520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (7)
นางฟ้าประทานพร
เมื่อวันก่อนผมไปค้นซองเอกสารจากเรือนจำแล้วเจอ “บันทึกลับ” ที่เขียนไว้จากสมุดปากกาในตอนก่อน ในนั้นแม้ลายมือจะแย่และไม่สวยเท่าทุกวันนี้ (แย่จริงอยากให้ลองอ่านตามภาพประกอบ ToT) แต่คุณค่าในเนื้อหาและความรู้สึกที่เขียนลงไปยังครบถ้วน
พอได้อ่านอีกครั้งก็เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนนอนเขียนทั้งน้ำตาในห้องนั้นอีกรอบ
และชื่อตอนนี้มาจากบันทึกหน้าที่สาม หวังว่าจะเพิ่มอรรถรสให้แก่ผู้อ่านได้นะครับ
“สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ติดต่อที่ธุรการแดนเพื่อเซ็นเอกสาร” เสียงประกาศดังขึ้นตอนสายของวันที่สาม เราที่ได้ยินก็ดีใจวิ่งไปกอดพี่ไก่ เพราะคิดว่าคือวันของเราแล้ว “เราจะได้ออกแล้วสินะ”
ไม่นานพี่แซมก็เดินมาพาตัวเราไปหน้าแดนเพื่อพบกับความจริงตรงหน้าอีกครั้ง
“เซ็นตรงนี้ เอกสารใบแต่งทนาย” ผู้ช่วยหน้าแดนพูดขึ้นพร้อมชี้นิ้วไปที่กระดาษ มันเป็นใบแต่งทนายที่จะทำให้เราได้เจอคนข้างนอกแล้ว
เราใจชื้นขึ้นมากเมื่อเห็นชื่อแสนคุ้นเคยอย่าง “พี่เมย์มา” แต่พออ่านเอกสารไปเรื่อยๆ ในใจคิด ฉิบ-ละในนี้แก้ไม่ได้ด้วย เพราะในใบใส่ทุกอย่างครบ รวมถึงชื่อ “อานนท์ นำภา” พระเจ้าชื่อผิด (ซึ่งเข้าใจกันได้)
ด้วยความเคยเป็นอาสาสมัครของผู้ช่วยทนายศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนมาก่อน จึงขอตีกลับเอกสารกลับไปเพื่อให้แก้ไขก่อน
จังหวะนั้นเรากลัวด้วยว่าจะมีผลอะไรกับตัวเองรึเปล่า เลยตัดสินใจแบบนั้น หลังจากนั้นเราก็ถูกพากลับมาที่ห้อง
“สิรภพ-ขนุน เอาถุงนี้ไปด้วย” มีเสียงเรียกเราดังขึ้นก่อนจะกลับห้องขัง
“คืออะไรเหรอครับ” เราหันไปรับถุงนั้น และถามกลับด้วยความสงสัย (กลัวโดนวางยา 555+)
“จากเก็ท แดน 4 ฝากมาให้” ความเศร้าในใจถูกชะล้างอีกครั้ง จากเพียงชื่อที่คุ้นหูอย่าง “เก็ท – โสภณ สุรฤทธิ์ธํารง” แล้วเราก็ถูกพากลับห้องไปพร้อมถุงนั้นที่มีน้ำและขนมอยู่ข้างใน

เมื่อมาถึง ทุกคนในห้องต่างล้อมวงคุยกัน รอรับเราว่าจะมีข่าวดีไหม เราที่จับสัญญาณได้จึง “ส่ายหน้า” ก่อนที่จะมีใครถามอะไร
“แค่ใบแต่งทนายครับ แล้วเอกสารพลาดนิดหน่อย เลยไม่ได้เซ็นอะไร” เราพูดด้วยน้ำเสียงปนไปด้วยความเศร้าที่เต็มอก เอาเข้าจริงเราเพิ่งมานึกได้ทีหลังว่าเราสามารถแก้เอกสารได้ แต่เรากลัวเกินกว่าจะทำหรือตัดสินใจอะไรที่นอกเหนือจากอำนาจในกรอบกรงแห่งนี้
พี่ไก่เดินเข้ามาให้กำลังใจคนแรก ก่อนน้าโอ๊ตจะชวนมากินขนม
“หนุนมา อย่าคิดมาก ไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว มานั่งกินอะไรก่อน” เราเห็นถึงความหวังดี จึงลงไปนั่งพร้อมอาหารที่ร้านค้าเอามาให้
