bg-single

บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (1)

25.05.2026

วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com

ว่าด้วยบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์ การเผชิญหน้าและปรับตัว ท่ามกลางสถานการณ์อันยุ่งยากและไม่แน่นอน จากภาพเฉพาะส่วนสู่ภาพใหญ่ มองผ่านธุรกิจหนึ่งท่ามกลางบริบทกว้าง ลึกและซับซ้อน

ทั้งนี้ เชื่อว่าบทเรียนในอดีตมีคุณค่าในปัจจุบัน เป็นกรณีศึกษาบางบท อ้างอิงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกแห่งหนึ่ง ด้วยวาทะของผู้นำ (Sir John Bond Group Chairman 1998-2006 )

“HSBC’s pride in this history is not a matter of nostalgia. Our experiences have shaped the Group’s character and business approach. Our record of resilience, adaptability and innovative helps to explain why we have been able to succeed during times of rapid change.”

(ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์… ไม่ใช่เรื่องของความโหยหาอดีต ประสบการณ์ต่างๆ ได้หล่อหลอมบุคลิกและแนวทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทของเรา ประวัติความสำเร็จ ว่าด้วยความยืดหยุ่น การปรับตัว และความสร้างสรรค์ คือสิ่งที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมเราจึงสามารถประสบความสำเร็จได้ ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว)

สำหรับสังคมธุรกิจไทย คงไม่มีที่ใดมีบทเรียนอุดมอย่างเอสซีจี (ชื่อขณะนั้น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย) ณ ที่นี้ขอจับภาพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์

ช่วงกว่าทศวรรษเป็นภาพต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475) จนตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) ปูนซิเมนต์ไทยในช่วงเวลาแห่งความผันแปร มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างซับซ้อนและสัมพันธ์กัน ทั้งระดับโลก ภูมิภาค ภายในประเทศ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างหลายระดับ

จากข้อมูลเป็นทางการ (หนังสือ “กิจการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2456 ถึง สิ้น พ.ศ.2496” – ที่ระลึกในโอกาสที่ผู้ถือหุ้นบริษัทไปประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 42 ณ โรงงานท่าหลวง วันที่ 20 มีนาคม 2497 และ “อนุสรณ์ครบรอบ 50 ปีแห่งกิจการของบริษัท 2506” เรียบเรียงโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้สะท้อนปัญหาทางธุรกิจสำคัญครั้งแรกไว้ “บริษัทปูนซิเมนต์ไทย มีการลดกำลังการผลิตลงจาก 88,000 ตันต่อปี เหลือ 62,000 ตันต่อปี ในปี 2476 จนถึงปี 2483”

จากจุดเล็กๆ นั้น แท้จริงสะท้อนวิกฤตการณ์และผลพวงที่ยิ่งใหญ่ คำอธิบายของผู้บริหารยุคนั้นชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ระดับโลก ในช่วงปี 2472 ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรงและลึกซึ้งกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะกระทบทางการเมือง สู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นยุคแห่งความไม่มั่นคงทางการเมืองช่วงยาวนานช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์

ในทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการเปิดฉากใหม่ ว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม คณะราษฎรดำเนินแผนการอย่างเข้มข้น ส่งผลให้อิทธิพลของกิจการต่างชาติในประเทศไทยลดลง

ขณะเดียวกันธุรกิจไทยอิงอำนาจรัฐเติบโตขึ้น มีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ในระดับโลก เค้าสงครามโลกกำลังเกิดขึ้น มีผลโดยตรงให้ระบอบอาณานิคมล่มสลายในเวลาไม่นานต่อจากนั้น

หนึ่งในแผนเป็นจริงเป็นจัง เมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แทนพระคลังข้างที่ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ย่อมส่งผลสะเทือนถึงโดยตรง

เริ่มต้นปี 2476 รัฐบาลคณะราษฎรมีเป้าหมายในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ด้วยการเข้ามาดูแลการบริหารทรัพย์สินของราชสำนัก

ครั้งแรกปรับเปลี่ยนพระคลังข้างที่ กลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้เปลี่ยนเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ มาอยู่ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี

ภายหลังรัชกาลที่ 7 ประกาศสละราชสมบัติ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479

ในปีต่อมา (2480) จึงตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีโครงสร้างการบริหารในรูปคณะกรรมการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีขณะนั้น จึงมีการแต่งตั้งบุคคลในคณะราษฎรเข้าไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ตามมาด้วยแผนการจัดตั้งบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ (2482) โดยรัฐบาลถือหุ้น 70% สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้น 30 % เป็นกลไกสำคัญ ให้เป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเข้าควบคุมการค้าสำคัญในประเทศ ทั้งขายส่งและขายปลีก สินค้านำเข้า สินค้าบริโภคที่ผลิตในประเทศให้กับชาวชนบท และส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ

