คุยกับทูต | อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ 78 ปีอิสราเอลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง (จบ)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
มาตรการส่งเสริมและรองรับนักท่องเที่ยว
ระหว่างอิสราเอลกับไทยในปี 2026
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากอิสราเอลเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในปี 2025 มีชาวอิสราเอลไม่น้อยกว่า 425,000 คนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย เพลิดเพลินกับความงดงาม ความสงบ และบรรยากาศที่เป็นมิตร ซึ่งก็มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศ
แต่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปอิสราเอลกลับน้อยกว่ามาก ดิฉันหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อจะมาค้นพบอิสราเอล มาชื่นชมความงดงามและความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ
สำหรับดิฉันเอง การท่องเที่ยวมีความหมายมากกว่ารายได้ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นแนวทางสำคัญในการเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อถ่ายทอดความงดงามทางศิลปะและวัฒนธรรมของตน
ประเทศไทยและอิสราเอลต่างก็มีวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ผสมผสานประเพณีเข้ากับแนวโน้มทางศิลปะแนวใหม่ การแลกเปลี่ยนระหว่างกันก็น่าจะสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดอันจะนำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกัน”
คือคำกล่าวของเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระดับสูงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในปัจจุบัน (ช่วงต้นปี 2026) สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยมุ่งเน้นดำเนินงานเชิงรุกเพื่อดูแลภาพลักษณ์และความสัมพันธ์
“อิสราเอลและสหรัฐได้ดำเนินปฏิบัติการเชิงป้องกันต่ออิหร่าน เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่านต่ออิสราเอลที่มีอยู่จริงและกำลังจะเกิดขึ้น การผสมผสานขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ การผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว และการโจมตีผ่านตัวแทนกลุ่มก่อการร้าย นำไปสู่การตัดสินใจว่า การนิ่งเฉยไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
การที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายพลเรือนของประเทศเพื่อนบ้านและโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความขัดแย้งขยายตัวและก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เราเชื่อว่าหากบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ไม่เพียงแต่อิสราเอลเท่านั้นที่จะปลอดภัย แต่ภูมิภาคตะวันออกกลางก็จะมีความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของระบอบการปกครองที่โหดร้าย”
ทูตอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ กล่าวถึงโครงการริเริ่มที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยีอิสราเอลกับโครงการประเทศไทย 4.0 ว่า




“อิสราเอลเคยริเริ่มโครงการลักษณะเดียวกันนี้เมื่อหลายปีก่อน และมีประสบการณ์ที่พร้อมจะแบ่งปันกับมิตรประเทศ
อิสราเอลนั้นประสบความสำเร็จมาแล้วจากโครงการอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มาจากการผสมผสานศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ตัวเร่งการเติบโต และกองทุนร่วมลงทุน ความร่วมมือระยะยาวก็สามารถพัฒนาได้เช่นกัน โดยผ่านศูนย์รวมนวัตกรรมร่วมกองทุนร่วมลงทุน รวมถึงการวิจัยและพัฒนา
ดิฉันยังได้คิดเรื่องความร่วมมืออีกหลายโครงการในสาขาต่างๆ เช่น สุขภาพดิจิทัล นวัตกรรมทางการแพทย์ เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร ความมั่นคงทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เมืองอัจฉริยะ และความยั่งยืนต่างๆ”
ส่วนเทคโนโลยีการกลั่นน้ำทะเลหรือเทคโนโลยีการชลประทานขั้นสูงของอิสราเอลที่สามารถนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประเทศไทยนั้น
“เมื่อเราพูดถึงความท้าทายด้านน้ำในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องมองให้กว้างขึ้น เพราะความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารจัดการน้ำ คุณภาพน้ำ การแก้ปัญหาการรั่วไหลของระบบน้ำในเขตเมือง การนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ การลดต้นทุนการผลิตน้ำ การรับมือกับน้ำท่วมและผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้วยเหตุที่อิสราเอลตั้งอยู่ในเขตแห้งแล้งกึ่งทะเลทราย ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งยังมีปัญหาด้านความมั่นคง จึงต้องพัฒนาระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ของประเทศ
เวลานี้ อิสราเอลซึ่งเคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ กลายมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีน้ำอย่างภาคภูมิ และสามารถแบ่งปันความรู้และให้ความร่วมมือด้านน้ำกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า น้ำเป็นเครื่องมือแห่งความร่วมมือ ไม่ใช่แหล่งที่มาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง”


ส่วนการอธิบายความรู้สึกของ “ความเป็นอิสราเอล” หรือจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระในปี 2026
“ประการแรก การเป็นชาวอิสราเอลหมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่มีอายุน้อย มีพลัง และมีสังคมที่เปิดกว้าง ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกอันยาวนานของแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ประการที่สอง อิสราเอลเป็นประเภทยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคำที่เราใช้อยู่เสมอเวลาอธิบายถึงความเป็นตัวเรา นั่นหมายความว่า แม้จะต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายต่างๆ อิสราเอลก็จะกลับมายืนหยัดเข้มแข็งได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในปี 2026 ที่เรามองว่าอิสราเอลมีความเข้มแข็งทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ
ประการที่สาม การเป็นชาวอิสราเอลคือการเผชิญหน้ากับช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความเป็นจริงในอิสราเอลกับภาพลักษณ์ที่โลกภายนอกรับรู้”
เนื่องในโอกาสวันสถาปนาประเทศอิสราเอล (Independence Day) ประจำปี 2026 (ปีที่ 78)
ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Dr.Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำราชอาณาจักรไทย ฝากข้อความที่ต้องการสื่อสารกับประชาชนชาวไทยดังนี้
“ดิฉันขอเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพ 72 ปีระหว่างไทยกับอิสราเอล สายสัมพันธ์อันยาวนานนี้ได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่สังคมของทั้งสองประเทศ
ขอเชิญชวนให้มาสร้างประสบการณ์ในอิสราเอล มาทำความรู้จักกับผู้คนและวัฒนธรรมของเรา
และขอให้เปิดใจมาสำรวจอิสราเอลตามแบบของคุณ”
“ไม่แน่นะคะ…คุณอาจพบกับสิ่งที่คาดไม่ถึงก็ได้”

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
