| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ประชาชนทำมาหากินเพื่อยังชีพด้วยการทำนาแบบพึ่งพาธรรมชาติ หรือนาทางฟ้า ด้วยน้ำท่ากับน้ำฝน หมายถึงรอน้ำทำนาจากฝนที่ตกจากฟ้าที่ไม่แน่นอน ซึ่งบางส่วนไหลเป็นน้ำท่าในแม่น้ำลำคลองหนองบึงบุ่งทาม

ดังนั้น ต้องพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมชาติทางศาสนาผีที่มนุษย์ควบคุมมิได้ แต่ผีบันดาลได้ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ดังนี้

(1.) ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรก มีการเพาะปลูกแบบพึ่งพาธรรมชาติที่มนุษย์ควบคุมมิได้ คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ

(2.) ดิน, น้ำ เพื่อการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ ส่วนลมกับไฟ คือความร้อน เพื่อบ่มเพาะพืชพันธุ์ให้สุกงอมพร้อมกินได้

(3.) ดังนั้น ต้องมีพิธีกรรมแต่ละครั้งแต่ละฤดูกาลนานหลายวันต่อเนื่อง เพื่อวิงวอนร้องขอต่อผีผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติทางศาสนาผี ควบคุมธรรมชาติตลอดปีมีฝนตามฤดูกาลเพื่อบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารให้ชุมชน

แห่นางแมว เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งในหน้าแล้งของประชาชนเพื่อขอฝน ด้วยการสาดน้ำใส่แมว เพราะเชื่อว่าจะกระตุ้นให้ฝนตกลงท้องไร่ท้องนา เพื่อชาวบ้านทำไร่ทำนาตามปกติ มีสาเหตุดังนี้ (1.) แมวเป็นสัตว์กลัวน้ำ จึงถูกตีความว่าแมวเป็น “ตัวแล้ง” ทำให้ฝนไม่ตก (2.) ชุมชนแก้เคล็ดด้วยการสาดน้ำใส่นางแมว เพื่อนางแมวไม่เป็น “ตัวแล้ง” อีกต่อไป ด้วยหวังว่าจะทำให้ฝนตกตามฤดูกาล

แห่นางแมวขอฝนที่บ้านหัวสำโรง กิ่ง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา (รูปจากรายการพื้นบ้านสัญจร พิมพ์ในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2550)

แห่นางแมวต้องมีคาถาปลาช่อนของชาวบ้านภาคกลาง เพราะปลาช่อนเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย มีน้ำอสุจิสีขาวเป็นน้ำเชื้อให้กำเนิดใหม่ แสดงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

ปั้นเมฆ เป็นคำเก่าแก่ดั้งเดิม หมายถึงพิธีขอฝน โดยทำรูปอวัยวะเพศหญิงกับชายไว้กลางแจ้งขนาดใหญ่และอุจาดที่สุด บางทีปั้นรูปหญิงชายร่วมเพศ เพราะเชื่อว่าทำให้มีน้ำฝนพุ่งหล่นจากเมฆบนฟ้า

ร่วมเพศ เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อเจริญเผ่าพันธุ์กับเจริญพืชพันธุ์ ขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ด้วยเชื่อว่าการสมสู่ร่วมเพศทำให้มีน้ำอสุจิหลั่งออกมาจากอวัยวะเพศชาย ซึ่งคนแต่ก่อนเชื่อว่าจะบันดาลให้ฝนตกในไม่ช้า เรียกกันสืบมาว่า “เทลงมา เทลงมา” ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เลี้ยงชีวิตคนในชุมชนได้ตลอดปี

เล่นเพลง (เช่น เพลงฉ่อย, เพลงลำตัด ฯลฯ) สืบเนื่องพิธีกรรมสมสู่เสพสังวาสเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของชุมชนดั้งเดิม (ไม่ส่วนตัว) โดยร่วมกันร้องรำทำเพลงขอฝนด้วยถ้อยคำโลดโผนสองง่ามสองแง่ แหย่ไปทางเรื่องสมสู่หยาบๆ อย่างยิ่งยวด เรียกกันว่า “กลอนแดง” หมายถึงคำคล้องจองโจ๋งครึ่มที่พาดพิงเรื่องเพศและการร่วมเพศ