ในปลายปี 2482 บริษัทไทยนิยมพาณิชย์ได้แสดงความจำนงขอเป็นผู้จัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยแต่เพียงผู้เดียว

อีกด้านหนึ่ง เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในโครงสร้างบริหารบริษัทปูนซิเมต์ไทย W.L. Grut ผู้ก่อตั้งและมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้น ในฐานะสืบทอด Danish Connection ต่อเนื่องจากยุครัชกาลที่ 5 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการปูนซิเมนต์ไทย ต่อเนื่องยาวนานมาถึง 22 ปี (2461-2483) ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง

ขณะเดียวกันตัวแทนรัฐบาลคณะราษฎร ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้ามาเป็นประธานกรรมการ นอกจากนี้ยังมีคนของคณะราษฎรอีกคนเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทยด้วย

ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงภายในครั้งใหญ่กำลังมาถึง

ในภาพใหญ่มีอีกเหตุการณ์ซึ่งซ้อนทับ สงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นที่ยุโรป (2482) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบอบอาณานิคมที่เคยทำงานอย่างแข็งขัน และครอบงำเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคตะวันออกไกล กลไกระบอบอาณานิคมไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกต่อไป

สำหรับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย กิจการที่มีบุคลิกและกลไกเชื่อมโยงกับระบอบอาณานิคมย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เริ่มต้นการขาดแคลนปัจจัยการผลิต ด้วยส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงซึ่งไม่มีในประเทศ และไม่สามารถจัดหาได้เอง ต้องอาศัยบริษัทการค้าของอาณานิคม รวมทั้งเครื่องจักรและอะไหล่ส่วนใหญ่ซึ่งนำเข้าจากยุโรปก็มีปัญหาด้วย

ในจังหวะนั้น แผนการขยายกำลังผลิตครั้งใหญ่ได้ชะงักงัน “ความต้องการของตลาดซีเมนต์เพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ…เว้นแต่ปีที่เศรษฐกิจตกต่ำระหว่างปี 2473-2476” ในรายงานการที่ปรากฏ (หนังสือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด : 2500 (1957)) อ้างอิงแผนการสร้างโรงงานแห่งใหม่กำลังดำเนินไป

“การสร้างโรงงานผลิตปูนเม็ดที่ท่าหลวง ได้ลงมือเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2483 พร้อมกันไปกับการสร้างอาคารโรงงาน… บริษัทได้สั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับงานผลิตปูนเม็ด รวมทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากต่างประเทศ เครื่องจักร เครื่องใช้เหล่านี้ได้มาทั้งจากยุโรปและอเมริกา… ต่อมาเมื่อสงครามได้ระบาดมาถึงภาคเอเชียและประเทศไทย การก่อสร้างโรงงานท่าหลวงให้แล้วเสร็จจึงต้องชะงักลง เพราะบรรดาเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ ไม่สามารถส่งเข้ามาได้ครบถ้วน…ในที่สุดก็ต้องหยุดลงอย่างสิ้นเชิง เพราะขาดวัสดุก่อสร้างสำคัญ เช่น เหล็กเส้น และปูนซีเมนต์….”

กับอีกภาพที่ซ้ำเติม

“…โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่บางซื่อ ถูกลูกระเบิดจากการโจมตีทางอากาศหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2487 จนไม่สามารถใช้งานได้ต่อไป” (จาก “หนังสือ กิจการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2456 ถึง สิ้น พ.ศ.2496” – ที่ระลึกในโอกาสที่ผู้ถือหุ้นบริษัทไปประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 42 ณ โรงงานท่าหลวง วันที่ 20 มีนาคม 2497)

หมายเหตุ เรียบเรียงและตีความใหม่บางประเด็น จาก E-Book “เอสซีจีมีทางใหญ่ยุคเดนมาร์ก” โดย วิรัตน์ แสงทองคำ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาวะซึมเศร้า : เข้าใจอย่างไรในทางปรัชญา
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (183)
เชลยศึกสงครามลาว (38)
เรื่องเก่า ที่ไม่เก่า! บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (21)
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (1)
E-DUANG | กลยุทธ์ โยนหิน ถามทาง ข่าวลือ นายกรัฐมนตรี ศ.
ทีโอเอ-พีพีไอเอช เปิดตัว D-Sports Stadium สาขาเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการขยายธุรกิจ Sportainment ในไทย
สส.กทม.พร้อม กมธ.ตำรวจ จนท. ปกครอง ลงพื้นที่รับฟังปัญหา ร้านปืนย่านวังบูรพา ลุยวาระปราบปืนเถื่อนออนไลน์-ออฟไลน์
รถไฟฟ้าเชียงใหม่-ลำพูน
เส้นทาง เอก วีสกุล เส้นทาง นายทุน หนังสือพิมพ์ เส้นทาง ‘ไทยใหม่’
World Cup 2026 TRIONDA นวัตกรรมแห่งอนาคตโลกฟุตบอล