ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ความกตัญญู
: คุณธรรมหรือกับดักของชีวิต
ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นที่สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาอย่างจริงจังกับความคิดเรื่องความกตัญญู
ทั้งที่จริงความคิดเรื่องความกตัญญูอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างช้านาน
มิหนำซ้ำยังถือว่าเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของคนไทยหรือคนตะวันออกอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะรับอิทธิพลความคิดนี้จากอินเดียผ่านพุทธศาสนา หรือวิถีจารีตแบบจีนผ่านความคิดของขงจื๊อก็ตาม
กอปรกับความคิดความเชื่อดั้งเดิมของสังคมไทย ยิ่งทำให้ความคิดเรื่องความกตัญญูแนบสนิทกับคนไทย
จนกลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของผู้คนในสังคมเลยก็ว่าได้
ก่อนหน้านี้มีข่าวในแวดวงบันเทิง กรณีของดาราหนุ่มคนหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนเองได้ตัดขาดการติดต่อจากผู้เป็นแม่มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์การปะทะกันระหว่าง “ความกตัญญูกับความรัก” ดังที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว ผู้เขียนคงไม่ลงรายละเอียดมากไปกว่านี้
ทันทีที่ข่าวถูกปล่อยออกมา ปฏิกิริยาคนที่เห็นด้วยกับดาราหนุ่มคนดังกล่าวก็แสดงความโล่งอกตลอดจนความยินดี
แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มีคำหนึ่งที่หลุดออกมาอยู่บ่อยครั้งที่ผู้คนวิจารณ์พฤติกรรมของดาราคนนี้ก็คือ “ความกตัญญู”
พอฝุ่นควันหายตลบอบอวล ผู้คนเริ่มมีสติ ก็เริ่มหันมาถามว่า ตกลงความกตัญญูคืออะไร
คนที่เป็นลูกต้องติดหนี้พ่อแม่ไปทั้งชีวิตหรืออย่างไร
พ่อแม่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดหรือบงการชีวิตลูกได้มากน้อยขนาดไหน
ถัดมาไม่กี่วัน มีข่าวชาวบ้านข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่ง เล่าถึงลูกชายไปทำงานที่ต่างประเทศแล้วส่งเงินที่หามาได้ทุกบาททุกสตางค์เข้าบัญชีชื่อแม่ที่เมืองไทย นัยว่าเพื่อความสะดวกในการตรวจเช็กต่างๆ
ตลอดระยะเวลาที่ทำงานคือ 15 ปี ส่งเงินให้แม่เก็บ 7.8 ล้าน โดยลูกชายหวังว่าเมื่อเก็บเงินได้พอแล้วจะกลับไทยแต่งงานวางแผนอนาคตจากทุนรอนที่สะสมมานี้
และถึงวันที่ตัดสินใจกลับไทยเพราะร่างกายทำงานหนักไม่ค่อยไหวอีกต่อไป แต่พอกลับมาถึง ปรากฏว่าแม่ใช้เงินจำนวนนั้นหมดเกลี้ยงบัญชี
ชายหนุ่มเล่าว่าเข่าแทบทรุด แฟนสาวที่ตั้งใจจะกลับมาแต่งงานกันพอรู้ข่าวก็บอกเลิกทันที
แถมแม่ยังสร้างหนี้ไว้ให้ลูกชายกลับมาชดใช้แทนด้วย
คำถามก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกับกรณีแรกว่า ความกตัญญูนี้ขอบเขตอยู่ตรงไหน
พ่อแม่มีสิทธิ์มากน้อยเพียงไรในการกระทำสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตลูก
กรณีล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่อึกทึกครึกโครม
ก็คือ กรณีทายาทตระกูลดังออกมาแฉเรื่องที่ตนเองถูกละเมิด แล้วไม่ได้รับความเห็นใจจากครอบครัว
การออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องราวต่างๆ ทำให้แม่และครอบครัวไม่พอใจ จนมีการฟ้องร้องจากแม่ทั้งเรื่องข่าวและประเด็นทรัพย์สินมรดก ฯลฯ รายละเอียดทุกท่านก็คงทราบจากข่าวดีอยู่แล้ว
