คุยกับทูต | อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ 78 ปีอิสราเอลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง (2)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอลเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและรากฐานสำคัญในมิติต่างๆ
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอลได้พัฒนามาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันภาคสังคมของทั้งสองประเทศมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมมิตรภาพระหว่างประชาชนมากขึ้น ทั้งจากชุมชนชาวไทยขนาดใหญ่ในอิสราเอลและจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในประเทศไทย ทั้งสองกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นอย่างดี
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยและอิสราเอลเป็นแบบเกื้อกูลกัน เปิดโอกาสกว้างสำหรับโครงการความร่วมมือต่างๆ ด้านวัฒนธรรมนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น
และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการสนับสนุนจากภาครัฐของทั้งสองฝ่ายที่ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกต่อความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้”

สิ่งสำคัญที่สุดในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนนั้น
ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Dr. Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า
“ปีนี้ประเทศไทยและประเทศอิสราเอลเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 72 ปี ซึ่งเป็น 72 ปีแห่งมิตรภาพและความสนใจร่วมกันที่เพิ่มขึ้น มีการนำศักยภาพของความสัมพันธ์มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับดิฉันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือด้านการค้า การลงทุนร่วมกัน และการสร้างความเข้าใจเรื่องความต้องการและการลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจของกันและกัน
ดิฉันเชื่อว่า เรายังสามารถยกระดับความร่วมมือได้อีกทางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และเทคโนโลยีอาหาร รวมถึงเทคโนโลยีน้ำ เกษตรกรรม และสภาพภูมิอากาศ
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีผลสำเร็จด้านเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีโครงการความร่วมมืออีกหลายโครงการที่สามารถพัฒนาต่อได้อีกทั้งในภาคประชาชนและภาครัฐ”


ณ เดือนมีนาคม 2026 สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการสู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของพลเรือน
สาระสำคัญของการดำเนินงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับอิสราเอลในการดูแลแรงงานไทยกว่า 65,000 คนในอิสราเอล ผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้แก่
“อิสราเอลมีมาตรการคุ้มครองประชาชนชาวอิสราเอลที่ครอบคลุมถึงแรงงานต่างชาติซึ่งมาจากหลายประเทศ ทางการอิสราเอลประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าชาวไทยต้องปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี
แต่ในความขัดแย้งล่าสุด มีแรงงานไทยหนึ่งรายเสียชีวิตจากขีปนาวุธที่อิหร่านยิงโจมตีมายังพื้นที่พลเรือนของอิสราเอล ดิฉันต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวนี้ ซึ่งจะได้รับการชดเชยอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับพลเมืองอิสราเอลผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้าย ดิฉันตั้งใจจะไปเยี่ยมครอบครัวของเขาในเร็วๆ นี้ด้วย
สำหรับดิฉันการติดต่อโดยตรงกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีความสำคัญมาก
รัฐบาลอิสราเอลติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่า แรงงานต่างชาติต้องมีที่หลบภัยเมื่อเกิดเหตุจำเป็น แรงงานจะได้รับข้อความแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ และสำหรับแรงงานไทย ก็มีหมายเลขโทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉินเป็นภาษาไทยด้วย
คนไทยในอิสราเอลเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของเรา โดยอยู่กระจายกันไปทั่วประเทศ และเป็นที่ชื่นชมของประชาชนอิสราเอลเป็นอย่างมาก บทบาทของคนไทยในภาคการเกษตรเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย พวกเขาร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเราในยามสงคราม
ดิฉันภูมิใจที่เห็นแรงงานไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าปลอดภัยและยังคงทำงานอยู่ในอิสราเอลเพื่อครอบครัวของพวกเขา”


ความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างไทยกับอิสราเอล (Medical Diplomacy) ในปี 2026 ความคืบหน้าหลักๆ ที่เอกอัครราชทูตอิสราเอลบอก มีดังนี้
“การเข้าถึงบริการสาธารณสุขสมัยใหม่และเทคโนโลยีการแพทย์ล้ำสมัยเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของรัฐบาลหลายประเทศ เทคโนโลยีการแพทย์ของอิสราเอลที่โดดเด่นมาจากการผสมผสานวิทยาศาสตร์ขั้นสูง โดยอาศัยจุดแข็งด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล
การที่อิสราเอลต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนประเทศอื่นทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังใช้งานได้จริง คุ้มค่า และขยายผลได้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย
ดิฉันหวังว่า ในช่วงปี 2026-2027 จะได้เห็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างประเทศไทยกับอิสราเอล ทางด้านเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนทางวิชาชีพและคณะผู้แทน การประชุมเชิงปฏิบัติการและการแบ่งปันองค์ความรู้”
