bg-single

มีสามตาก็ใจเบา

26.05.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

เมื่อคืนนอนฟังธรรมจากอาจารย์พุทธทาสจนผล็อยหลับไป ไม่รู้ว่าออกกำลังกายจนเหนื่อยหรือใจผ่อนคลายจากธรรมะ หรือทั้งสองอย่าง

ท่านอาจารย์เทศน์ถึง “ที่มาแห่งทุกข์” อันได้แก่การยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู ของกู”

โดยย้ำถึงสามคำอยู่หลายหน ประกอบด้วย อหังการะ, มมังการะ และมานานุสัย

อหังการะ คือการยึดตัวกู เย่อหยิ่ง ทะนงตน สำคัญตนผิดๆ

มมังการะ คือยึดว่าเป็นของกู อ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งต่างๆ

มานานุสัย คือเคยชินในสันดานว่าเป็นนี่คือตัวกู นี่คือของกู

ท่านอาจารย์บอกว่า ถ้าลดทอนสิ่งเหล่านี้ลงได้ก็คลายทุกข์ไปได้มาก ถ้าหมดจดจากสามสิ่งนี้ก็เป็นพระอรหันต์

2

ผมนอนๆ นั่งๆ คิดตาม มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ที่เราเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะยึดในความสำคัญของตนเอง และกอดเอาสิ่งต่างๆ เอาไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่เฉพาะวัตถุ แต่บางทีก็ยึดความคิด ผลงาน ชื่อเสียง กระทั่งชื่อ-นามสกุล เวลาใครพูดถึงในทางไม่ดีก็เจ็บปวด เพราะเราให้ความสำคัญกับมันมาก

คนเราจึงเจ็บปวดเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน ความคิด หรือรูปร่างหน้าตา เพราะเรายึดแทบทุกอย่างเอาไว้แน่นหนา เมื่อยึดบ่อยเข้าก็กลายเป็นนิสัย หลงเชื่อว่า “ตัวกู ของกู นี้เป็นสิ่งแน่แท้”

กระทั่งบางคนกอดมันลงโลงศพไปพร้อมรอยแผลในใจ

3

อาจารย์พุทธทาสสอนว่า แต่ก่อนคนเราพยายามฝึกตนไม่ให้ยึดตัวกูของกูด้วยพฤติกรรมในแต่ละวัน เช่น เวลาเด็กยกมือไหว้ผู้ใหญ่ เขาจะตอบว่า “ไหว้พระเถอะลูก” หมายความว่าตัวเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น และตระหนักเสมอว่า เมื่อมีใครมายกมือไหว้ เขากำลังไหว้พระในตัวเรา คือไหว้คุณงามความดี ถ้าเราไม่มีคุณงามความดีแล้วถูกไหว้ก็ให้เร่งสร้าง ถ้าเรามีคุณงามความดีมันก็เกิดจากครูบาอาจารย์ที่สอนเรามา

อย่างตัวท่านอาจารย์เอง เมื่อมีคนไหว้ก็จะพูดเช่นนี้ โดยตระหนักว่า สิ่งที่ผู้คนยกมือไหว้คือพระพุทธเจ้า คือธรรมะหรือคำสอนของท่าน ตัวท่านพุทธทาสเองเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสอนนั้น

ทำให้ผมเห็นว่าคำกล่าวนี้มีนัยยะที่ลึกซึ้ง ชวนให้นึกถึงตอนไปทำสารคดีเรื่องฮินดูที่อินเดีย คนอินเดียบอกกับผมว่า เวลาชาวฮินดูไหว้กันหรือเคารพกันเขาทำความเคารพ “เทพ” ที่อยู่ในตัวคนอื่น และเชื่อว่าคนอื่นก็มีคุณงามความดีแบบเทพอยู่ในตัว

หรืออย่างชาวคริสต์ เวลาทำผลงานได้ดีก็จะ “ขอบคุณพระเจ้า” นักบอลเตะบอลเข้าประตูก็ทำท่าไม้กางเขนแล้วชี้ขึ้นท้องฟ้า

ทั้งหมดนี้เป็นการดำรงตนอย่างถ่อมตนว่า มนุษย์ตัวจิ๋วมิได้วิเศษวิโส ต่อให้ทำอะไรได้ดีก็ไม่โอบเอาความดีความชอบนั้นมาพอกอัตตาตัวเอง เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เราไม่สำคัญ ดำรงตนด้วยความถ่อม

พุทธทาสภิกขุ

4

หากฝึกตนฝึกใจเช่นนี้บ่อยๆ เราจะไม่เป็นคนหยิ่งผยอง ไม่สำคัญตนผิด และไม่ยึดเอาความดีความชอบเป็น “ของกู” และพอก “ตัวกู” ให้ใหญ่โตขึ้นแบบหลงทาง ซึ่งรังแต่จะทำให้เจ็บปวดง่าย หนาหนัก และต้องคอยระแวดระวังตัวเองจากการทำได้ไม่ดีเท่าเดิม คำตำหนิ หรือการโบยตีตัวเองให้ต้องเก่งขึ้นตลอด

