WUTHERING HEIGHTS | ‘จากวรรณกรรมคลาสสิค’
ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
ใครที่เรียนวิชาวรรณคดีอังกฤษต้องคุ้นเคยกับ Wuthering Heights (1847) นวนิยายเรื่องเดียวในชีวิตของเอมิลี บรอนเต้ ภายใต้นามปากกาที่ฟังเป็นชื่อผู้ชายเนื่องจากสมัยนั้นนักเขียนสตรียังไม่เป็นที่ยอมรับ
เอมิลีเสียชีวิตด้วยวัณโรคหลังจากนวนิยายตีพิมพ์เพียงปีเดียว ขณะที่พี่น้องตระกูลบรอนเต้อีกคนที่นักศึกษาวรรณคดีอังกฤษรู้จักดี คือ ชาร์ล็อตต์ บรอนเต้ ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง Jane Eyre
เอเมอรัลด์ เฟนเนลล์ ได้รับการยอมรับนับถือในผลงานที่กล้าหาญและวิพากษ์สังคมอย่างโดนใจตั้งแต่หนังเรื่องแรกที่เธอกำกับฯ คือ Promising Young Woman และต่อมาก็ Saltburn ซึ่งเสียดสีชนชั้นสูงอย่างไม่เกรงใจ
สำหรับ Wuthering Heights เฟนเนลล์เขียนบทและกำกับฯ เอง จากเค้าโครงเรื่องของนวนิยายเรื่องสำคัญกลางศตวรรษที่ 19 ที่ได้รับการยกย่องมากและมีการสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ครั้งนี้เป็นหนังประเภทที่จินตนาการขึ้นใหม่ภายในเค้าโครงเรื่องและตัวละครดั้งเดิม
ดังนั้น หนังจึงให้ความรู้สึกไม่เหมือนตอนที่อ่านหนังสือเมื่อห้าสิบปีที่แล้วเลย ต้องกลับไปรื้อฟื้นทบทวนความทรงจำและความประทับใจของตัวเองใหม่หมด
ข้อแตกต่างสำคัญอย่างหนึ่งคือนิยายเล่าเรื่องผ่านสายตาของคนนอก และคำบอกเล่าของเนลลี่ แม่บ้านผู้รู้เห็นและมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ “วัตเธอริง ไฮต์ส” และ “ธรัชครอส เกรนจ์”
นี่เป็นเทคนิคการเขียนนวนิยายแบบกำหนดกรอบจากมุมมองคนอื่น ซึ่งมองได้ว่าเรื่องที่เล่าอาจไว้ใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมาจากเลนส์ฟิลเตอร์ของคนนอกและคนที่มีส่วนอยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่ใช่เจ้าของเรื่องราวจริงๆ
แต่หนังไม่ได้ใช้เทคนิคนี้ในการเล่าเรื่อง

หนังเลือกที่จะเปิดเรื่องด้วยฉากอันโหดเหี้ยมร้ายกาจของการแขวนคอบนตะแลงแกง ณ จัตุรัสกลางเมือง ต่อหน้าสาธารณชน-ในลักษณะที่ชาวเมืองทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ชายและหญิง มาชุมนุมดูการประหารชีวิตราวกับเป็นมหรสพ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เฝ้ามองอย่างหวาดเสียวลุ้นระทึก หรือเฮฮา ตื่นเต้นไปกับนาทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายกำลังจะละจากร่างของคนคนหนึ่ง
ที่สำคัญอีกประการคือฉากนี้เป็นการวางรากฐานและกรอบศีลธรรมของยุคสมัยด้วยฉากการแขวนคอบุคคลที่โดนพิพากษาตัดสิน ประณาม และประจานโทษฐาน “คนบาป”
ขณะเดียวกัน ในเชิงสัญลักษณ์ ด้วยเสียงและภาพจากอากัปกิริยาของคนที่ขาดอากาศใกล้จะสิ้นใจ ฉากนี้ก็ผสานลักษณาการของมรณะเข้ากับตัณหาราคะ จนดูประหนึ่งว่าความตายและความใคร่นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน
…นั่นคือจุดหมายปลายทางของชีวิตซึ่งถึงแก่กาลอวสานอย่างทุกข์ทรมานสุดขีด
ลักษณาการอันเป็นไคลแม็กซ์นั้นแทบไม่ผิดเพี้ยนกันเลย

