ธงชัย วินิจจะกูล
- สังคมศึกษาใต้กะลา
- อ่าน ประวัติศาสตร์ไทยแบบรักชาติสร้างมาไม่นานและล้าสมัยไปแล้ว
- ลัทธิพวกพ้องกับลัทธิชาตินิยม
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
(คำบรรยายในการเสวนา “ประวัติศาสตร์ปาตานีไม่มีอยู่จริงหรือ?” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์-ปัตตานี วันที่ 8 กรกฎาคม 2569)
ทําไมความรู้ประวัติศาสตร์
จึงสามารถทำให้กระทบกระเทือน
ต่อความมั่นคงได้
ตอบ ก็เพราะความเข้าใจต่อความรู้ประวัติศาสตร์ผิดๆ ต่อไปนี้ประกอบกัน
1. เชื่อว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องมีสำนวนเดียวแบบเดียว
2. เป็นสัจจะ ในเมื่อเคยถูก ก็ต้องถูกไปตลอดกาล ยิ่งอยู่ในเอกสารโบราณย่อมถูกต้องแหงๆ
3. ดังนั้น จึงศักดิ์สิทธิ์ ละเมิดไม่ได้ ความรู้แตกต่างท้าทายในประเด็นสำคัญเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
4. ความรู้ที่ตนเองเชื่อและยึดถืออยู่ หรือความรู้ของทางราชการนั่นแหละ คือสัจจะ ศักดิ์สิทธิ์ สำนวนเดียว
5. คนที่เชื่อต่างออกไปจึงไม่ใช่แค่ผิด แต่เป็นศัตรูมาบ่อนทำลายความจริงแท้ของประวัติศาสตร์ที่ตนที่ถืออยู่
ความรู้ประวัติศาสตร์
กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง
เพราะกระทบ
ต่อความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง
นักประวัติศาสตร์เห็นค่อนข้างเป็นเอกฉันท์แล้วว่า ความเชื่อว่าประวัติศาสตร์มีแบบเดียวนั้นเหลวไหล เพราะทุกเหตุการณ์ไม่มีทางที่จะมีคนเห็นตรงกันหมด หรือจากมุมมองเดียวกัน
มิได้หมายความว่าอยากจะเชื่ออะไรก็ได้ เหลวไหล ไร้หลักฐานก็ได้ ไม่เป็นเหตุเป็นผลกันก็ได้
แต่หมายความว่า สมมุติให้สามารถตัดความรู้แบบที่ไม่มีหลักฐาน ตีความอย่างไม่สมเหตุผลออกไปให้หมดได้ จนเหลือแต่ความรู้ที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานแข็งแรง
ในบรรดาความรู้ที่เหลือนี้ก็จะยังต่างกัน ไม่ลงรอยกัน หรือถึงกับขัดแย้งกันก็ได้ เพราะทุกๆ เหตุการณ์สามารถจะถูกรับรู้ ตีความจากมุมที่ต่างกันได้มากกว่าหนึ่งเสมอ
ในความเป็นจริง เมื่อบวกอคติ การเมือง รสนิยม มโนทัศน์ ฯลฯ เข้าไปอีก ซึ่งมนุษย์ปกติทุกคนมีอยู่กับตัวด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ จึงส่งผลให้ความรู้ประวัติศาสตร์ต่อเหตุการณ์เดียวกันยิ่งมีได้หลายแบบ
นี่เป็นสิ่งปกติ ใครอยากหรือพยายามควบคุมบังคับให้เหลือแค่แบบเดียว ก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะฝืนความปกติของมนุษย์
ถ้าหากมีสัจจะของประวัติศาสตร์อยู่จริง สัจจะนั้นคือ ทุกๆ จุดในอดีตมีเรื่องเล่ามีความจริงมากกว่าหนึ่งแบบอยู่ร่วมกัน
ความรู้ประวัติศาสตร์ที่ศักดิ์สิทธิ์
ราวกับเป็นสัจจะทางศาสนานั้น
ไม่มีอยู่จริง
ความไม่มั่นคงจึงมิได้เกิดจากมีผู้อื่นที่คิดต่าง เพราะนั่นเป็นสิ่งปกติที่ไม่มีทางห้ามได้ แต่เกิดจากการยึดถือว่าความรู้ความเชื่อของตนเท่านั้นที่ถูกต้อง ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรู้ประวัติศาสตร์เช่นนั้นค้ำจุนระบอบการเมืองที่ทรงอำนาจอยู่ ระบอบจึงต้องค้ำจุนความรู้ที่ตายตัวเช่นนั้น
ค้ำจุนด้วยอำนาจ ทั้งอำนาจปกครอง สั่งให้เชื่อ ให้หรือตัดงบประมาณ ให้หรือควบคุมจำกัดการเผยแพร่ ไม่ใช่ด้วยคุณภาพทางวิชาการ ไม่ใช่ด้วยความเข้มแข็งทางปัญญา
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเผชิญการท้าทายจากคำอธิบายอื่น ก็ผลักไสให้กลายเป็นภัยต่อความมั่งคงของชาติ
ความยึดมั่นของทางราชการนั้นไม่ใช่เพียงแค่ไม่ยอมรับการมองที่แตกต่าง แต่ถึงขนาดไม่ยอมรับหลักฐานการค้นพบใหม่ๆ ด้วยซ้ำ
ประวัติศาสตร์ไม่ว่าของฝ่ายไหน ถ้าหากถูกค้ำจุนด้วยอำนาจ ด้วยอาวุธ บังคับให้คนเชื่อ ไม่ใช่ด้วยคุณภาพทางวิชาการ ไม่ใช่ด้วยความเข้มแข็งทางปัญญา ย่อมง่อนแง่นไม่มั่นคงเมื่อถูกท้าทาย เหมือนๆ กัน
ยิ่งปราบยิ่งปิดบัง ก็ยิ่งเจอแรงต้าน และจะยิ่งกลายเป็นการปิดหูปิดตาตัวเองเพราะกลัวประวัติศาสตร์ที่อธิบายหรือเรื่องเล่าแบบอื่น
แล้วควรทำอย่างไร
ความรู้ประวัติศาสตร์
จึงจะไม่มีผลต่อความมั่นคง
ความรู้ต่ออดีตควรเป็นเรื่องที่ถูกท้าทายได้เสมอทั้งจากการค้นคิด วิเคราะห์ และพบหลักฐานใหม่ๆ
ความรู้ต่ออดีตควรเป็นความรู้ที่มีไว้สร้างเซลล์สมอง เพื่อความเติบโตทางปัญญา
ลองคิดดู… ถ้าปล่อยให้ประวัติศาสตร์หลายสำนวนหลายแบบ สามารถพูดกันได้หมด “แบกันบนโต๊ะให้หมด” ให้ทุกฝ่ายพูดได้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเสนอมาทุกครั้งที่ลงมาพูดที่นี่)
แต่ห้ามบังคับให้เชื่อ ห้ามใช้อำนาจปิดกั้น ห้ามทำร้ายคนเสนอประวัติศาสตร์ที่ต่างออกไป ไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจ
พลังของประวัติศาสตร์แต่ละแบบที่จะผูกขาดสัจจะ จะลดลงไป เพราะจะยิ่งทำให้ผู้คนมีความสามารถจะพินิจพิเคราะห์ใช้วิจารณญาณของตนเอง
กลายเป็นว่า คนที่อ้างว่าประวัติศาสตร์แบบที่ตนยึดถือเท่านั้นที่เป็นสัจจะ เขาต้องปิดหูปิดตาตัวเองด้วย เพราะกลัวว่าพลังของประวัติศาสตร์นั้นจะลดทอนลงทุกที
การใช้อำนาจบังคับห้ามรู้ ไม่ว่าความรู้อะไร เกิดจากความอ่อนแอทางปัญญา ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ จึงต้องใช้อำนาจนอกเหนือปัญญามาช่วยค้ำจุน
