คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
วันนี้สูตรแคร์ผ่านแล้ว สิ้นสุดคราบน้ำตาของประชาชนกว่า 570,000 คน
สูตรบำนาญประกันสังคมถูกออกแบบมาโดยไม่มีการใช้งานกว่า 15 ปี เมื่อใช้งานจริงมีคนจำนวนมากที่ได้รับบำนาญอย่างไม่เป็นธรรม สะสมมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2568 ก็ราว 70% ของคนรับบำนาญ และมีคนเสียชีวิตก่อนได้รับบำนาญที่เป็นธรรมปีละกว่า 10,000 คน
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันแดงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 ปีเดียวกับที่ คสช.เข้ายึดอำนาจและแต่งตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดหนึ่งขึ้นมาบริหารกองทุนที่ดูแลชีวิตของแรงงานหลายสิบล้านคน
ความโชคร้ายของประเทศนี้คือบอร์ดที่มาจากการแต่งตั้งชุดนั้นอยู่ยาวนานถึงสิบปี โดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากผู้ประกันตนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สิบปีที่ควรจะเป็นสิบปีแห่งการทบทวนโครงสร้างบำนาญที่มีปัญหาชัดเจนอยู่แล้ว กลับกลายเป็นสิบปีที่บอร์ดใช้ไปกับภารกิจที่ไม่ได้แตะปัญหาเชิงโครงสร้างเลย
งานที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดของบอร์ดชุดนั้นคือการจัดทำปฏิทินประจำปีและของชำร่วยแจกในโอกาสต่างๆ
จึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจเรื่องสูตรคำนวณบำนาญที่ซับซ้อนและมีนัยต่อชีวิตคนเป็นล้าน บอร์ดชุดนั้นกลับไม่มีความเข้าใจเพียงพอที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้ไปถึงไหน
การศึกษาปัญหาสูตรบำนาญนี้มีมาอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายวิจัยของสำนักงานประกันสังคมเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานการคำนวณบำนาญให้เป็นธรรมมากขึ้น
แต่การขาดการผลักดันในระดับบริหารที่มากพอ ที่จะสื่อสารในทางสาธารณะให้เกิดความเข้าใจ ทำให้สูตรแคร์เป็นเพียงผลการศึกษาที่นอนรอการผลักดันอยู่บนหิ้งเกือบสิบปี
ข้าราชการทำงานวิจัยของตัวเองไปตามหน้าที่ แต่ไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจคนใดหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสู่สาธารณะ เพราะการอธิบายเรื่องสูตรบำนาญให้คนทั่วไปเข้าใจนั้นต้องใช้ทั้งความรู้ทางเทคนิคและความกล้าทางการเมือง สองสิ่งที่บอร์ดแต่งตั้งไม่เคยแสดงออกมาให้เห็น
บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งเรามองเห็นปัญหาส่วนนี้ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จึงเริ่มผลักดันในระดับอนุกรรมาธิการสิทธิประโยชน์ ที่คุณธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน จากทีมประกันสังคมก้าวหน้าเป็นประธาน เรื่องเข้าสู่บอร์ดในช่วงต้นปี 2568
แต่กลับถูกกีดขวางโดยผู้บริหารบางส่วนที่ขาดความเข้าใจ ก่อนที่จะตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาพิจารณาสูตรแคร์โดยเฉพาะ
ฝั่งผู้ประกันตนได้ส่งผมและอาจารย์ชานน พุทธนวรัตน์ เข้าไปเป็นตัวแทน และใช้เวลาราวสามเดือนในการนำสูตรแคร์ออกสู่การทำประชาพิจารณ์ นับเป็นการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการสนับสนุนในวงกว้างที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสำนักงานประกันสังคม
ระหว่างทางนี้ ผมต้องบอกว่าผมได้พบสหายในฟากฝั่งการเมือง คือไอซ์-รักชนก ศรีนอก และเนม-สหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน พวกเขาใช้ชื่อเสียง ใช้ชีวิตของตัวเองในการติดตามเรื่องความทุกข์ร้อนของชีวิตประชาชน
เราเดินทางจากเหนือจรดใต้เพื่อสร้างความเข้าใจ ใช้ข้อเท็จจริงในการลบล้างมายาคติต่างๆ และเผชิญกับกลุ่มที่พยายามลดทอนเรื่องสูตรบำนาญให้กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ทั้งที่ความทุกข์ร้อนของผู้คนไม่มีเฉดสี ไม่มีภูมิภาค
พวกเรายืนหยัดเพื่อเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรม
นี่คือหน้าที่ของบอร์ดบริหาร เราไม่สามารถปล่อยให้คนครึ่งล้านคนไปนั่งต่อสู้เองได้ ความเป็นธรรมจุดนี้เกิดขึ้นได้จากอำนาจอันน้อยนิดที่เรามี แต่สูตรแคร์แม้ผ่านบอร์ดไปแล้ว ก็ยังต้องผ่านรัฐมนตรีถึงสามคนโดยไม่คืบหน้า จนกระทั่งรัฐมนตรีคนที่สี่ คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เข้าสู่ตำแหน่งเมื่อสามเดือนที่แล้ว