อาหารส่งมาแล้วตลอดสองวันที่ผ่านมา เราไม่ได้แตะอะไรเลยนอกจากเอาให้ทุกคนแล้วล้มตัวลงไปนอนจมในห้วงความทุกข์นั้น แต่ถึงวันนี้ท้องเริ่มหิวแล้วทำให้เรากลับไปนั่งคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่คงต้องหาอะไรเข้าท้อง
ขณะมองอาหารตรงหน้าก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ก่อนเข้า “ตอนนี้ตะวันและบุ้งกำลังอดอาหารประท้วง ทวงคืนสิทธิประกันอยู่ จะเป็นยังไงกันบ้างนะ” ข้างนอกก่อนเราเข้าเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่มีใครฟังสาเหตุหรือมีเหตุผลต่อเรื่อง “ขวางขบวนในวันนั้น” มีคนถูกข่มขู่ ทนายถูกคุกคาม เราจำได้ดีเพราะเราก็อยู่ในช่วงที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนถูกบุคคลปริศนาเสื้อสีม่วงมาดักรอเจ้าหน้าที่หน้าศูนย์ฯ ในโลกออนไลน์คนไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง (ไม่ต่างจากทุกวันนี้ที่ใช้มาตรานี้ฟ้องไปทั่ว)
พอนึกแล้วก็รู้สึกสิ้นหวังกับสังคมไทยที่คนเห็นต่างถูกขัง คนมากด้วยยศถาฯ กัดกินประเทศได้เสวยสุขบนวิมานฟ้า คนสามัญตาดำๆ ได้เพียงมอง “ห้ามคิด ห้ามถาม ว่าเหตุใด”

มื้อแรกนั้นช่างแสนธรรมดา “ข้าวสวยหนึ่งถุง” และ “ไก่ย่างไม่กี่ชิ้น” เราไม่ได้รู้สึกเพลิดเพลินกับรสสัมผัสที่ได้แต่อย่างใด แต่เราได้แค่คิดวนไปวนมาว่า “เมื่อไหร่จะได้ออกกัน” แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีมิตรภาพในนี้ ข้างเรามีโอริเวอร์ที่กำลังแทะไก่ทั้งตัวกับพี่ไก่ที่นั่งกินแกงเขียวหวานด้วยความยากลำบาก เพราะทุกอย่างต้องกินในถุงแกง
“กินได้ไหมครับ?” เราถามพี่ไก่ที่มือข้างหนึ่งถือถุงแกงหลวง มืออีกข้างจับช้อน และตรงเท้ามีถุงข้าววางไว้อยู่ แกต้องสลับไปสลับมาเพื่อที่จะกินข้าวมื้อนี้ ลำบากแทน
“พอกินได้ แล้วขนุนอะ ดูน่าอร่อยนะ” พี่ไก่หันมาตอบพร้อมสองมืออันยุ่งเหยิงของแก
“พี่เอากับข้าวผมไปกินได้เลยนะ ผมไม่มีปัญหา” เราพูดอย่างนั้นพร้อมเลื่อนกับข้าวทั้งหมดไปให้ทางแก
“ขอบคุณครับ น้องขนุน แต่พี่กังวลแค่แม่พี่จะรู้ไหมว่าพี่อยู่ในนี้ แล้วถ้ารู้จะเครียดแค่ไหน พี่ไม่อยากให้แม่พี่ต้องกังวล” พี่ไก่ตอบกลับพร้อมความกังวลของแก
“ไก่อย่าคิดมาก เราอยู่ใกล้กันมีไรช่วยกัน เดี๋ยวทนายพี่มาเดี๋ยวพี่ฝากให้ไปบอกที่บ้านไก่ให้ อย่ากังวลไปนะ” น้าโอ๊ตที่ได้ยินก็หันมาอาสาช่วยพี่ไก่ และพี่ไก่ตอบตกลงในทันที
ในจังหวะนั้น เรากลับมาคิดว่าเราก็มีความเห็นแก่ตัวระดับหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าในนี้เราไม่รู้ว่าใครเป็น “มิตร” บ้าง บางคนอาจเป็น “มิจ (ฉาชีพ)” ก็เป็นได้ เพื่อความปลอดภัยเราเลยเลือกที่จะตั้งกำแพงไว้ รู้จักได้ แต่ห้ามล้ำเส้น (ทัศนคตินี้ก็จะเป็นเกราะป้องกันเราในอนาคตด้วย)
