bg-single

ทำไมมหาอำนาจ ไม่ซัดอาวุธนิวเคลียร์ใส่กัน

31.05.2026

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

ในโลกที่มีประเทศยักษ์ใหญ่สะสมอาวุธนิวเคลียร์กันไว้มากบ้างน้อยบ้าง และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในหลายมิติ จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า ในเมื่อแต่ละฝ่ายมีอาวุธทำลายล้างสูงที่พร้อมจะทำให้บ้านเมืองของศัตรูคู่อริพังพินาศยับเยินได้ เหตุไฉนจึงไม่มีใครเปิดฉากยิงอาวุธร้ายแรงนั้นเพื่อชิงความได้เปรียบ

ลองจินตนาการเล่นๆ แบบนี้ก็ได้ครับ ถ้ามีคนสองคนยืนเอาปืนจ่อหัวกัน ทั้งคู่เกลียดกัน ไม่ไว้ใจกัน ตะโกนด่าอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา และต่างรู้กันว่าอีกฝ่ายพร้อมลั่นกระสุนใส่ แต่เวลาผ่านไป 10 นาทีก็ไม่มีใครลั่นไก ผ่านไป 10 ปีก็ยังไม่มีใครยิง ผ่านไปหลายสิบปีก็ยังจ่อปืนกันอยู่แบบนั้น ก็เป็นภาพที่แปลกดี และนั่นคือภาพที่ปรากฏอยู่ในเกมการเมืองระดับโลก

นักคิดต่างๆ มีคำตอบอย่างไรให้กับคำถามนี้บ้าง

2

มีคำอธิบายจากนักยุทธศาสตร์ว่า ก่อนยุคนิวเคลียร์ สงครามยังมีผู้ชนะ แต่หลังจากมีอาวุธนิวเคลียร์แล้วเกมเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มยิงก่อน อีกฝ่ายจะยิงกลับ แล้วกลายเป็นพังพินาศกันทั้งสองฝ่าย เพราะอำนาจทำลายล้างของอาวุธชนิดนี้มันแรงเกินรับไหว จะมีคนล้มตายนับสิบล้านชีวิต บ้านเมืองพังทลายราบเป็นหน้ากลอง

หากมีคนเริ่ม จะไม่มีใครชนะ มีแต่ผู้แพ้พ่ายพังภินท์

นักยุทธศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Mutually Assured Destruction หรือ MAD

“การทำลายล้างร่วมกันอย่างแน่นอน”

ซึ่งก็พอดิบพอดีที่ตัวย่อของมันแปลว่า “บ้า” ด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ นิวเคลียร์จึงเป็นอาวุธที่แปลกประหลาดที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันทรงพลังมาก แต่ไม่มีใครกล้าใช้ กองทัพมหาอำนาจสะสมกันไว้ทั้งที่รู้ว่ายากเหลือเกินที่จะมีโอกาสใช้ แต่ครั้นจะไม่มีก็ไม่ได้ เพราะจะเสียเปรียบเมื่อต้องต่อรอง

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้บางท่านจึงเสนอว่า อาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่ได้มีไว้ให้กองทัพชนะสงคราม แต่มันกลับมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สงครามเกิดขึ้นต่างหาก

3

อีกคำอธิบายเป็นเรื่องทฤษฎีเกม (Game Theory)

ผู้วางรากฐานคือ จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) และออสการ์ มอร์เกนสเติร์น (Oskar Morgenstern) โดยมีจอห์น แนช (John Nash) มาสานต่อให้ทฤษฎีเกมทรงอิทธิพลมากขึ้น

แนชเสนอแนวคิด Nash Equilibrium หรือดุลยภาพแนช

โดยอธิบายสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายเลือกกลยุทธ์ของตัวเองแล้วไม่มีใครได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนฝ่ายเดียว ตราบที่อีกฝ่ายยังไม่เปลี่ยน หรือพูดอีกแบบคือ ผลลัพธ์ของการตัดสินใจของเรานั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่นด้วย

เกมที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมากคือ Prisoner’s Dilemma หรือปัญหาชวนปวดหัวของนักโทษ

ลองนึกภาพนักโทษสองคนที่ทำความผิดร่วมกัน ซึ่งถูกตำรวจจับแยกห้องสอบสวน แต่ละคนมีสองทางเลือกคือเงียบหรือหักหลังอีกฝ่าย (แฉเพื่อน) ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทั้งสองคนเงียบ (ไม่มีใครแฉใคร) ทั้งคู่อาจจะรอด แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งแฉเพื่อน เขาอาจจะรอด และเพื่อนซวย แต่ถ้าจะเลือกทางนี้ก็ต้องมั่นใจว่าเพื่อนจะไม่แฉเขาเช่นกัน เพราะถ้าเพื่อนก็แฉด้วย นั่นคือทางเลือกที่แย่ที่สุด คือทั้งสองโดนหนัก

แม้ใคร่ครวญดูแล้ว ทางเลือกเงียบทั้งคู่จะดีที่สุด แต่ทุกคนก็จะกลัวโดนเพื่อนหักหลัง แล้วเพื่อนรอดคนเดียว สุดท้ายก็เลยไม่ยอมเสียเปรียบแล้วเลือกแฉเพื่อนก่อน ซึ่งถ้าคิดแบบนี้กันทั้งคู่ก็จะซวยหนักทั้งสองฝ่าย-กลายเป็นทั้งสองฝ่ายเลือกผลลัพธ์ที่แย่ที่สุด

ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ที่แย่สำหรับทุกคน เช่น ถ้าคนขับรถทุกคนบนถนนคิดว่าคนอื่นจะไม่เคารพกติกา งั้นฉันก็ฝ่าไฟแดง ปาดแซงเส้นทึบ ฯลฯ สุดท้ายรถก็จะติดวินาศสันตะโร หรือถ้าใครสักคนคิดว่าอาจมีคนไม่ยอมจ่ายภาษี ถ้าแบบนั้นฉันก็โกงบ้าง บ้านเมืองก็พังกันทั้งหมด

ตรงนี้เองที่น่าสนใจ ในเมื่อเราอาจคิดล่วงหน้าว่าคนอื่นจะหักหลังเรา แล้วทำไมมนุษย์จึงยังสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างราบรื่น และร่วมมือกันมากกว่าหักหลังกัน นี่คือคำถามในแบบเดียวกันว่า ทำไมไม่มีใครซัดอาวุธนิวเคลียร์ใส่อีกฝ่ายก่อน (นอกจากเรื่องอานุภาพรุนแรงของมัน)

4

คำอธิบายตรงนี้น่าสนใจมากครับ

เพราะชีวิตคือ “เกมที่เล่นซ้ำ”

เราไม่ได้เล่นเกมแค่ครั้งเดียวในชีวิต เราต้องเจอผู้คนเดิมๆ ซ้ำๆ ไปอีกยาวนาน คู่ชีวิตคนเดิม เพื่อนคนเดิม เจ้านาย-ลูกน้องคนเดิม เพื่อนบ้านเดิม ประเทศเพื่อนบ้านหน้าเดิม ประเทศคู่แข่งหน้าเดิม เราหนีไปไหนไม่พ้น ต้องอยู่กันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ชื่อเสียงหรือเครดิตจึงสำคัญ

ถ้าวันนี้เราหักหลัง พรุ่งนี้คนเดิมๆ เหล่านั้นย่อมไม่เชื่อใจเราอีกต่อไป เราจะไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นอีกเลย หรือหนักเข้าก็อาจถูกนำไปบอกต่อ และถูกโดดเดี่ยว ไม่มีงานทำ ไม่มีเพื่อนคบ

และธรรมชาติของเกมเล่นซ้ำนี้ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น สัตว์ต่างๆ ก็รับรู้ถึงสิ่งนี้ นั่นเป็นเหตุผลให้พวกมันเลือกจะร่วมมือกันมากกว่าหักหลังกัน

