ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยมี “คำถามแห่งชีวิต” ง่ายๆ
“ทำไปทำไม”
เพราะถ้าไม่ตั้งสติหรือตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง มีโอกาสมากที่ผมจะเตลิดเปิดเปิงไปกับ “ความสนุก” เหมือนในอดีต
เพราะมีอะไรสนุกๆ น่าทำเต็มไปหมด
สมัยก่อนผมจะไม่ตั้งคำถามอะไรมาก
แค่รู้สึกว่าสนุกหรือน่าทำจัง
โดดใส่เลย
แต่วันนี้ไม่เหมือนวันก่อน และวัยนี้ไม่เหมือนกับตอนหนุ่มสาว
เราจะทำอะไรตามความสนุกอย่างเดียวไม่ได้
ต้องเรียนรู้ด้วยว่า “ความสนุก” นั้นตามมาด้วย “ความรับผิดชอบ”
เราจะจัดการงานที่ทำให้ตลอดรอดฝั่งได้หรือเปล่า
หนักเกินไปไหม
“ทำไปทำไม” จึงเป็นคำถามแห่งชีวิตในช่วงนี้ที่ดีมาก
เป็น “สติ”
เป็น “เบรก” ของชีวิต
…เราไม่ต้องลองเล่นทุกเรื่องก็ได้
…เป็นคนเฝ้ามองบ้างก็ได้
หรือบางครั้งก็ต้องเคารพความรู้สึกของตัวเอง
เรื่องที่เคยทำ หรือชอบทำในอดีต
วันนี้อาจไม่อยากทำแล้วก็ได้
เราต้องตาม “ความรู้สึก” ให้ทัน
ล่าสุด ผมเริ่มรู้สึก “ไม่สนุก” กับการอยู่บนเวทีแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำเนินรายการหรือบรรยายในหัวข้อต่างๆ
สมัยก่อน ทุกครั้งของการขึ้นเวทีจะเป็น “ความท้าทาย” เรื่องหนึ่งที่สนุกมาก
จะดำเนินรายการอย่างไรให้สนุก
คนพูดอยากพูด
คนฟังอยากฟัง
หรือการบรรยาย ผมก็จะเตรียมสไลด์แบบทายใจ “คนดู”
ช่วงไหนจะให้คนยิ้ม
ช่วงไหนจะให้คนอึ้ง
หรือช่วงไหนจะให้คนฟังน้ำตาไหล
เป็น “ความสนุก” ที่ได้คอนโทรลบรรยากาศในห้องทั้งหมด
แต่ปัจจุบันความรู้สึกแบบนี้หายไป
ทุกครั้งที่ขึ้นเวที คือ “ความตื่นเต้น” ที่เกินระดับ “ความสนุก” จะให้เตรียมข้อมูลดีๆ หรือซ้อมเยอะๆ ก็ขี้เกียจ
ทั้งที่รู้ว่าถ้าเตรียมพร้อมมากเท่าไรก็จะช่วยลดความตื่นเต้นได้เท่านั้น
รู้ครับ แต่ขี้เกียจ 555
วันก่อน ผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่รับงานบนเวทีเลย
ยกเว้นที่จำเป็นจริงๆ
หรืออยากสนุกขึ้นมา
ส่วนหนึ่ง เพราะผมรู้สึกสนุกกับการทำงานเบื้องหลังมากขึ้น
แค่คนชอบงานที่เราจัดก็มีความสุขแล้ว
โดยไม่ต้องอยู่ข้างหน้า
นึกถึง “พี่จิก” ประภาส ชลศรานนท์ ที่เคยบอกว่า “ตำแหน่ง” ที่เขามี “ความสุข” ที่สุด
คือ การอยู่เบื้องหลัง
“พี่จิก” อธิบายภาพได้ชัดเจนมาก
เขายกตัวอย่างตอนที่ทำวง “เฉลียง”
“ตำแหน่ง” ที่เขาชอบที่สุด คือ การอยู่หลังเวทีข้างๆ ม่าน
มองเห็นศิลปิน “เฉลียง” ร้องเพลงที่เขาแต่ง
และเห็นปฏิกิริยาของ “คนดู”
นั่นคือ “ตำแหน่ง” ที่ “พี่จิก” มีความสุขที่สุด
วันนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของ “พี่จิก” แล้ว
ในวันนี้ ตัวอักษรที่มีความหมายกับชีวิตของผม
คือ พ.พาน และ ร.เรือ ครับ
“พ-พอ”
ผมเชื่อว่าคนที่รวยที่สุดหรือมีความสุขที่สุด
ไม่ใช่คนที่มีเงินหรือคนมีชื่อเสียงมากที่สุด
แต่เป็นคนที่รู้จัก “พอ”
เพราะถ้าเรารู้จักตัวเราดี จะรู้ว่าตัวเราต้องการอะไร แค่ไหน
อะไรที่เกินกว่านั้นจะไม่มีความหมาย
ใครที่กินง่าย อยู่ง่าย ไม่ชอบสะสมของแพงๆ จึงถือว่าเป็นคนโชคดี