วันเวลาผ่านไป เรารู้สภาพตัวเราแล้วว่าไม่ได้ประกัน เลยเรียกพี่แซมให้พาผมไปตัดผม (มอบโดยละม่อม) แกก็ไปเรียกผู้ช่วยอีกคนมาตัดให้
แล้วเกิดเป็นบทสนทนาที่เราจะจำไปจนวันตายในระหว่างตัดผม
เราด้วยความเป็นคนขี้ใส่ใจก็ชอบถามอะไรแบบไม่คิด และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้น “รบกวนพี่แล้วนะครับ แล้วพี่โดนคดีอะไรมาเหรอครับ อยู่มานานแล้วเหรอครับ” เราถามออกไปด้วยหน้าตาซื่อๆ
“น้อง เรื่องแบบนี้เขาไม่ถามกันหรอกนะจำเอาไว้ ถ้าไม่ใช่พี่น้องถามซี้ซั้วแบบนี้ตายไปแล้วนะ ในคุกเขาไม่ถามกันว่าใครโดนอะไรมา ติดคุกก็แย่อยู่แล้ว ต้องมาถูกถามซ้ำเติมอีก จำไว้ห้ามถามใครทั้งนั้น” น้ำเสียงแกที่ใช้ทั้งดุ ทั้งเข้มทุ้ม
ในตอนนั้นเราหน้าถอดสีเลย รู้สึกว่าตัวเองถามในสิ่งที่ไม่ควรไปแล้ว เราจึงขอโทษแกไปทันที และแกก็ตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไร แต่จำไว้ก็พอ เพราะในแดนไม่ได้มีคนใจดีแบบนี้หรอกนะ”
พอจบประโยคเส้นผมที่แสดงถึงตัวตนจากภายนอกก็ถูกลบหายไปเสียแล้ว
หลังจากเรากลับมาอาบน้ำล้างตัวของเยี่ยม และบทสนทนาก็มีมาอย่างไม่ขาดสาย ด้วยความที่ว่างเราก็เริ่มหาอะไรทำ เช่น ไปชวนพี่เล็กเล่นหมากฮอสที่ทำจากฝาขวดน้ำในห้อง
ชวนโอริเวอร์คุยเรื่อง “โลกแบน (Flat Earth)” ซึ่งแกก็อธิบายทฤษฎีอะไรยาวเลย
เรากับพี่ไก่นั่งสูดหายใจฟังแบบ “อิหยังวะ” แต่ก็ดีที่มีเรื่องคุยวะ และนั่งดูทีวีช่อง Mono ช่วงสายเขาจะเปิดให้ดูหนัง แต่ถ้าเป็นข่าวปั๊บเขาจะปิดทีวีทันที ส่วนช่วงเย็นก็จะมีรายการที่เรือนจำจัดไว้ให้
วันต่อมามีเอกสารมาส่ง เป็นใบแต่งทนาย เราที่ดีใจก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนร้องออกมา หลังจาก 3 วันที่ไม่รู้ข่าวอะไรเลยจะได้อัพเดตข่าวข้างนอกแล้ว ก่อนเราจะถามไปว่า “วันนี้ผมจะได้เจอทนายแล้วใช่ไหมครับ”
“น้อง เอกสารนี้มันใช้เวลากว่าจะส่งออกไป อาจได้เจอทนายพรุ่งนี้เลย” ผู้ช่วยตอบ เราจึงขอบคุณและเดินคอตกกลับไปหาทุกคนในห้อง เพื่อรอให้วันนี้ผ่านไปอีกวันหนึ่ง
เข้าสู่สายวันที่ 29 มีนาคม มีเสียงประกาศดังขึ้น “ผู้ที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ติดต่อที่ธุรการแดนเพื่อพบทนายความผ่านจอ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ห้อง 22” เรารีบเด้งตัวขึ้นมาด้วยความดีใจ ไม่ช้าพี่แซมก็เดินมารับเราที่หน้าห้องเพื่อไปตรงห้องใต้บันไดถัดจากร้านค้าสงเคราะห์ เราต้องนั่งรอพักใหญ่ๆ หน้าห้องนั้นก่อนจะถูกเรียกให้เข้าไป
ใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏตรงหน้า “พี่เมย์ คิดถึงงงงงงงงง คิดถึงพี่เมย์มากๆ เลยครับ ผลประกันเป็นไงบ้างครับ” เราพูดพร้อมถามโน่นถามนี่รัวๆ
“แหม่ขนาดนั้นเลยเหรอ ใจเย็นก่อนนะ ผ่านมานานขนาดนี้คงรู้ผลแล้วนะว่าไม่ได้ ผลออกตั้งแต่วันที่ 27 แล้วว่าไม่ให้ประกันตัว แต่ข้างนอกกำลังทำเรื่องใหม่อีกครั้งอยู่” พี่เมย์ตอบคำถามสำคัญที่สุดกับเราโดยไม่ทันตั้งตัว ถึงอย่างนั้นเอาเข้าจริงเราก็รู้ผลอยู่ในใจแล้วว่าเลยสามวันคือไม่ได้แล้ว แต่ความเสียใจก็เอ่อล้นออกมา
“แล้วผมต้องทำยังไงต่อครับ ที่บ้านผมเป็นไงบ้างครับ คนอื่นๆ ล่ะ” เราถามกลับไป แต่เอาเข้าจริงเราถามเรื่องเยอะกว่านั้นมาก เพราะก่อนเข้า เรามีปัญหากับอดีตคนชิดใกล้และการเข้ามาทำให้ปัญหาที่ร้าวลึกปริแตกออกมา แต่เราจะขอข้ามตรงส่วนนี้เพื่อเคารพผลที่เกิดขึ้น
“พี่รวมข้อความมาให้แล้ว เดี๋ยวพี่จะอ่านให้ฟังนะ” ก่อนที่พี่เมย์จะอ่านให้ฟังทีละข้อความ ซึ่งเยอะมากๆ ไม่ว่าจากกาย พี่ส้ม พี่บีม พี่อั๋น อ.อนุสรณ์ อ.ศิโรตม์ หรือ อ.พัทธ์ธีรา อ.พวงทอง น้าภัควดี ก่อนพี่เมย์จะบอกอีกว่า ตอนนี้กำลังสอนป๊าแม่ ขนุนใช้ระบบจดหมายในเรือนจำชื่อ Domimail ขนุนจะได้ติดต่อกับที่บ้านด้วย ตอนนี้ขนุนต้องกักโรคน่าจะรู้แล้วว่าเยี่ยมญาติไม่ได้
“ขนุนต้องอดทนและเข้มแข็งนะ” แม่ฝากมาบอกทนายเมย์ว่า
เราจึงเล่าเรื่องข้างในให้ฟัง ทั้งเรื่องตัดผม ทั้งเรื่องความเครียด ส่วนนี้เป็นคำพูดเราในวันนั้นที่ศูนย์ทนายฯ ได้เผยแพร่ไว้ใน “บันทึกเยี่ยมขนุน-สิรภพ 29 มี.ค. 2567” (ขอบคุณศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ณ ที่นี้)
“ตอนแรกผมยังไม่ได้ตัดผม บอกกับทางเรือนจำว่าให้รอก่อน 3 วัน แต่พอ 3 วัน ไม่มีข่าวเรื่องประกันผมก็รู้ว่าไม่ได้ออก เลยให้พี่เขามาช่วยตัดผม”
“ผมกินข้าวไม่ค่อยได้ อยู่มา 5 วัน กินข้าวได้ 3 มื้อเอง ส่วนใหญ่ผมกินน้ำ ข้าวน้ำที่ซื้อเข้ามาให้ผมก็แจกคนในห้อง รู้สึกแย่ พอผ่านไปวันที่สามไม่ได้ออก พี่ๆ ในห้องก็ช่วยปลอบ ในห้องขังที่ผมอยู่มีกันอยู่ 15 คน ทุกคนก็ดีกับผม มีพี่คนหนึ่งและฝรั่งอีกคนที่คุยกับผมบ่อย ถ้าจะมีอะไรที่เป็นข้อดีสักอย่างในนี้ก็คือมีเพื่อนฝรั่งที่ทำให้ได้ฝึกภาษาอังกฤษ”
หลังจากเราชี้จุดเอกสารต่างๆ ในโน้ตบุ๊กเรา และฝากข้อความเหล่านี้แล้วเสร็จ เราก็บ๊ายบายบอกลาพี่เมย์ แกตอบกลับมาว่าจะกลับมาเยี่ยมเราอีกครั้งในวันสองวันนี้ “ขนุนอดทนนะ”
จังหวะท้ายสุดเราทิ้งท้ายว่า “บอก… (ชนชั้นนำ) ด้วยว่า ผมอยากเรียนต่อ” ก่อนจะหมดเวลาเยี่ยมในครั้งนี้ เราจะถูกพากลับห้องไปทั้งน้ำตาที่ยังไหลอยู่
เรากลับมาถึงห้องได้อัพเดตเรื่องราวกับพี่ไก่นิดหน่อย ก่อนจะล้มเอาหน้าไปซุกกับผ้าที่กองทิ้งไว้ พร้อมปล่อยโฮออกมา เราในเวลานั้นทั้งแตกสลาย ไม่รู้จะทำยังไงต่อ เราต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีก 2 ปี จริงๆ เหรอ เราอยู่ไม่ไหวหรอกนะ เราคิด พี่เมย์มาวันนี้เหมือนนางฟ้าเลย เดี๋ยวตื่นมาเขียนไดอารี่แล้วกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไปด้วยความล้าที่สะสม
