‘ดร.พวงทอง’ ฉายภาพ ‘กงล้อปีศาจ’ การเมืองไทย ‘ถอยหลัง’ กลับไปก่อน ‘2540’
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ “ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความคิดเห็นภายหลังรับฟังการเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย 2566-2569” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์มติชน และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569
สมัยดิฉันเป็นนักศึกษา มีประโยคหนึ่งในหมู่นักกิจกรรมที่จะพูดกันว่า “กงล้อประวัติศาสตร์” มันหมุนไปข้างหน้า เราเชื่อว่ามนุษยชาติจะต้องก้าวไปข้างหน้า แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็พบว่าในสังคมไทย มันมีหลายครั้งทีเดียวที่กงล้อประวัติศาสตร์หมุนถอยหลังกลับมาทับหัวแม่เท้าของประชาชน
ปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าไม่ได้ทับแค่หัวแม่เท้า มันทับหัว ทับหน้า ทับจิตใจของประชาชนเสียจนเห็นกันแบบโล่งโจ้ง แต่ผู้มีอำนาจเองก็ไม่สนใจ คืออยู่ในภาวะที่ย่ามใจมาก เชื่อว่าอำนาจอยู่กับตัวเอง จนไม่สนใจความรู้สึกของประชาชนเลย แม้ว่าประชาชนจะแสดงออกหลายครั้งหลายครา
คราวนี้ มันถอยกลับไปตรงไหน? ดิฉันคิดว่าถอยกลับไปก่อน 2540
ตอน 2540 มันมีฉันทมติอย่างหนึ่งที่สังคมไทยมีร่วมกัน ซึ่งปัจจุบัน เราไม่ได้มีฉันทมติที่ชัดเจนเท่าไหร่ ฉันทมติที่เรามีร่วมกันที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ 2540 คือเราต้องการ “รัฐบาลที่เข้มแข็ง” เราต้องการ “รัฐที่เข้มแข็ง” และเราต้องการองค์กรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลที่เข้มแข็ง
องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล ก็คือพวก “องค์กรอิสระ” ทั้งหลาย ปัจจุบัน ดิฉันรวม ส.ว. เข้าไปด้วย เพราะจริงๆ ส.ว. โดยอำนาจ เราเชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เหมือนกับเป็น “ฟิลเตอร์” (ฝ่ายกลั่นกรอง) ตรวจสอบการทำงานของ ส.ส. และการผ่านกฎหมาย
แต่สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันกลายเป็นว่า รัฐเข้มแข็งก็ไม่มี มันอ่อนแอกันไปหมด นี่คือจุดมุ่งหมายของการทำรัฐประหารตั้งแต่ 2549 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2557 มันสำแดงฤทธิ์เดชออกมาในรัฐธรรมนูญ 2560
ขณะที่องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกลับมีอำนาจอย่างมหาศาล และไม่ได้ทำหน้าที่ถ่วงดุลอีกแล้ว มันทำหน้าที่กำกับ เป็น “ตัวถือพวงมาลัย” ของกงล้อประวัติศาสตร์ ที่ (บังคับ) ให้มันถอยหลังอยู่ตลอดเวลา แล้วก็สกัดกั้นไม่ให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าขึ้น
เรากลับไปสู่ภาวะที่มันแย่กว่า 2540 เสียอีก 2540 มันยังไม่มีองค์กรอิสระพวกนี้มาทำหน้าที่ในการสกัดกั้นความเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำไป
เราได้ “รัฐบาลที่อ่อนแอ” มาตลอด ตั้งแต่ 2549 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2557 รัฐบาลที่อ่อนแอแปลว่าอะไร? แปลว่ารัฐบาลที่ไม่สามารถจะผลักดันนโยบายที่มีประสิทธิภาพ นโยบายที่ตอบสนองปัญหาของประชาชนได้ เราได้รัฐบาลที่เป็นเบี้ยหัวแตก ต้องแบ่ง (อำนาจ) กัน ให้กับบ้านใหญ่ทั้งหลาย
บรรดาบ้านใหญ่ที่คุมกระทรวงต่างๆ จะคอร์รัปชั่น จะกอบโกย จะผลักดันโครงการเป็นพันล้านหมื่นล้านบาทที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ก็ต้องหลับหูหลับตากันไป ถือเป็นการ “แบ่งเค้ก-แบ่งกันกิน” กันไป เพื่อให้ตัวรัฐบาลดำรงอยู่ได้
เราไม่ได้มี “รัฐเข้มแข็ง” ที่หมายความว่าระบบราชการจะทำงานได้มีประสิทธิภาพ ระบบราชการไทยเละเทะมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้ และกลายเป็นศูนย์กลางของการคอร์รัปชั่นมหาศาลอีกจุดหนึ่ง ที่ตรวจสอบไม่ได้ เอาผิดไม่ได้
เราไม่มี “รัฐเข้มแข็ง” ที่หมายความว่ารัฐบาลพลเรือนจะสามารถควบคุมกองทัพได้ กองทัพมีอำนาจมากยิ่งขึ้นกว่าตอน 2540 มากขึ้นกว่าตอน 2549 การดำรงอยู่ของ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560
เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเราถอยหลังไปก่อน 2540 ด้วยซ้ำไป
ถามว่า ตอนนี้เราจะทะลวงออกจาก “กรงปีศาจ” ที่มันขังเราอยู่ได้อย่างไร? ดิฉันคิดว่ามันยากมาก คือประชาชนก็อดทนมาก ในการที่จะแก้ไขปัญหาและกติกาที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ
ตอนปี 2563 เราก็มีความหวังว่าการขึ้นมาของขบวนการเยาวชน จะเป็นส่วนที่ช่วยทำให้ผู้มีอำนาจยอมที่จะถอย ยอมที่จะประนีประนอม ยอมที่จะแก้ให้มีกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ในที่สุดแล้ว กงล้อประวัติศาสตร์ก็หมุนกลับมาทับเยาวชนเหล่านี้ (พวกเขา) ถูกจับกุมคุมขัง หรือไม่ก็ต้องหนีออกต่างประเทศกันหมด ก็พ่ายแพ้กันไปหมด
ทำประชามติ (รัฐธรรมนูญ) ก็หวังว่า ในที่สุดแล้วจะไปแก้กติกาที่ไม่เป็นธรรมได้ มาวันนี้ ดิฉันคิดว่าความไม่ไว้วางใจต่อพรรคการเมืองที่นั่งอยู่ในสภาขณะนี้มีสูงมากเสียจนคนไม่เชื่อว่าโอกาสที่จะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 มันเป็นไปได้ในระยะอันใกล้ ในช่วง 4 ปีข้างหน้า
“กงล้อปีศาจ” ตรงนี้มันเป็นความร่วมมือกันของพรรคการเมือง ของบ้านใหญ่ ที่สามารถเสวยสุขได้จากระบอบที่ไม่เป็นธรรม กับบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลาย ซึ่งคุณเกิดขึ้นมาได้จากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ต้องการที่จะทำให้สังคมนี้ก้าวหน้าขึ้น แต่ว่าพวกคุณทำลายความชอบธรรม ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน
แล้วทำตัวเป็น “ปีศาจ” ที่กักกันให้สังคมไทยเดินหน้าไปไม่ได้
