E-DUANG
บทสรุปของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ในสนามเลือกตั่ง”กรุงเทพ มหานคร”ที่ว่า
1 ต่อ”ผู้ว่าฯกทม.”จะเลือก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ขณะเดียวกัน 1 ต่อ 50 ส.ก.จะรณรงค์ให้เลือก 50 ส.ก.ของพรรคประชาชน
ดำเนินไปอย่างยอกย้อน แต่มีลักษณะ”โยนหิมถามทาง”
เหมือนกับจะเป็นการเลือกในทางยุทธศาสตร์ แม้ว่าจะข้อเสนอที่มิอาจสร้างความพึงใจให้กับฝ่ายใด
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
หรือแม้กระทั่งฝ่ายของพรรคประชาชนก็ย่อมจะเกิดความหงุดหงิดเพราะเป้าหมายอย่างแท้จริงต้องการให้เลือกอย่างชนิด
ฟุล ทีม
กระนั้น บทสรุปของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก”ร่วม”อย่างหนึ่งของคนในกรุงเทพมหานคร
ความรู้สึก”ร่วม”ในแนวทางนี้จะส่งผลต่อ”การเลือกตั้ง”ได้
การดำรงอยู่ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตั้งแต่ปี 2565 กระทั่ง 2569 เป็นการดำรงอยู่ในเชิงบวกเป็นอย่างสูง
นิด้าโพลจึงบ่งชี้ว่าคนกทม.ไม่ตื่นเต้นต่อการเลือกตั้ง
ที่ไม่ตื่นเต้นเพราะรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าชัยชนะจะเป็นของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
นี่ย่อมเป็นปมที่ท้าทายของผู้สมัครคนอื่นเป็นอย่างสูง
ไม่ว่าจะมาจาก “ดร.มัลลิกา” ไม่ว่าจะมาจาก”พี่เต้ พระราม 7”
ยิ่งที่เสนอโดยพรรคการเมืองยิ่งต้องพยายามเป็นอย่างสูง
กระนั้น หากติดตามความเคลื่อนไหวทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ มีเพียงของพรรคประชาชนเท่านั้นที่อาจสร้างความหวั่นไหวให้กับคนกรุงเทพมหานครได้
ความหวั่นไหวนั้นแม้ในสายตาของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จะมีความชัดเจนว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ น่าจะเหนือกว่า นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
แต่เมื่อมองไปยังว่าที่ผู้จะเข้าชิงตำแหน่งใน 50 ส.ก.ก็รับรู้ได้ว่าของพรรคประชาชนมีความพร้อมมากกว่า
ความเอนเอียงไปทางพรรคประชาชนเช่นนี้อาจเป็นจุดพลิก
คำว่า”จุดพลิก”ในที่นี้ไม่มีใครเชื่อว่าพรรคประชาชนจะสามารถยึด ครอง 50 เขตเลือกตั้งในกทม.ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เหมือนกับที่ยึดครอง 53 ส.ส.มาแล้ว
แต่จุดพลิกสามารถเกิดขึ้นได้หากคนของพรรคประชาชนจะเข้าไปยึดกุมพื้นที่แม้กระทั่งบรรดา”อดีตส.ก.”ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย
หรือแม้กระทั่ง”กลุ่มทำงาน”ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ณ วันนี้ ยังไม่มีใครเห็นคล้อยตามไปกับ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ในกรณีของ 50 เขตเลือกตั้งส.ก.แม้จะมีความมั่นใจในความได้เปรียบสำหรับ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ก็ตาม
ความรู้สึก”ร่วม”นี้สวนทางกับความต้องการในทางการเมือง ของพรรคประชาชนโดยสิ้นเชิง
เนื่องจากพรรคประชาชนต้องการได้”ฟุลทีม”ในกทม.
ต้องยอมรับว่าการโยนหินถามทางของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่ว่าในกรณีตำแหน่งผู้ว่าฯหรือตำแหน่งส.ก.
เท่ากับจุดประกายและกลายเป็นประเด็น
ดำรงอยู่ในลักษณะอันเท่ากับเป็นโจทย์ในทางการเมืองทั้งต่อตัวผู้ลงสนามและต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
นี่คือตัวเร่งเร้าและเย้ายวนในทางการเมือง
