สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กับความหลงใหลในวัฒนธรรมตะวันตก
คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เมื่อ 171 ปีก่อน เซอร์ จอห์น เบาริง (Sir John Bowring) อัครราชทูตผู้อัญเชิญพระราชสาส์นของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งประเทศอังกฤษได้เดินทางเข้ามาในสยามเพื่อเจรจาทำสนธิสัญญากับไทย
โดยล่องเรือมาถึงบางกอกและพำนักอยู่เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม จนถึงวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2398
ซึ่งในระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์นี้ เบาริงได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ไทยหลายครั้ง ทั้งกษัตริย์องค์ที่ 1 คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งบางครั้งเบาริงจะเรียกโดยใช้คำว่า “พระเจ้าแผ่นดินสยาม”
และกษัตริย์องค์ที่ 2 คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระจอมเกล้าฯ นั่นเอง
เซอร์ จอห์น เบาริง ได้ทำการบันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้เกือบทุกวันที่อยู่ในสยาม ส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับภารกิจที่เขาต้องรีบทำให้แล้วเสร็จ นั่นคือการดำเนินงานเพื่อให้การเจรจาลุล่วง และทำให้สนธิสัญญาเกิดขึ้นตามที่มุ่งหวังไว้
ดังนั้น กิจกรรมที่เกิดขึ้นจึงวนเวียนอยู่กับการเจรจา สนทนา และสังเกตความเคลื่อนไหวของบุคคลระดับสูงที่มีอำนาจในราชสำนัก เช่น ขุนนางตระกูลบุนนาค และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ต่างๆ
แต่ที่ดูจะมีสีสันน่าสนใจที่สุดก็คือกษัตริย์องค์ที่ 2 นั่นคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ซึ่งมีลักษณะ “หัวนอก” คือนิยมชมชอบในภาษา วัฒนธรรม และวิทยาการตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง จนอาจกล่าวได้ว่าถึงขั้นหลงใหลเลยทีเดียว
เรื่องราวของพระองค์จากสายตาของเบาริงได้รับการบันทึกไว้ในแง่มุมต่างๆ ซึ่งต่อมาถูกแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “บันทึกรายวันของเซอร์ จอห์น เบาริง และสนธิสัญญาเบาริง” โดยนันทนา ตันติเวสส โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
1.ความสามารถทางภาษาต่างประเทศของสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่ในระดับดีเยี่ยม
หากใครเคยอ่าน “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” ของ “อ็องรี มูโอต์” (Henri Mouhot) มาแล้ว ก็คงทราบดีว่าพระปิ่นเกล้านั้นสามารถใช้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่วจนมูโอต์ทึ่ง ทั้งๆ ที่อาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ในเมืองไทยเท่านั้น
สำหรับบันทึกของเบาริงก็ไม่ต่างจากที่มูโอต์บรรยาย โดยเบาริงเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก่อนมูโอต์ไม่กี่ปี และพบว่าพระปิ่นเกล้าทรงชำนาญการใช้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเมื่อ 171 ปีก่อนมีคนไทยน้อยมากที่ใช้ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสได้อย่างดีเยี่ยม และส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นสูงทั้งนั้น