ทั้งยังต้องบ่อนทำลายทำให้ผู้คนหมดความสามารถในการคิดในการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะตราบใดผู้คนยังมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ไม่ใช่ไร้สมองเป็นหุ่นยนต์แล้วละก็…
ผู้คนจะเข้าใจได้เองว่าไม่มีประวัติศาสตร์แบบใดที่เป็นสัจจะอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นอุดมคติ ใช่ เราต้องพยายามเฝ้าเตือนตัวองว่าสิ่งที่ควรจะเป็นคืออย่างไร ไม่ใช่เอาแต่อ้างความจำเป็นในการอยู่รอด หรือทำตัว “อยู่เป็น” ไปเรื่อยๆ
ความรู้ประวัติศาสตร์
กับอัตลักษณ์
ความรู้อดีตของแทบทุกสังคม เกี่ยวพันกับการสร้างอัตลักษณ์ว่าตนเองเป็นใคร
และความรู้อดีตที่เปลี่ยนแปลงไปได้นั้น ล้วนแล้วแต่มีผลต่ออัตลักษณ์ของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ต่อการเข้าใจว่ากลุ่มคนร่วมสังคมที่เป็น “บ้าน” ของตนคือใคร
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครหรอกอยากถูกเรียกอย่างลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ยอบรับหรือไม่เห็นหัว ผู้คนทุกแห่งทุกพื้นถิ่นปรารถนาการยอมรับ (recognition) เหมือนๆ กันทั้งนั้น
สมัยหนึ่งการเรียกคนผิวดำในอเมริกาว่า “นิโกร” เป็นเรื่องปกติ กลุ่มองค์กรของคนผิวดำขนาดใหญ่ก็เรียกตัวเองว่า นิโกรเช่นกัน ทั้งๆ ที่คำนี้เป็นคำเรียกคนผิวดำอย่างเหยียดผิว (racism)
แต่ 50 ปีต่อมา ค่านิยมในสังคมเปลี่ยน คนผิวดำปฏิเสธ ไม่ยอมถูกเรียกเช่นนั้นอีกต่อไป สังคมก็ปรับตัว ให้การยอมรับ (recognition) และเปลี่ยนคำเรียกคนผิวดำเสียใหม่
African American เป็นคำที่ใหม่ แทนคำเรียกเหยียดผิวอย่างแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่าคน African American ไม่เคยมีอยู่จริงก่อนหน้านั้น
การปฏิเสธว่า คำว่า “ปาตานี” ไม่มีอยู่จริง เมื่อเร็วๆ นี้นั้น ย่อมเป็นที่ถกเถียงกันได้
แต่ถ้าหากผมจะถกเถียงด้วยตรรกะเหตุผลทำนองเดียวกัน โปรดตระหนักว่า “พระนเรศวร” ก็เป็นคำเรียกโดยผู้คนหลังสมัยของพระองค์ราวร้อยปี
“พ่อขุนรามคำแหง” ก็เป็นคำที่พบในศิลาจารึกหลักเดียวที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าทำขึ้นในสมัยใด ในขณะที่จารึกที่ยืนยันได้ว่าเป็นสมัยสุโขทัยแน่นอนนั้น กลับเรียกพระองค์เป็นอย่างอื่น
เช่นนี้แล้ว ถ้าหากใช้ตรรกะเหตุผลทำนองเดียวกับผู้ที่ถือว่าปาตานีไม่มีอยู่จริง ทั้ง “พระนเรศวร” และ “พ่อขุนรามคำแหง” ก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน
