2 พระร่วงนั่ง กรุดัง ม่วงค่อม-คอกควาย ถิ่นลพบุรีกับชัยภูมิ
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
ชัยบาดาล อำเภอหนึ่งของจังหวัดลพบุรี เป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่ง ซึ่งเก่าแก่ถึงสมัยทวารวดี ขุดพบลูกปัดโบราณและโบราณวัตถุต่างๆ อยู่หลายยุค ตลอดจนพระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยก่อนคือ พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม
ม่วงค่อม เป็นตำบลตำบลหนึ่งในอำเภอชัยบาดาล ชื่อเดิม ม่วงขอม เนื่องจากเคยตกอยู่ในอาณานิคมของขอม ต่อมาเรียกเพี้ยนกันเป็น ม่วงค่อม ในปี พ.ศ.2516 ได้ขุดพบพระร่วงนั่งเป็นจำนวนมากพอสมควร
พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม เป็นพระขนาดเล็กเหมาะแก่การนำมาเลี่ยมห้อยคอ พระที่พบนั้นเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงเป็นส่วนใหญ่ เป็นพระประทับนั่งปางสมาธิ สวมหมวกชีโบ มีกำไลแขน ศิลปะแบบลพบุรี สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นศิลปะลพบุรียุคปลาย พุทธลักษณะในแบบนี้มักเรียกกันว่า พระร่วง แทบทั้งสิ้น
ส่วนคำสร้อยต่อท้ายว่าม่วงค่อม เพื่อให้ทราบว่าเป็นพระที่ขึ้นมาจากที่ใด
จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกกันว่า พระร่วงนั่งกรุม่วงค่อม

พิมพ์ของพระที่พบจะแยกออกได้เป็นพระพิมพ์ใหญ่ พระพิมพ์เล็ก และพิมพ์ฐานสูง แต่โดยรวมก็คล้ายคลึงกันมาก ผิดที่ขนาดองค์พระและฐานขององค์พระเท่านั้น แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก คือมีขนาดฐานกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร สูงประมาณ 3.5 เซนติเมตร
ที่พบส่วนมากจะเป็นพระพิมพ์เล็ก ส่วนพิมพ์อื่นๆ นั้นพบน้อยกว่ามาก ที่จะพบทั่วๆ ไปในปัจจุบันก็มักจะเป็นพระพิมพ์เล็กแทบทั้งสิ้น และเนื้อเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง
ซึ่งพระกรุนี้มีสนิมแดงที่จัดมาก สีจะแดงเข้มอมม่วง มีไขขาวปกคลุม พระที่ขึ้นจากกรุใหม่ จะมีไขขาวปกคลุมผิวค่อนข้างมาก
เมื่อนำมาล้างออกแล้ว ผิวสนิมจะจัดมากและคลุมทั่วทั้งองค์พระ มีรอยรานหรือแตกลายงาของผิวสนิมแบบใยแมงมุมตามแบบฉบับของสนิมแดงแท้ ทำให้พิจารณาง่ายถึงอายุความเก่าขององค์พระ
พระร่วงนั่งกรุนี้ เมื่อมีผู้นำไปใช้ห้อยคอ เกิดประสบการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเด่นทางด้านคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด นับว่าเข้มขลังมากองค์หนึ่งเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องสนนราคาก็ยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับพระร่วงเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงอย่างอื่นๆ
ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็น ของปลอมแปลงมีออกมาเช่นกัน ต้องพิจารณาพิมพ์และผิวสนิมให้ดี

ทีนี้ มากล่าวถึงพระกรุเนื้อชินชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า พระร่วงนั่งกรุคอกควาย ได้ยินชื่อในครั้งแรก หลายคนคงเกิดความสงสัยและน่าจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคอกควายเป็นแน่
พระร่วงนั่งกรุคอกควาย เป็นพระที่พบในจังหวัดชัยภูมิ มีศิลปะแบบขอม เนื้อชินสนิมแดงเป็นส่วนใหญ่ มีที่เป็นเนื้อชินเงินบ้างแต่พบน้อย เมื่อศึกษาถึงพื้นที่ดูก็พบว่าเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ และเป็นเมืองที่ขอมมีอิทธิพลมาก่อน
โดยมีโบราณสถานประเภทปรางค์กู่อยู่หลายแห่ง เช่น ปรางค์กู่ในตัวเมืองชัยภูมิ ปรางค์กู่ที่อำเภอบ้านแท่น ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองไปทางเหนือ เป็นต้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองเก่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 พร้อมกับเมืองพิมาย และคงมีการติดต่อค้าขายกันมาและเชื่อมต่อกับเมืองในแถบนี้ เช่น เมืองเสมา เมืองโคราฆะปุระ
ต่อมา เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงจนมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็เป็นเมืองขึ้นของนครราชสีมา และได้มีชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่
ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้มีบุรุษหนึ่งนามว่าท้าวแล พาครอบครัวและสมัครพรรคพวกและครอบครัวอพยพจากเวียงจันทน์ มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองนี้ และได้มีผู้คนอพยพมาอยู่อีกมากมาย จนเป็นชุมชนใหญ่ ดังปรากฏชื่อบ้านแสนพัน (ต่อมากลายเป็นบ้านสัมพันธ์ในปัจจุบัน)
โบราณสถานและโบราณวัตถุเก่าแก่ของเมืองชัยภูมิ ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลศิลปะขอม ได้แก่ ปรางค์กู่ เทวรูป พระพุทธรูป เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ การค้นพบจะพบบริเวณปราสาทเก่า ภูพระ ภูเขียว คอนสวรรค์ เป็นต้น
ส่วนที่เป็นพระเครื่องก็มีพบบ้างแต่ไม่มากนัก และที่รู้จักกันดีก็คือพระร่วงนั่งกรุคอกควาย
พบที่บ้านโศกพริก เมื่อปี พ.ศ.2505 มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้ขุดหลุมเพื่อปักเสาทำคอกควาย เผอิญได้พบพระเครื่องเป็นพระเนื้อชิน พุทธลักษณะเป็นพระประทับนั่งปางสมาธิ ทรงเทริด มีกรองพระศอ และกำไลแขน ตัดขอบชิดองค์พระ ศิลปะแบบขอม
จึงเรียกชื่อกันว่าพระร่วงนั่ง ส่วนคำว่าคอกควายก็มาจากสถานที่พบพระ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า พระร่วงนั่งกรุคอกควาย
การพบพระครั้งแรก พบพระจำนวนไม่มากนัก แต่ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2541 มีผู้พบพระลักษณะเดียวกันอีกครั้ง ในบริเวณที่เดิมที่เคยพบพระ ได้พระจำนวนประมาณ 40 องค์
สันนิษฐานว่า คงจะตกค้างอยู่หลังจากนำพระขึ้นไปในครั้งแรก พระที่พบทั้ง 2 ครั้ง เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงเป็นส่วนใหญ่ มีพระเนื้อชินเงินบ้างเล็กน้อย พระส่วนมากจะมีคราบไขขาวจับอยู่ตามผิวพระ เมื่อล้างไขขาวออกบ้างก็จะพบสนิมแดงสีเข้ม ส่วนพระเนื้อชินเงินจะมีผิวสีดำ
ปัจจุบันพระร่วงนั่งกรุคอกควาย ไม่ค่อยได้พบเห็นกันนัก