เบาริงบรรยายถึงสมเด็จพระปิ่นเกล้าในเรื่องนี้ว่า “ภาษาอังกฤษของพระองค์นั้นอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม ห้องสมุดของพระองค์มีหนังสือภาษาอังกฤษที่เลือกเป็นอย่างดี”
ทักษะภาษาอังกฤษของสมเด็จพระปิ่นเกล้านั้นยังทำให้ข้าราชบริพารที่อยู่ใกล้ชิดได้รับอานิงส์ไปด้วย
โดยบุคคลที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้นี้โดยตรงก็คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ซึ่งเบาริงเรียกตามคนอื่นๆ ว่า “กัปตันดิค” (Captain Dick)
เบาริงกล่าวชมดิศว่าเป็นคนฉลาดเฉลียว ปัญญาไว มีไหวพริบ และเป็นคนสนใจใคร่รู้มาก ทั้งนี้ ในเชิงอรรถของหนังสือหน้าที่ 62 ก็ให้ข้อมูลของดิศเพิ่มเติมว่าเป็น
“มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ฝึกหัดวิชาเดินเรือและภาษาอังกฤษ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นขุนปรีชาชาญสมุทร ได้ทำหน้าที่เป็นล่ามของจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ ซึ่งเป็นตรีทูตไปอังกฤษด้วย ต่อมาได้เลื่อนเป็นหลวงสุรวิเศษ เป็นพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษแก่พระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแทบทุกพระองค์”
ดิศเรียนภาษาอังกฤษมาจากพระปิ่นเกล้า และต่อมาเขาก็กลายเป็นครูที่ถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับพระราชโอรสพระราชธิดาของพระปิ่นเกล้าอีกทอดหนึ่ง
เขาเล่าให้เบาริงฟังว่า “พระปิ่นเกล้าทรงอ่านหนังสือต่างๆ ของเซอร์ วอลเตอร์ สก็อต (Sir Walter Scott) และทรงตั้งชื่อเรือตามนักประพันธ์ผู้นี้”
เซอร์ วอลเตอร์ สก็อต เป็นนักเขียนนวนิยาย นักแต่งบทละคร และกวีเอกชาวสกอตแลนด์ เจ้าของผลงานชื่อดังมากมาย อย่างเช่น Rob Roy, Ivanhoe ฯลฯ
2.ความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมตะวันตกที่แสดงออกในการตั้งชื่อ
การที่พระปิ่นเกล้าทรงมีทักษะเป็นเลิศทางด้านภาษาต่างประเทศทำให้พระองค์ทรงโปรดปรานการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้งนวนิยาย กวีนิพนธ์ ตำราความรู้ และสารคดีต่างๆ
เมื่อมีคลังคำศัพท์ภาษาต่างประเทศอยู่มากจึงทำให้มักนำไปตั้งเป็นชื่อต่างๆ เช่น ตั้งชื่อเรือตามเซอร์ วอลเตอร์ สก็อต หรือแม้กระทั่งตั้งชื่อพระราชโอรสพระองค์โตว่า “ยอร์ช” อันมาจากชื่อของ “ยอร์ช วอชิงตัน” (George Washington) ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา แต่พระนามเต็มอย่างเป็นทางการนั้นคือพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศบวรราโชรสรัตนราชกุมาร
โดยข้อมูลเพิ่มเติมในเชิงอรรถนั้นระบุว่า “พระองค์ได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นบวรวิชัยชาญ ถึงรัชกาลที่ ๕ ได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑”
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับคำยกย่องชมเชยจากเบาริงว่าเป็นคนหนุ่มที่เฉลียวฉลาด ดังที่เขียนไว้ในบันทึกว่า “ทรงเป็นสุภาพบุรุษหนุ่มที่เฉลียวฉลาดพระชนมายุ ๑๘ พรรษา”