มุมไบ เชนไน โกลกาตา ก็ล้วนเป็นชื่อใหม่ เพื่อทดแทนชื่อเดิมตามสำเนียงเจ้าอาณานิคมอังกฤษด้วยชื่อตามสำเนียงของคนท้องถิ่น ซึ่งมิได้หมายความว่าเมืองเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ปาตานี ปตานี ปัตตานี ล้วนเป็นการถอดจากภาษาอื่นมาเป็นอักขระไทยสยาม ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานแน่ชัดว่าควรจะถอดมาสะกดอย่างไร คำเดียวกันในภาษาอื่น จึงถอดเป็นไทยแล้วมักสะกดไปต่างๆ กัน เช่น
“เป๊ปซี่” มีไม้เอกไหม “แท็กซี่” มีไม้เอก ไม้ไต่คู้ สะกดต่างกันไปไหม “ไลอ้อน” มีไม้โทหรือไม่
มิได้หมายความว่าหากสะกดไม่ตรงกับที่ตนทึกทักว่าถูกต้องแบบเดียวแล้วละก็ เครื่องบินทุกลำของไลอ้อนแอร์จะหายวับเพราะไม่เคยมีอยู่ หรือรถแท็กซี่ทั้งประเทศไทยจะกลายเป็นเรื่องโกหก เพียงเพราะเปลี่ยนชื่อเรียกหรือสะกดต่างกันไป
รัฐปาตานี ปตานี ปัตตานี
มีอยู่จริง
ตั้งแต่โบราณแน่ๆ
ดังนั้น การปฏิเสธคำว่า “ปาตานี” โดยนักวิชาการ กอ.รมน. จึงไม่ใช่การค้นพบอะไรใหม่เลยสักนิด เป็นแค่การเล่นกลในแบบที่นักวิชาการไม่ควรทำ
ถ้าเป็นนักศึกษาปริญญาตรีเรายังพอรับได้ เพราะแสดงว่าเขาอ่านหนังสือตั้งใจค้นคว้า แต่จะไม่เป็นประเด็นสาธารณะอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นประเด็นที่ไร้สาระ
ถ้านักวิชาการ กอ.รมน.คิดได้แค่นี้ ก็กรุณาตระหนักว่านักวิชาการมีมาตรฐานของวิชาชีพ มีจรรยาบรรณที่ต้องพยายามรักษา ไม่ใช่ทำงานที่คุณภาพอ่อนแบบนี้ แล้วอาศัยอำนาจรัฐ อำนาจ กอ.รมน. หรือเงิน ทำให้เพจนั้น ทำให้คนคนนั้น สามารถพูดไปได้เรื่อยๆ
ยิ่งเป็นการผลิตความรู้จอมปลอมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ แถมเป็นเพจที่ กอ.รมน.ให้เงิน ผู้มีอำนาจยิ่งต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นการเอาภาษีประชาชนไปใช้ตอกลิ่มขยายความขัดแย้งให้หนักขึ้นด้วยความรู้ปลอมๆ ที่ไร้สาระ
กรุณาหยุดเถอะครับ นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วกลับจะเป็นผลร้าย
ผมหวังว่า นี่ไม่ใช่ความจงใจตอกลิ่มเพื่อยืดอายุ “ความไม่มั่นคง” หวังว่า “รมน.” ไม่ได้ย่อมาจาก “รักษาความไม่มั่นคงภายใน” ไม่ว่าจะเพื่องบประมาณ อำนาจ หรืออะไรอื่นก็ตาม
วัฒนธรรมประวัติศาสตร์
ที่พึงประสงค์
เราควรใจกว้างต่อความรู้อดีตที่แตกต่างจากที่เราเชื่อ ต่างจากที่ราชการยึดถือ
อย่าใช้วิธีเดียวกันกับราชการที่ใจแคบและพยายามบงการว่าต้องรู้ประวัติศาสตร์อย่างนี้เท่านั้น ห้ามความรู้ประวัติศาสตร์แบบอื่น