จะเห็นได้ว่าเพียงระยะเวลาไม่ถึงเดือน ข้อถกเถียงเรื่องความกตัญญูเริ่มตั้งคำถามทั้งโดยตรงและรุนแรงต่อสังคมไทย
ทั้งนี้ ผู้คนยังเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากกรณีข่าวต่างๆ ที่ยกมาข้างตน ว่าตกลงแล้วความกตัญญูหรือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกคืออะไร
ลูกที่เติบโตแล้วมีหน้าที่ต่อพ่อแม่อย่างไร
ในทางปรัชญา เวลาพิจารณาปัญหา “พันธะหน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่” (filial obligation) ก็จะเป็นความพยายามที่จะตอบคำถามพื้นฐานว่า ลูกที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องตอบแทนพ่อแม่ของตนอย่างไรบ้าง
โดยคำถามนี้เป็นคำถามที่ต้องการแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน
เช่น เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าต้องการการดูแลหรือต้องมีค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนว่าประเด็นดังกล่าวนี้มีความซับซ้อนในทางปรัชญา เพราะรูปแบบของครอบครัวนั้นเปลี่ยนไป บางครอบครัวก็มีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน และบางครอบครัวก็มีหน้าที่ที่ขัดแย้งกัน เช่น หน้าที่ต่อคู่สมรสหรือลูกตัวเอง กับหน้าที่ที่มีต่อพ่อแม่ของตน
จึงมีนักปรัชญาไม่น้อยที่พยายามเสนอทฤษฎีต่างๆ เพื่ออธิบายว่าหน้าที่ของลูกควรเป็นเช่นไร
ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่นั้นเป็นรูปแบบของพันธะหน้าที่ที่แตกต่างจากความสัมพันธ์แบบอื่นๆ
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่นั้นจะเป็นความสัมพันธ์โดยไม่ได้สมัครใจพร้อมกันทั้งสองฝ่าย หรืออย่างน้อยสมัครใจฝ่ายเดียวคือพ่อแม่
กล่าวคือ ลูกไม่ได้เลือกเกิดเองหรือยินยอมในความสัมพันธ์นี้ก่อน
จึงมีปัญหาว่าภาระผูกพันเช่นนี้จะดำเนินไปอย่างไรถึงจะยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย
โดยทั่วไปเราก็มักจะคิดว่าความคิดทำนองนี้แปลกประหลาด ทำไมไม่คิดถึงสิ่งที่พ่อแม่ทำให้แก่ลูกบ้าง เช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม เลี้ยงดูอุ้มชูชนิดที่ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ส่งเข้าโรงเรียน ฯลฯ
ซึ่งการกระทำเหล่านี้เองไม่เพียงพอต่อการสร้างพันธะหน้าที่ทางศีลธรรมให้ลูกเมื่อเขาเติบโตขึ้นได้เลยหรือ
นักปรัชญาก็พยายามตอบคำถามเหล่านี้โดยแบ่งออกเป็นคำตอบกว้างๆ สามแนวทาง
อย่างแรกคือ พวกที่คิดว่าพันธะหน้าที่ระหว่างพ่อแม่กับลูกควรเป็นไปแบบไม่มีเงื่อนไข (Unconditional view)
พวกนี้เห็นว่า โดยสถานการณ์การเป็นพ่อแม่กับลูกแล้ว พ่อแม่จึงมีสิทธิ์บางอย่าง และลูกมีหน้าที่บางอย่างต่อพ่อแม่เช่นกัน
เช่น การปรากฏอยู่ของลูกในชีวิตพ่อแม่ หรือให้การดูแลขั้นพื้นฐานจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายจากกัน
ข้อดีของแนวคิดทำนองนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมของสังคมหลายแห่งที่คิดว่า ความสัมพันธ์พ่อแม่กับลูกก่อให้เกิดพันธะหน้าที่แบบถาวร
ส่วนปัญหาอาจจะเป็นได้ว่า หากความสัมพันธ์เป็นเช่นนี้ ลูกต้องยอมรับภาระอันหนักอึ้ง แม้พ่อแม่จะทำไม่ดีหรือทำร้ายลูกได้ และอาจขัดกับแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของลูกก็ตาม
พวกที่สองมองว่า พันธะหน้าที่ระหว่างพ่อแม่กับลูกควรเป็นไปแบบมีเงื่อนไข (Conditional view)