ค้างคาวดูดเลือดที่หาเหยื่อได้จะสำรอกเลือดให้ตัวที่อด และมันก็จะจดจำไว้ว่ามันแบ่งอาหารให้กับเพื่อนตัวไหน มันจะแบ่งให้กับตัวที่เคยช่วยมันเท่านั้น ตัวไหนเอาแต่รับ ไม่เคยตอบแทนก็จะไม่ได้รับอาหารจากมัน และถูกตัดออกจากระบบความเชื่อใจและความร่วมมือ

ในฝูงเมียร์แคตเวลาที่ทั้งฝูงออกหากิน จะมีบางตัวคอยเฝ้ายาม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เสี่ยงตายมากกว่า แต่ก็จะมีตัวที่ทำหน้าที่นั้น เพราะถ้าทั้งฝูงคิดว่าไม่อยากทำหน้าที่เสี่ยงตาย “ทำไมฉันต้องเสี่ยง” สุดท้ายจะตายยกฝูง ตัวที่ทำหน้าที่เฝ้ายามก็จะได้รับส่วนแบ่งอาหารจากฝูง

เช่นกันกับกวางที่ผลัดกันเล็มแมลงในจุดที่ไม่สามารถหันไปจัดการได้ด้วยตนเอง และผลัดกันทำหน้าที่นี้ให้กัน ถ้าตัวไหนที่เพื่อนทำให้แล้วไม่ตอบแทนก็จะไม่ได้รับการบริการในครั้งหน้า

ความร่วมมือเกิดขึ้นเพราะเราต่างรู้ว่าชีวิตคือเกมยาวและเกมที่เล่นซ้ำ

ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ

มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ทำดีต่อกันจึงมิใช่ว่าเพราะเราเป็นคนดี เป็นสัตว์ที่มีคุณธรรม ทว่ามันคือธรรมชาติของการผลัดกันให้และรับ โดยเคารพกติกาของเกมที่เราต่างอ่านพฤติกรรมของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา

การร่วมมือทำให้เราอยู่รอด ขณะที่การหักหลังทำให้เราพังในเกมที่ต้องเล่นซ้ำกับคนเดิม

5

หลายสิ่งในสังคมจึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในหมู่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา กฎหมาย ศีลธรรม ชื่อเสียง ความละอาย การนินทา สัญญา การรักษาคำพูด ศาล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่พยายามทำให้เราร่วมมือมากกว่าหักหลัง เพราะเมื่อมีใครสักคนหักหลังย่อมลดทอนความมั่นคงในสังคมนั้นลง

ในสังคมที่ความไว้วางใจกันต่ำย่อมทำให้สังคมนั้นต้องเพิ่มต้นทุนในการตรวจสอบ และทุกคนจะระแวงต่อกัน อยู่ในโหมดไม่ไว้ใจกัน กลัวว่าคนอื่นจะโกง คิดว่าถ้าทำถูกต้องก็เสียเปรียบ ถ้าเราไม่โกงก็จะถูกเขาโกง สังคมแบบนี้ย่อมเต็มไปด้วยปัญหา เสียเวลา เสียพลัง เสียอารมณ์ และเสียเงินไปกับการจัดการพฤติกรรมหักหลังกันไปมาแบบนี้ เปรียบกับเกมนักโทษก็คือทางเลือกที่ทุกคนหักหลังกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาแย่ที่สุด

6

ฉะนั้น ในระยะยาว การอยู่รอดไม่ได้มาจากการชนะทุกคนในเกม (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) แต่มันมาจากการสร้างระบบที่มนุษย์สามารถร่วมมือกันได้ เหมือนฝูงสัตว์ที่อยู่รอดเพราะมีระบบที่ทำให้พวกมันร่วมมือกัน ช่วยกันหาอาหาร แบ่งหน้าที่กันเฝ้าระวังภัย ผลัดกันทำความสะอาด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นระบบที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยมีความเชื่อใจกันเป็นพื้นฐาน