แต่คงต้องระวังสัญชาตญาณของเราให้ดี
ต้องคุมให้ได้
เหมือนการเล่นฟุตบอล สมัยตอนวัยรุ่น พลังเราเหลือเฟือ วิ่งเท่าไรก็ไม่หมด
จะเลี้ยง จะยิง จะผาดโผนเท่าไรก็ทำได้
สัญชาตญาณนี้อยู่ในตัวเรามานาน
พอถึงวัยหนึ่ง ที่ร่างกายไม่เหมือนเดิม เจ็บทีหนึ่งกว่าจะหายได้ต้องใช้เวลานานมาก
ผมก็ต้องควบคุมและสั่งสอนเจ้าสัญชาตญาณนี้ให้อยู่ในร่องในรอย
น้องๆ เลี้ยงบอลผ่าน เราก็แสดงความยินดีอยู่ในใจ
ไม่วิ่งตาม 555
เวลาเจออะไรสนุกๆ น่าทำ ผมจะต้องท่องคาถานี้เป็นประจำ
“พอ”…แล้ว
“พ-พัก”
เราต้องพักให้เป็น
ผมเคยมีบทเรียนชีวิตที่สรุปได้ตอนช่วงทำงาน
เวลาทำงานผมจะทุ่มสุดตัว ยิ่งสนุกยิ่งเมามัน
แต่วันหนึ่งพอโดนย้ายไปอยู่ตำแหน่งที่งานเบาลง
ถ้าตอนทำงาน คือ การมี “ความสุข” จาก “ความเคลื่อนไหว”
ผมต้องเริ่มหา “ความสุข” จาก “การหยุดนิ่ง”
ใช้เวลาว่างอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ นัดคุยกับผู้คน และฝึกฝนตัวเองในเรื่องอื่น
ช่วงนั้น ผมรับงานบรรยายเยอะมาก
ยิ่งบรรยายบ่อย เราก็รู้ว่าเรามี “จุดแข็ง” เรื่องไหน
และมีทักษะการพูดบนเวทีมากขึ้น
ช่วงนั้นผมมีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์
ครับ พอถึงเวลาที่ต้อง “พัก” เราต้องหา “ความสุข” กับช่วงเวลานั้นให้ได้
อย่างตอนนี้ผมใช้เวลาอยู่บ้านประมาณ 40%
ออกไปข้างนอกน้อยลง
“พัก” ให้เป็น
“ร.เรือ” ก็เช่นกัน
“ร-รอ”
คนรุ่นผมอาจโชคดีที่เติบโตในยุคอะนาล็อก
ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
ถ้าเพื่อนมาช้าก็ต้องรอ เพราะไม่รู้จะโทร.ตามที่ไหน
เราจึงชินกับการรอมาตั้งแต่เด็ก
ยิ่งอายุมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะใจเย็นขึ้น
ผมที่มีนิสัยชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ก็เริ่มรู้แล้วว่าในบางเรื่องเราไม่ต้องรู้ก็ได้
หรือแค่ “รู้” ไม่ต้อง “รู้สึก”
รู้แค่ว่ามีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกนี้
เข้าใจเหตุผล แต่ไม่ต้องพยายามเข้าใจ “ความรู้สึก” แท้จริงเหมือนคนรุ่นนี้
ความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำโน่นทำนี่ก็จะเบาลง
ไม่เสียดายโอกาสที่ผ่านไป
รอได้
เมื่อเรารู้จักรอคอย เราจะไม่ค่อยคาดหวัง
ยิ่งคาดหวังน้อย เราจะทุกข์น้อยลง
และสุดท้าย
“ร-รัก”
“ความรัก” ยังเป็นสิ่งสวยงามอยู่เสมอ
เพียงแต่ “น้ำหนัก” ในเรื่อง “ความรัก” จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เราต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็น
เอาใจใส่ และรักตัวเองบ้าง
แต่ต้องพอเหมาะพอควร ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่อีกมุมหนึ่ง เราต้องแบ่งปันความรักให้คนอื่นบ้าง
อย่าลืมว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้
ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักเผื่อแผ่ความรักให้ผู้อื่น
โลกนี้คงมัวหม่น ไม่น่าอยู่
“ร-รัก” จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