หนังเริ่มเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของแคเธอรีน ในครอบครัวเจ้าของที่ดินชื่อ มิสเตอร์เอิร์นชอว์ (มาร์ติน คลูนส์) ซึ่งสภาพจิตแปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และพล่าผลาญทรัพย์สินไปกับการพนัน
แคเธอรีนพบเด็กชายที่อดอยากไร้ที่พึ่ง และพามาหาพ่อ ซึ่งรับอุปการะไว้ ท่ามกลางคนในบ้านที่บ่นว่ากลายเป็นภาระที่จะต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเพิ่มขึ้นในขณะที่สภาพเศรษฐกิจในบ้านร่อยหรอลงแทบจะไม่มีอะไรกินอยู่แล้ว
เด็กชายนั้นถูกเรียกว่า ฮีธคลิฟ สมัยเด็กสวมบทบาทโดยนักแสดงเด็กมหัศจรรย์ โอเว่น คูเปอร์ (Adolescence) และโตขึ้นมาเป็นหนุ่มที่สวมบทบาทโดยดาราสุดหล่อสุดฮอต คือ เจคอบ เอลอร์ดี (Frankenstein)
ส่วนแคเธอรีนก็โตขึ้นมาเป็นสาวสวยที่สวมบทบาทโดยมาร์โก้ รอบบี้ (I-Tonya, Barbie)
แคเธอรีนกับฮีธคลิฟวิ่งเล่นด้วยกันทั่วท้องทุ่งบนเนินสูง ที่ได้ชื่อว่า Wuthering Heights ซึ่งแปลและสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า โคกสูงเนินรกร้างอันโดนแรงลมพัดกระหน่ำ
สมาชิกในบ้านอีกคน คือ เนลลี่ (หง เชา, The Whale) ซึ่งดูเหมือนหนังจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเป็นลูกนอกสมรสของเอิร์นชอว์กับหญิงรับใช้ผิวเหลือง
เนลลี่นี่เองที่เป็นคนเล่าเรื่องหลักในนวนิยาย และเป็น “ตัวร้าย” หรือ “นางอิจฉา” หรือ “ตัวกระตุ้น” ด้วยการเป็นกุญแจสำคัญที่พรากตัวละครเอกของเรื่องไป

ปูมหลังความรักความผูกพันแนบแน่นของสองหนุ่มสาว อันถูกชะตาลิขิตในลักษณะที่เรียกว่า “คู่รักที่ดวงดาวกำหนดให้โคจรสวนทางกัน” เช่นเดียวกับเรื่องราวของโรเมโอกับจูเลียต โดยวิลเลียม เชกสเปียร์ ซึ่งเป็น star-crossed lovers อันเป็นเรื่องราวที่โด่งดังและกินใจคนทั่วไป มีการพาดพิงถึงไว้จากปากของหนึ่งในตัวละครที่ตกเป็นเหยื่อผู้ติดกับอยู่กับการทนทุกข์แสนสาหัส
หนังถ่ายภาพอย่างประณีตงดงาม และโดดเด่นด้วยคอสตูม “ผิดยุค” ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งใจไม่ให้จำกัดด้วยยุคสมัย รวมทั้งงานออกแบบที่อลังการงานสร้างอย่างสะดุดตาสะดุดใจ
และแม้ว่าหนังจะไม่เดินเรื่องอย่าง “ซื่อตรง” กับนวนิยาย โดยเบนเข็มแยกออกมาในหลายจุด โดยเฉพาะลำดับเหตุการณ์ และเชื้อชาติผิวพรรณของตัวละคร
ทว่า แก่นหลักของเรื่องราวยังคงเกี่ยวกับความรักอันลึกล้ำแนบแน่นและผกผันขึ้นลงด้วยอารมณ์รุนแรงเยี่ยงธรรมชาติอันอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ ความรุนแรงในครอบครัวซึ่งกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังอันเกินเยียวยา การแบ่งแยกชนชั้นในสังคม ความหมกมุ่นและการแก้แค้นอันขมขื่น ฯลฯ
หนังสนใจในรายละเอียดปลีกย่อยแม้เพียงจุดเล็กจุดน้อยของการวางองค์ประกอบภาพ การใช้สัญลักษณ์ เพื่อสื่อสารความหมายและอารมณ์บรรยากาศของเรื่อง
แม้จะมีบางบทบางตอนที่ดู “เกินจริง” หรือ “เว่อร์” จนเหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่ก็เป็นหนังที่สมควรดูและดูได้อย่างเพลิดเพลินเสียด้วย
ภายใต้ความพิถีพิถันละเมียดละไมซึ่งขัดกับความร้อนแรงของพายุอารมณ์ ดุจดังชื่อหนังและนวนิยายที่ตั้งชื่อได้เหมาะเจาะลงตัวที่สุด…

WUTHERING HEIGHTS
กำกับการแสดง
Emerald Fennell
แสดงนำ
Margot Robbie
Jacob Elordi
Hong Chau
Shazad Latiff
Martin Clunes
Owen Cooper