หากมีใครสักคนต้องการเป็น “ผู้ชนะหนึ่งเดียว” นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ หากชัยชนะนั้นได้มาจากการทำลายอีกฝ่าย ผู้ชนะย่อมไม่อาจประคองตนอยู่ได้ในเกมยาว เพราะเขาย่อมไม่มีมิตร ไม่มีผู้สนับสนุน และถูกจ้องเล่นงานจากคนอื่นที่เหลือทั้งหมด

ในชีวิตเรา บางทีเราก็เผลอใช้อาวุธทำลายล้างสูงเล่นงานคนอื่น เราอาจชนะการโต้เถียง แต่เสียความสัมพันธ์ เราอาจได้ประโยชน์จากคนอื่นผ่านการเอาเปรียบ แต่จะไม่มีใครไว้ใจเรา เราอาจโกงคนอื่นสำเร็จ แต่ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยอีกเลย เหล่านี้คือการชนะในเกมเดียว และแพ้ในเกมยาว

7

ถ้าอย่างนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างไรดี

นักรัฐศาสตร์ชื่อ โรเบิร์ต แอ็กเซลร็อด (Robert Axelrod) ลองให้คอมพิวเตอร์แข่งขันกันในโจทย์ปัญหานักโทษกันหลายๆ รอบ เพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับชัยชนะ หากเทียบกับชีวิตก็คือความสำเร็จในชีวิต

ผลออกมาแบบนี้ครับ

กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

โดยเริ่มจากการไว้ใจคนอื่นก่อนเสมอ เปิดประตูให้ความร่วมมือเกิดขึ้น (เพราะนี่คือโอกาสนำไปสู่สิ่งที่ดีงาม) แต่มิใช่หลับหูหลับตาร่วมมือ ต้องมีขอบเขตด้วย คือต้องไม่ยอมให้อีกฝ่ายเอาเปรียบ ถ้าเขาทำดีด้วย เราก็ทำดีกลับ แต่ถ้าเขาหักหลังเรา ก็ต้องหยุดให้ความร่วมมือ กล้าปฏิเสธ หรือลงโทษการกระทำนั้น แต่ถ้าอีกฝ่ายมาขอโอกาสอีกครั้ง หรือขอคืนดี กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือคืนดีกับเขา ให้โอกาสอีกครั้งแต่ไม่ลืมบทเรียนที่เขาทำไว้ เพราะมันคือการเปิดโอกาสให้ความร่วมมือเกิดขึ้นอีก ถ้าเราปิดโอกาสไปเรื่อยๆ สุดท้ายชีวิตจะแคบเกินไป

และสิ่งสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญมาก มันสร้างได้ยาก เสียไปง่าย คนที่ก้าวหน้าในชีวิตคือคนที่เก็บรักษาความเชื่อใจเอาไว้ได้ ซึ่งประเทศที่เจริญรุ่งเรืองก็ต้องรักษา “เครดิต” ให้ได้ด้วยเช่นกัน

เพราะชีวิตเป็นเกมยาว และต้องเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกกับคนหน้าเดิม

นี่คือเหตุผลที่มนุษย์ไม่เลือกที่จะทำร้ายกัน (หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ) เราเลือกที่จะแสวงความร่วมมือมากกว่า เพราะเราทราบดีว่า เราต้องการคนอื่นเพื่อที่จะมีชีวิตต่อไป ไม่ว่าในระดับบุคคลหรือประเทศชาติ

แม้มนุษย์จะคิดค้นอาวุธร้ายแรงขึ้นมาได้ แต่ถึงที่สุดแล้ว เราอาจใช้มันเพียงเพื่อเป็นอุปกรณ์ในการแสวงหาความร่วมมือในแบบที่รับได้ทั้งสองฝ่าย

เพราะมนุษย์ร่วมมือกัน อารยธรรมต่างๆ จึงเกิดขึ้น

และวันใดที่มนุษย์หลงลืมสิ่งนี้ก็อาจถึงคราวที่อารยธรรมทั้งหลายจะดับสูญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”