อาจารย์พุทธทาสบอกว่า มีของดีกว่าอหังการะ, มมังการะ และมานานุสัย

นั่นคือ อิทัปปัจจยตา, อนัตตา และตถตา

ฟังแล้วผมจำเป็นคาถาในภาษาตัวเองเพื่อจำง่ายว่า

“สามตาสลายหนึ่งตา”

อิทัปปัจจยตา คือภาวะที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นจึงเกิด ฉะนั้น ความสำเร็จของเราอาจไม่ได้เกิดจากตัวเราล้วนๆ มีหลายสิ่งซัพพอร์ต หรือบางเหตุการณ์เอื้อให้มันสำเร็จ เช่น นักฟุตบอลยิงได้ อาจเป็นเพราะเพื่อนส่งลูกมาให้แม่นยำ หรืออาจเพราะอีกฝ่ายพลาดลื่นหัวคะมำ เราไม่ได้เป็นต้นตอความสำเร็จทั้งหมด มันเกิดต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกัน–คิดได้เช่นนี้ย่อมไม่สำคัญตนว่าเป็นผลงาน “ของกู” ทั้งหมด

อนัตตา คือความไม่มีตัวตน แต่ละสิ่งเป็นเพียงผลลัพธ์ของการประกอบกันจากเหตุปัจจัยนานาประการ กระทั่งตัวตนของเราก็ประกอบขึ้นจากอาหารที่เรากิน ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา คำสอนของพ่อแม่ ความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมทีม ตัวเราเป็นอย่างที่เป็นอยู่เพราะองค์ประกอบอื่น อีกวันหนึ่งเราก็กลายเป็นอีกแบบหนึ่ง ปีหน้าเราก็ไม่เป็นแบบนี้ จะยึดถือว่าเราจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือเจริญขึ้นเรื่อยๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมเป็นความเข้าใจผิดว่า “ตัวกู” สามารถควบคุม “ตัวกู” ได้ทั้งหมด – เมื่อเห็นความจริงข้อนี้ย่อมปล่อยวางตัวตนของตนเองในแต่ละเหตุการณ์ได้

ตถตา คือความเป็นเช่นนั้นเอง สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นไปในแบบที่มันต้องเป็น เช่น เราอาจตั้งใจไปประชุมให้ตรงเวลา แต่ฝนดันเทลงมา รถติดจนไปเลต แม้เราออกมาล่วงหน้าแล้ว แต่เหตุปัจจัยอื่น เช่น อาจมีรถชนกันทำให้รถติดหนักขึ้นอีก ก็ไม่อาจทำอะไรกับมันได้–เมื่อยอมรับความเป็นเช่นนั้นเองก็ย่อมปล่อยวาง “นิสัยใช้ตัวกู” ไปพยายามจัดการทุกอย่างในโลกลงได้

“สามตา” จึงสลาย “หนึ่งตา” ลงได้และช่วยคลายทุกข์

“หนึ่งตา” ที่ว่าคือ “อัตตา”

ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกพอกพูนอย่างมากในยุคโซเชียลมีเดีย

5

ทั้งหมดที่ผมเขียนขึ้นมาก็เกิดขึ้นจาก “สามตา” ที่ว่ามา ระหว่างเขียนก็พยายามตระหนักถึง อหังการะ, มมังการะ และมานานุสัยที่อยู่ภายในใจตนเอง

หากมีเด็กน้อยสักคนอ่านแล้วเข้าใจความหมาย เกิดความซาบซึ้งแล้วยกมือไหว้ผู้เขียน สิ่งที่ผมควรทำคือบอกกับน้องคนนั้นว่า “ไหว้พระเถอะน้อง”

เพราะทั้งหมดที่เขียนมานั้นมาจาก “พระ” จริงๆ

ซึ่งถ้าส่งต่อสองมือประนมนั้นไปยังอาจารย์พุทธทาส ท่านอาจารย์ก็อาจกล่าวกับเด็กน้อยว่า “ไหว้พระเถอะลูก” โดยสื่อตามที่ท่านเทศน์ว่า ให้ไหว้ธรรมะที่พระพุทธองค์สอน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อวาง “อัตตา” ลงอยู่เสมอๆ

ลดทอน อหังการะ, มมังการะ และมานานุสัย

เราไม่สำคัญหรอก สิ่งต่างๆ ไม่ใช่ฝีมือเราเท่านั้นหรอก และหมั่นย้ำเตือนตนในเรื่องนี้

ทำได้บ่อยๆ ตัวจะเบา

และแน่นอน ใจก็เบาไปด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”