ว่าทุจริตเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ
ยิ่งกว่านั้น ตัวอย่าง 45.9 % ตอบคำถามยอมรับว่า เคยจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
และ 51.2 % ระบุแนวโน้มแย่ลงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา
คำถามจึงมิได้อยู่ที่ว่า 3 ปีที่ผ่านมามีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่
หากอยู่ที่ว่าทำไมต้องมอบหมายให้”สำรวจ”
เหมือนกับว่าจะเป็นการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แต่ถามว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอยู่ในสังกัดใด
ตอบได้เลยว่า อยู่ใน”สภาหอการค้าไทย”
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังมิได้เป็นมติเห็นชอบของสภาหอการค้าไทย หากแต่ยังผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย
นี่คือ 3 สถาบันภาคเอกชนอันสำคัญและทรงความหมาย
จัดตั้งขึ้นในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และดำรงอยู่อย่าง ต่อเนื่องมาถึงยุค นายอนุทิน ชาญวีรกูล
จำนวนสุ่มตัวอย่าง 401 ตัวอย่างจึงมีลักษณะเป็น”ตัวแทน”
เป็นตัวแทนของนักธุรกิจเอกชนในสังกัดสภาหอการค้าไทย ในสังกัดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และในสังกัดสมาคมธนาคารไทย
นี่ย่อมเป็นเสียงของ”นักธุรกิจ” ส่งตรงไปยัง”ราชการไทย”
ความเป็นจริงที่น่าเจ็บปวดมิได้อยู่ที่แนวโน้มการทุจริตที่แย่ลงยิ่งกว่าเมื่อ 3 ปีก่อนเท่านั้น
หากอยู่ที่ 45.9 % ยอมรับว่าเคยจ่ายสินบน
ขณะเดียวกัน ราคาที่ธุรกิจต้องจ่ายและเคยจ่ายกล่าวเฉพาะจาก 10 หน่วยราชการและกระบวนการของทางราชการก็มีความชัดเจน
กรมควบคุมมลพิษ เฉลี่ยอยู่ที่ 102,160 บาทต่อครั้ง
กรมเจ้าท่า เฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 บาท กรมสรรพสามิต เฉลี่ยอยู่ที่ 94,667 บาท
กระบวนการยุติธรรม(เว้นศาล)อยู่ที่ 88.750 ต่อครั้ง
คำว่ากระบวนการยุติธรรมกินความหมายตั้งแต่ต้นทางกระทั่งปลายทาง(เว้นศาล)
ระบุว่าตำรวจทางหลวง จราจร ครองแชมป์
แท้จริงแล้ว การทุจริตในการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐดำรงอยู่และดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ก่อนยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล
พรรคภูมิใจไทย รู้ พรรคเพื่อไทย รู้ พรรคประชาชน รู้ พรรคกล้าธรรม รู้ พรรคประชาธิปัตย์ รู้
คำถามอยู่ที่ว่า ทั้ง”รัฐบาล” ทั้ง”ฝ่ายค้าน”จะทำอย่างไร