3.สมเด็จพระปิ่นเกล้าทรงสนใจวัฒนธรรมและวิทยาการตะวันตกเป็นอย่างมาก
พระปิ่นเกล้ามีความสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างกับพระจอมเกล้าที่ทรงชำนาญวิทยาการตะวันออกมากกว่า
พระปิ่นเกล้านั้นทรงเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ทั้งของยุโรปและอเมริกาจากทางมิชชันนารี ทรงนิยมการขี่ม้าเล่นโปโล เดิมทีทรงหลงใหลวิชาการเดินเรือและเครื่องจักรกล ทว่า ต่อมาก็ลดความสนใจลงแล้วหันมาทางศาสนามากขึ้น
เบาริงมิได้ระบุว่าศาสนาอะไร แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นศาสนาคริสต์เสียมากกว่าพุทธ
ดังความที่เบาริงเขียนไว้ว่า “พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองมิได้ทรงหมกมุ่นพระองค์ในการศึกษาด้านการเดินเรือและเครื่องจักรกลดังเช่นแต่ก่อน พระองค์อาจจะทรงใฝ่พระทัยในด้านการศาสนา”
นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงมีพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวซึ่งรวบรวมสิ่งของต่างๆ จากต่างประเทศ และเป็นองค์ความรู้สมัยใหม่ที่หาได้ยากในสมัยนั้น
โดยเบาริงบันทึกว่า “ในพิพิธภัณฑ์ของพระองค์ก็มีเครื่องกลไกต่างๆ พร้อมด้วยหุ่นจำลองในสาขาต่างๆ ของวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุด มีเครื่องวัดแดดและเครื่องวัดมุมชั้นเยี่ยม หุ่นจำลองเรือกลไฟแบบย่อส่วน และอาวุธใหม่ๆ หลากหลายชนิด”
อย่างไรก็ตาม รสนิยมในการเสวยพระกระยาหารของพระองค์ยังคงเป็นแบบไทยๆ อยู่อย่างเช่น ปลาเค็ม และเนื้อตากแห้ง เป็นต้น
ซึ่งเนื้อความส่วนนี้เบาริงบันทึกไว้ว่า “ปลาเค็มอันเป็นของพระราชทานถูกนำขึ้นโต๊ะอาหารในเช้านี้เป็นบางส่วนและทุกคนต่างลงความเห็นว่าเป็นของชั้นเยี่ยม ตัวอย่างของเนื้อที่ทำเป็นของแห้งต่างๆ บรรจุอยู่ในขวดมองดูน่าสนใจ ชนิดแรกถูกปั่นเป็นผงเล็กๆ มีลักษณะเหมือนหญ้าฝรั่น”
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสนอกสนใจในภาษา วัฒนธรรม และวิทยาการตะวันตกของพระองค์ได้เป็นอย่างดีก็คือการรู้ธรรมเนียมของชาวตะวันตกผ่านพิธีการและการจัดขบวนต้อนรับต่างๆ
ซึ่งเบาริงสาธยายเรื่องราวในส่วนนี้ว่า “การเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองจัดให้มีขึ้นในวันนี้ พิธีการต่างๆ ส่วนใหญ่ มีความโอ่อ่าและน่าตะลึงพอๆ กับพระราชพิธีของวันวาน แต่ดูจะเป็นอารยธรรมในระดับสูงกว่าและรู้เรื่องธรรมเนียมยุโรปดีกว่า”
สุดท้ายก็คือบุคลิกภายนอก อัธยาศัยไมตรีส่วนพระองค์ที่เบาริงได้พบนั้นก็ล้วนแล้วแต่น่าประทับใจทั้งสิ้น คือเป็นผู้ดี มีเหตุผล และมีรสนิยมแบบชาวอังกฤษ ตามที่ระบุไว้ในบันทึกว่า
“พระองค์ทรงเป็นผู้มีเหตุมีผล เงียบขรึม และน่ารัก ด้วยความสุขุมรอบคอบ และนโยบาย (มากกว่าสาเหตุอื่นใด) พระองค์จึงทรงมีส่วนร่วมน้อยมากในกิจการบ้านเมือง พวกเราพบว่าตลอดทางจากท่าน้ำถึงพระราชวัง ปูลาดด้วยเสื่อ ที่ประทับของพระองค์นั้นสะดวกสบายตกแต่งอย่างมีรสนิยม เครื่องเรือนและเครื่องประดับพระราชวังต่างๆ จะทำให้คุณคิดว่าคุณกำลังอยู่ในบ้านของคนอังกฤษ ยกเว้นผ้าที่ห้อยแขวนลงมาเพื่อโบกลมและลักษณะห้องแบบหลังคาสูง การสนทนาของพระองค์เป็นไปอย่างผู้มีการศึกษาและน่ารับฟัง”