ในบทสนทนาส่วนตัว ผมบอกคุณจุลพันธ์ว่า โลกนี้ไม่มีใครจะจำชื่อษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี หรอก ใครจะรู้จักบอร์ดประกันสังคม ประชาชนจะจดจำชื่อจุลพันธ์ รัฐมนตรีที่แก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คนรับบำนาญเลือกผมไม่ได้แล้ว แต่ประชาชนจะจดจำรัฐบาล จดจำรัฐมนตรีที่ทำเรื่องนี้สำเร็จ
คุณจุลพันธ์ตอบสั้นๆ ว่าพี่เพิ่งเข้ามาแค่สามเดือน ประชาชนรู้อยู่แล้วว่าถ้าเรามีอำนาจจะทำสิ่งที่ถูกต้องได้แล้วไม่ทำ เราจะมาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นรัฐบาลทำไม ไม่เกี่ยวกับพรรค ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง มันเกี่ยวกับความทุกข์ร้อนของประชาชน
คำตอบสั้นๆ นี้สะท้อนสิ่งที่ผมพยายามพูดมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา ว่าการบริหารกองทุนขนาดใหญ่ที่กระทบชีวิตคนหลายสิบล้านคนต้องอาศัยทั้งความรู้ ความกล้า และความรับผิดชอบทางการเมือง
ไม่ใช่เพียงแค่การนั่งอยู่ในตำแหน่งไปวันๆ
เมื่อย้อนกลับไปมองสิบปีของบอร์ดแต่งตั้ง คำถามที่ควรถูกถามดังๆ คือ อะไรทำให้บอร์ดที่มีทั้งอำนาจ ทั้งงบประมาณ ทั้งเวลายาวนานถึงสิบปี ไม่สามารถผลักดันเรื่องที่ข้าราชการฝ่ายวิจัยของตัวเองศึกษาไว้แล้วให้เกิดผลจริงได้
คำตอบง่ายๆ คือบอร์ดแต่งตั้งไม่มีแรงกดดันใดๆ จากผู้ประกันตน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลการทำงานผ่านกลไกการเลือกตั้ง จึงเลือกทำงานในรูปแบบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเอง คืองานพิธีการ งานประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ ปฏิทินและของชำร่วยกลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ง่ายที่สุด
ในขณะที่โครงสร้างบำนาญที่ไม่เป็นธรรมยังคงเดินหน้าสร้างความเสียหายให้กับคนหลายแสนคนต่อไปโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
นี่คือบทเรียนสำคัญที่ผมอยากฝากไว้ ระบบการบริหารกองทุนประกันสังคมที่ขาดกลไกความรับผิดชอบทางประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะมีข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถมากเพียงใด ก็ไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้
เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมักต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานทางการเมือง ต้องมีคนกล้าอธิบาย กล้าเผชิญหน้ากับผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม
และกล้ารับผิดชอบต่อผลลัพธ์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยากในบอร์ดที่ไม่ต้องพึ่งพาความไว้วางใจจากประชาชน
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในเดือนธันวาคม 2566 จึงมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนตัวบุคคล
มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างความรับผิดชอบ
เมื่อบอร์ดต้องมาจากคะแนนเสียงของผู้ประกันตน บอร์ดก็ต้องตอบคำถามว่าทำอะไรให้ผู้ประกันตนบ้าง ปฏิทินและของชำร่วยไม่สามารถเป็นคำตอบได้อีกต่อไป
สิ่งที่ต้องเป็นคำตอบคือบำนาญที่เป็นธรรม สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม และการบริหารกองทุนที่โปร่งใส
สูตรแคร์คืออุดมคติของการผลักดันทางการเมืองที่ควรจะเป็น
ประชาชนทุกข์ร้อน ราชการตอบสนองด้วยการศึกษา บอร์ดบริหารผลักดันด้วยความเข้าใจปัญหา รัฐมนตรีทำงานโดยเอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง
กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลากว่าทศวรรษกว่าจะครบวงจร และตลอดทศวรรษนั้น มีคนกว่า 10,000 คนต่อปีที่เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับความเป็นธรรมที่ควรจะได้รับตั้งแต่แรก
มีผู้คนอีกมากมายที่ผมอยากขอบคุณ และไม่อาจจะกลั้นน้ำตาได้ว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้คืนความเป็นธรรมให้ผู้คนมหาศาล
นี่คือภาพรูปธรรมว่าทำไมเราต้องออกไปเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
เพราะสิบปีของบอร์ดแต่งตั้งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อำนาจที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ย่อมไม่มีแรงผลักดันใดๆ ให้ต้องแก้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน
