33 ปี ชีวิตสีกากี (178) | สอบสวน – หาหลักฐาน ‘รัดกุม’
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
คดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ต.วีรพล ปานรอด ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ จนถึงแก่ความตาย เป็นคดีอาญาของ สภ.อ.เมืองภูเก็ต ที่ 2420/2541 มีผู้ต้องหาจำนวน 6 คน ในระยะแรกยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะจับคนร้ายได้ เพียงแต่สงสัยและสันนิษฐานว่า ต้องเป็นกลุ่มของนาย อ.อย่างแน่นอน
พวกลูกน้องของนาย อ.คงจะไม่นั่งรอให้ตำรวจสืบจนรู้ตัวและหาหลักฐานจนครบแล้วไปจับ จึงได้พากันหลบหนีออกจากภูเก็ต นาย อ.ได้พามือปืนไปฝากทำงานที่บริษัทรับจ้างขนเงินที่กรุงเทพฯ แล้วลูกน้องของนาย อ.พวกนี้ก็ไปพ่นพิษใส่บริษัทฯ ที่ให้งานทำ โดยร่วมกับพรรคพวก จับพนักงานของบริษัทฯ ที่ขนเงิน 4 ล้านบาทไปฆ่าทิ้งทั้ง 2 คน แล้วปล้นเอาเงินทั้งหมดไป
เหตุเกิดท้องที่ สภ.กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ตำรวจภูธรภาค 1 ตามจับคนร้ายที่ปล้นฆ่าได้หลายคน เมื่อสอบสวนยังรับและให้การซัดทอดมาถึงคดีฆ่า ร.ต.ต.วีรพล หรือต้อย ที่จังหวัดภูเก็ต ว่ามีใครเป็นคนร้ายบ้าง
ในที่สุดก็ทราบว่า 2 มือปืนนั้นเป็นลูกน้องของนาย อ. คือนายธีรยุทธ หรือยุทธ หรือจ๊อด ทองนวลจันทร์ กับนายสุรศักดิ์ หรือตุ้ม หรือตึ๋ง ไอยะรา ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ พร้อมกับนายบำรุง ลำเรียง พนักงานของบริษัทฯ อีกคนที่ร่วมมือกันปล้น
และยังทราบว่านายปกรณ์ หรือเหมียว เอี่ยมละมัย ที่ยังจับไม่ได้ ทำหน้าที่ขับรถให้ 2 มือปืนนั่งกระบะท้ายตระเวนหาผู้ตายจนพบจึงลงมือยิง
เมื่อ ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ตได้รับการติดต่อประสานจากตำรวจภูธรภาค 1 จึงสั่งการให้ผมเดินทางไปสอบสวน 2 มือปืน ที่ สภ.กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ตามลำพังเพียงคนเดียว
วันนั้นผมไม่รู้จักตำรวจที่นั่นเลย จึงได้ยื่นหนังสือเพื่อขอสอบสวนมือปืนที่จับได้ ขอใช้สถานที่และขอยืมเครื่องพิมพ์ดีดของโรงพัก
นายสุรศักดิ์ หรือตุ้ม หรือตึ๋ง กับนายธีรยุทธ หรือยุทธ หรือจ๊อด ถูกนำตัวออกมาจากห้องขังทีละคน ให้ผมสอบสวน เปิดปากรับสารภาพกับผมอย่างหมดเปลือก
ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายมีเรื่องทะเลาะกับนายปกรณ์ หรือเหมียว เอี่ยมละมัย นาย อ.ไม่สามารถที่จะเคลียร์ได้ ประกอบกับตัวของนาย อ.ก็ไม่พอใจผู้ตายอยู่ก่อน เพราะผู้ตายไปเกี่ยวพันเก็บผลประโยชน์จากแผงลอยในป่าตองเอาไว้เอง ที่เก็บได้แต่ละเดือนนับล้านบาท
แล้วยังไปช่วยฝ่ายที่อยู่กลุ่มรักป่าตองหาเสียง ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนาย อ. ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลป่าตอง เมื่อเดือนกันยายน 2541 ที่ผ่านมา จนนาย อ.ไม่ได้เป็นผู้บริหารตำบลป่าตอง นาย อ.จึงสั่งให้ไปจัดการ
ผมได้สอบปากคำ 2 มือปืน กับสอบปากคำนายบำรุง ลำเรียง ผู้ต้องหาที่เป็นเพื่อนร่วมก่อคดีปล้นฆ่า ส่วนคดีที่จังหวัดภูเก็ต นายบำรุงไม่เกี่ยวข้อง จึงสอบสวนเป็นพยานได้ความว่า เมื่อได้ร่วมกันฆ่าพนักงานของบริษัทฯ แล้ว ได้หลบหนีไปพักค้างคืนกันที่เรือนแพในลำน้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี นานหลายวันหลายคืนระหว่างรอรับส่วนแบ่งจากเงินที่ปล้นได้ ช่วงที่อยู่ด้วยกันที่เรือนแพ จึงได้สนทนาพูดคุยกันอย่างเมามันว่าที่ผ่านมาแต่ละคนได้ไปก่อวีรกรรมเอาไว้ที่ไหนบ้าง ได้ไปยิงใครบ้าง ใช้ปืนอะไร
ทั้ง 3 คนมีคำพูดออกจากปาก ต่างให้การอย่างหมดไส้หมดพุง แต่ละคนลำดับเหตุการณ์ในคดีฆ่าที่ จ.ภูเก็ตละเอียดทุกขั้นตอน ว่ามีใครร่วมกระทำผิดบ้าง
นาย อ.เป็นผู้สั่งให้นายสุรศักดิ์ หรือตุ้ม หรือตึ๋ง ไอยะรา นายธีรยุทธ หรือยุทธ หรือจ๊อด ทองนวลจันทร์ และนายปกรณ์ หรือเหมียว เอี่ยมละมัย ลงมือไปตามล่าผู้ตายในคืนเกิดเหตุ มอบหน้าที่ให้นายปกรณ์ หรือเหมียว เป็นคนขับรถ ส่วน 2 มือปืนนั่งกระบะท้าย รถกระบะที่ใช้เป็นของนายสันติ หรือเบิ้ม เพชรพลอยดี