กล่าวคือ ลูกนั้นติดหนี้บุญคุณของพ่อแม่ ขอบเขตของสิ่งที่ลูก “เป็นหนี้” ขึ้นกับปริมาณหรือคุณภาพของสิ่งที่พ่อแม่ให้มา
ซึ่งพ่อแม่ที่ให้การดูแลลูกอย่างดีและเสียสละมาก จึงสมควรได้รับการตอบแทนมากกว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกอย่างขาดความรักหรือทารุณทำร้าย
การตอบแทนบุญคุณในลักษณะนี้เหมือนการตอบแทนตามผลประโยชน์ คือถ้าพ่อแม่ให้มาก ลูกก็มีหน้าที่ตอบแทนมาก
แต่ปัญหาความเข้าใจแบบนี้ก็คือ ถ้าตีความแบบลูกติดหนี้พ่อแม่ ก็จะเกิดคำถามว่าเด็กสามารถตกลงยอมรับเงื่อนไขได้เมื่อยังเป็นเด็กหรือไม่
ลูกไม่ได้มีความสามารถทางศีลธรรมที่จะทำ “สัญญา” ตอนยังเด็ก
หรือกล่าวอีกแบบคือ ลูกไม่ใช่คนเลือกหรือยินยอมอยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น
หรือในกรณีที่สุดโต่ง พ่อแม่ที่ไม่เคยดูแลเลี้ยงดูลูกแต่อย่างใด หรือทำร้ายจิตใจร่างกายลูกอย่างโหดร้าย ลูกยังเป็น “หนี้” พ่อแม่ลักษณะนี้อยู่อีกหรือไม่
บางคนก็วิจารณ์ว่า การกล่าวว่าลูกเป็น “หนี้” นั้นเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เหมาะสม ความสัมพันธ์พ่อแม่กับลูกมีลักษณะอย่างอื่นมากกว่านั้น เช่น ความรัก ความห่วงใย ซึ่งต่างจากการให้กู้ยืมที่หวังผลตอบแทน
พวกสุดท้ายเห็นว่า พันธะหน้าที่ระหว่างพ่อแม่กับลูกควรเป็นไปแบบมิตรภาพ (Friendship view)
คนที่มีทัศนะทำนองนี้จะเห็นว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราไม่ได้ “ติดหนี้” พ่อแม่โดยอัตโนมัติ
ความสัมพันธ์ควรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนหรือการมีมิตรภาพมากกว่า
หากยังมีความรักความใส่ใจต่อกันเราก็จะช่วยเหลือกันและกัน
แต่ถ้าไม่มีความสัมพันธ์แบบนั้นแล้ว ก็จะไม่มีภาระผูกมัดทางศีลธรรมที่จะถูกบังคับให้ต้องช่วยเหลือกันอีกต่อไป
เหตุผลของพวกนี้ก็คือ การมีลูกนั้นเป็นการเลือกของพ่อแม่ พ่อแม่จึงเป็นฝ่ายเลือกมีลูกและเลี้ยงดูลูก
ดังนั้น ภาระหลักควรอยู่กับผู้ที่ตัดสินใจซึ่งก็คือพ่อแม่ มากกว่าลูกผู้ที่ไม่ได้เลือกเกิดเอง
ลูกไม่ได้ยินยอมหรือตกลงเข้าสัญญานี้ ประโยชน์ที่ลูกได้รับตอนยังเด็กไม่ใช่การยอมรับเงื่อนไขที่ทำให้เกิดหนี้ ลูกไม่อาจยอมรับภาระที่ต้องตอบแทนคืนในภายหลัง
นอกจากนี้พ่อแม่ที่ดีควรให้โดยไม่มีการคาดหวังผลตอบแทน
หากพ่อแม่ให้ด้วยความรักโดยไม่คาดหวังการตอบแทน ก็ไม่ควรถือว่าเป็นหนี้ที่ต้องชำระหรือตอบแทน
แต่กลุ่มนี้ก็ไม่ได้บอกให้ลูกเป็นผู้เอาเปรียบคอยตักตวงผลประโยชน์จากพ่อแม่แต่ฝ่ายเดียว
แต่เห็นว่าการช่วยเหลือพ่อแม่เมื่อโตขึ้นควรมาจากความสมัครใจเหมือนเพื่อน ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ที่สมัครใจและเอื้ออาทร ไม่ใช่จากภาระหน้าที่โดยกำเนิด
จากที่กล่าวมา เราจะเห็นว่า “ความกตัญญู” นั้นจะขึ้นอยู่กับมุมมองที่มีต่อ “พันธะหน้าที่ระหว่างพ่อแม่กับลูก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากเรามีทัศนะแบบไม่มีเงื่อนไขหรือมีเงื่อนไข เราก็อาจจะเรียกร้องความกตัญญูอันเป็นคุณธรรมตามที่เราคุ้นเคย
หากเรามองความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกแบบมิตรภาพ
เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้คำว่ากตัญญูเป็นประตูปิดตาย หรือกับดักสำหรับชีวิตใครบางคนที่ยังต้องดำเนินต่อไปให้ได้ในโลกอันโหดร้ายเช่นนี้