แถมกำลังจะทำพิพิธภัณฑ์ชายแดนใต้ที่เล่าประวัติศาสตร์แบบที่ทางราชการยึดถือเพียงแบบเดียว โดยนักวิชาการ กอ.รมน.คนเดียวกันนี้มีส่วนร่วมกำหนดเนื้อหา ผมเกรงว่าจะยิ่งตอกลิ่มยืดอายุ “ความไม่มั่นคง” หนักเข้าไปอีก
เราจะใช้อำนาจบงการความรู้ความคิดของผู้คน หรือว่าเราจะเชื่อในศักยภาพของคนว่าสามารถเรียนรู้ได้
เราควรเปิดกว้างต่อการถกเถียงกัน ตอบโต้กันไปมา โดยไม่ทำร้ายกัน ไม่ว่าทางกายภาพด้วยกำลังหรืออาวุธ หรือด้วยกฎหมาย หรือบังคับจิตใจกัน หรือด้วยความหวาดกลัว
นี่เป็น “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ที่พึงจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีปาตานี ประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบนี้ หรือกรณีอื่นๆ
เช่นนี้แล้วประวัติศาสตร์หลายสำนวนหลายความเชื่อจะล้วนแต่ลดพลังอันตรายลง ลดความศักดิ์สิทธิ์ลง ไม่เป็นเหตุให้ต้องทำร้ายกัน จนเกิดความไม่มั่นคงขึ้นมา
หากจะให้ดีกว่านั้น…ถ้าหาก กอ.รมน.จะต้อนรับคำว่า “ปาตานี” เสียเอง ยอมรับว่าเป็นคำที่คนพื้นถิ่นใช้เรียก “บ้าน” ของตน นี่จะเป็นท่าทีที่ดี ให้เกียรติ เคารพ และยอมรับ (recognize) คนท้องถิ่น ผมเชื่อว่าจะมีผลดีและลดความแย้งได้มากกว่าการพยายามปฏิเสธไม่ยอมรับตัวตนของคนพื้นถิ่น
Politics of Recognition การยอมรับเป็นการเมืองที่ตรงข้ามกับการกีดกันผลักไส เป็นการเมืองของรัฐที่ใจกว้าง โอบรับความแตกต่าง จะช่วยปลดอาวุธความขัดแย้งและลดความตึงเครียดลง ขอได้โปรดพิจารณาดู
ผมเชื่อว่าความใจกว้างต่อความรู้ประวัติศาสตร์เป็นธรรมชาติที่ปกติ ความใจแคบพยายามกดปราบบังคับให้มีประวัติศาสตร์แบบเดียวต่างหากที่ผิดปกติ และทำให้ความรู้กลายเป็นภัยต่อความมั่นคงไปได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นอุดมคติใช่ไหม? ใช่ แน่นอนครับ เราต้องพยายามเตือนตัวองว่าสิ่งที่ควรจะเป็นหรืออุดมคติเป็นอย่างไร เพื่อตั้งเป็นหลักทางความคิดของเราไว้ให้มั่น
หมายเหตุ ในการสัมมนาผมและวิทยากรในวันนั้นทุกคน (ยกเว้นนักวิชาการ กอ.รมน.) ช่วยกันอธิบายพร้อมหลักฐานว่ารัฐปาตานีมีมานานไม่ต่างจากรัฐต่างๆ ของไทยสยาม ส่วนคำว่า "ปาตานี" ก็มีมานานแล้ว และในปัจจุบันมีผู้ใช้กันมากมาย มิได้สร้างขึ้นหรือผูกขาดความหมายโดย BRN แต่อย่างใด กอ.รมน.กำลังเข้าใจผิดมหันต์ว่าใครใช้คำว่า "ปาตานี" ย่อมเป็นฝ่าย BRN การปฏิเสธคำเรียกตนเองของคนท้องถิ่นเพียงเพราะความเข้าใจผิดของตัวเองเช่นนี้ต่างหากที่อันตราย ถ้าหากเพจของทางราชการหรือเพจอื่นใดชวนให้เข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น กรุณาเข้าใจตามนี้
*ภาพ : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