นอกจากนั้นยังมีเลขาของนาย อ.ร่วมรู้เห็นทุกอย่าง เป็นผู้นำเงินของนาย อ.ไปมอบให้นายสุรศักดิ์ มือปืนที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อไว้ใช้จ่าย ภายหลังเมื่อได้หลบหนีออกจากภูเก็ต
เมื่อคำให้การถูกพิมพ์หลายแผ่นกระดาษ พยานหลักฐานครบถ้วนชัดเจน จึงได้เสนอขออนุมัติออกหมายจับผู้ที่กระทำผิดทั้ง 6 คนในเวลาต่อมา
แล้ว พ.ต.ท.วีระศิลป์ ขวัญเซ่ง รอง ผกก.(ป.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต ได้นำ ร.ต.ท.สมคิด บุญรัตน์ รอง สว.สส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต และ ด.ต.เดชา ดำชุม เดินทางไปสมทบกับผม จนติดตามจับกุมนายปกรณ์ หรือเหมียว เอี่ยมละมัย ได้ที่กีรทรัพย์แมนชั่น ถนนนวมินทร์ แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ ส่วนนายปราชญ์ จันทรโศภิน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน ถูกจับได้ที่จังหวัดภูเก็ต ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต ตามอำนาจของศาลจังหวัดภูเก็ต ต่อมานายปราชญ์ศาลอนุญาตให้ประกันตัว
ผู้ต้องหาอีกคนคือ นายสันติ หรือเบิ้ม เพชรพลอยดี เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะคันที่ให้มือปืนไปยิง ถูกจับเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ได้ที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ขณะจับนายสันติพกอาวุธปืนผิดกฎหมาย ขนาด .32 อยู่ในความครอบครอง จึงถูกดำเนินคดีที่ สภ.ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี แล้วควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดชลบุรี ตามอำนาจของศาลจังหวัดชลบุรี ต่อมาย้ายการควบคุมไปยังเรือนจำจังหวัดภูเก็ต
พ.ต.ท.วีระศิลป์ กับ ร.ต.ท.สมคิดพร้อมพวก ตามไปยึดรถกระบะ หมายเลขทะเบียน 2 ท-8911 ชลบุรี คันที่ขับไปยิงผู้ตายได้ที่ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี
เพื่อเป็นหลักฐานผมจึงจัดให้ นายสุรศักดิ์ หรือตุ้ม หรือตึ๋ง ไอยะรา กับนายธีรยุทธ หรือยุทธ หรือจ๊อด ทองนวลจันทร์ แสดงท่าทางการใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ขณะที่อยู่กระบะท้าย มีนายปกรณ์ หรือเหมียวฯ เป็นคนขับรถ เป็นการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่าใครนั่งตำแหน่งไหน ทั้งที่กระบะท้าย และใครขับรถ อาวุธปืนขนาด 9 มม. เป็นกระบอกที่นายสุรศักดิ์ใช้กระหน่ำยิงผู้ตายอย่างไม่ยั้งจนเกือบหมดแม็ก ส่วนนายธีรยุทธ ถนัดใช้ปืนขนาด 11 มม. แต่ลั่นไกไปได้แค่นัดเดียว ปืนก็ขัดลำกล้องยิงต่อไม่ได้
มือปืนทั้งสองยังได้ชี้ภาพถ่ายของนาย อ. ที่เป็นภาพถ่ายในโปสเตอร์หาเสียงเลือกตั้งที่ป่าตอง ยืนยันว่าเหตุที่ลงมือยิงผู้ตาย เป็นเพราะนาย อ.สั่งให้ไปยิง ใช้บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพัก กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เป็นสถานที่ถ่ายภาพ จัดทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทุกคนยอมรับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
ขั้นต่อไป กระบวนการไล่ล่าตามหาหลักฐานสำคัญ ยังดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ผมพร้อมกับ พ.ต.ท.วีระศิลป์ ร.ต.ท.สมคิด ด.ต.เดชาเดินทางติดตามร่องรอยเส้นทางของอาวุธสังหารที่เป็นปืนออโตเมติก 11 มม. ตามคำให้การที่นายบำรุง ลำเรียง บอกกับผมว่า ได้รับอาวุธปืนกระบอกที่ใช้ยิงผู้ตายมาจากนายธีรยุทธ ซึ่งนำติดตัวมาจากภูเก็ต และบอกให้เอาไปขายหรือจำนำ นายบำรุงขายให้นายยุวัติ หรือจ่อย ขันคำ ผู้ใหญ่บ้านที่ ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน
เมื่อพวกผมไป อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี พบผู้ใหญ่จ่อยยอมรับว่าได้รับไว้จริงและนำไปขายให้กับ ส.ต.ต.นิคม ทีฆะพันธุ์ ตำรวจ สภ.อ.บ้านหมอ แต่ได้ขายต่อไปอีกทอดแล้ว ให้กับ ส.ต.ต.ปรีชา ดาลัย ที่ย้ายจาก สภ.อ.บ้านหมอ ไปประจำการที่ สภ.อ.เมืองมุกดาหาร พร้อมกับนำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย
ผมจึงสอบสวนทุกคนเป็นพยานประกอบคดี