ปั้นเมฆขอฝนเป็นรูปหญิงชาย (ชื่อนางฝนกับนายเมฆ) กำลังเสพสังวาส โดยมีชายอีกคนหนึ่ง (ชื่อนายหมอก) นั่งอยู่ข้างๆ
ชาวบ้านขุดดินเหนียวมาปั้นกันเองขนาดเท่าคนจริงไว้กลางถนนทางสามแยกเข้าบ้านนาตะกรุด อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2558 (ภาพจาก m.thairath.co.th)

พิธีกรรมหลายระดับ มีทั้งทับซ้อนปนกันและแยกกัน จำแนกได้ต่อไปนี้

(1.) ภูมิภาค มีคนจากหลายชุมชนบ้านเมืองสองฝั่งโขงมาทำพิธีร่วมกัน เช่น ผาแต้ม (อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี) (2.) เมือง ศูนย์รวมพิธีของเมือง เช่น ลานกลางเมือง (3.) บ้าน ศูนย์รวมของชุมชนหมู่บ้าน เช่น ลานกลางบ้าน, ศาลตายาย, ศาลปู่ตา (4.) เรือน พิธีของใครของมันเป็นส่วนครัวเรือน ซึ่งทำบริเวณพื้นที่เพาะปลูกของตน

สืบเนื่องพิธีกรรม ตั้งแต่เริ่มแรกถึงปัจจุบันหลายพันปีมาแล้วในบางพิธีกรรมและบางระดับ ซึ่งมีพัฒนาการทั้งประสมประสานกันเอง และทั้งต่างวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนสมัยต่อมา ดังนี้

(1.) ประสมประสานกันเอง หมายถึง พิธีกรรมของคนบนภาคพื้นทวีปประสมประสานกับคนจากหมู่เกาะ หรือพิธีกรรมของคนทางเหนือประสมประสานกับพิธีกรรมของคนทางใต้

(2.) ประสมประสานต่างวัฒนธรรม หมายถึงประสมประสานประเพณีผีพื้นเมืองดั้งเดิม กับประเพณีพราหมณ์และพุทธที่รับเข้ามาใหม่จากอินเดีย เป็นต้น

พิธีกรรม 12 เดือน เทียบโดยประมาณ ระหว่างเดือนตามประเพณี (จันทรคติ) กับเดือนทางสากล (สุริยคติ) กำหนดเวลาตามภาคกลาง

เดือน 1 ตามประเพณีเรียกเดือนอ้าย (อ้าย แปลว่า หนึ่ง) ขึ้นปีนักษัตรใหม่ ส่วนเดือน 2 ตามประเพณีเรียก เดือนยี่ (ยี่ แปลว่า สอง)

พิธีกรรมจำแนกเป็นกลุ่มๆ และมีเป็นช่วงๆ เช่น เดือน 1, 2, 3 เกี่ยวข้าว, นวด ข้าว, สู่ขวัญข้าว เป็นต้น แต่กำหนดเวลาปฏิบัติจริงไม่เคร่งครัดในแต่ละพิธีกรรม จึงมีเหลื่อมล้ำหรือทับซ้อนกันได้ ไม่ตายตัว

เหล่านี้ทำเป็นตารางเทียบดังนี้

พิธีกรรม 12 เดือน เพื่อการทำมาหากิน

ตลอดปีแบ่งได้ 4 ช่วงเวลา

เดือน 1 (พฤศจิกายน-ธันวาคม เกี่ยวข้าว,

เดือน 2 (ธันวาคม-มกราคม) นวดข้าว,

เดือน 3 (มกราคม-กุมภาพันธ์) สู่ขวัญข้าว

เดือน 4 (กุมภาพันธ์-มีนาคม) ขอฝน,

เดือน 5 (มีนาคม-เมษายน) นาตาแฮก

เดือน 6 (เมษายน-พฤษภาคม)

เดือน 7 (พฤษภาคม-มิถุนายน)

เดือน 8 (มิถุนายน-กรกฎาคม) ทำนา

เดือน 9 (กรกฎาคม-สิงหาคม)

เดือน 10 (สิงหาคม-กันยายน) ขอขมาดิน

เดือน 11 (กันยายน-ตุลาคม) และน้ำ

เดือน 12 (ตุลาคม-พฤศจิกายน)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย