3 ตัวละครที่น่าประทับใจ ในซีรีส์ ‘We Are All Trying Here’ (เราต่างพยายามสุดใจ)
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ “We Are All Trying Here” (เราต่างพยายามสุดใจ) ซีรีส์เกาหลีที่เผยแพร่บนแฟลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งอาจไม่ได้ดูง่าย ดูสนุก แต่ก็เป็นซีรีส์ที่น่าจะประทับใจและกระทบใจผู้ชมจำนวนไม่น้อย
แน่นอน จุดแข็งอันดับต้นๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ ก็คือการเขียนบท การจัดวางลักษณะและบทบาทของตัวละคร และการแสดงอันสมบทบาทของนักแสดงนำหลายราย
จากมุมมองส่วนตัว ตัวละครที่ผมประทับใจมากที่สุดใน “We Are All Trying Here” นั้นมีอยู่สามคน ได้แก่

หนึ่ง “ฮวังจินมัน”
นานๆ ที เราจึงได้พบเห็น สัมผัส และมีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร “กวีดีๆ” ในวัฒนธรรมป๊อป (ไม่ใช่หนังอิสระนอกกระแส)
“ฮวังจินมัน” เป็นกวีฝีมือเยี่ยม (แม้เขาจะแทบไม่ได้ลงมือเขียนมันแล้ว) เป็นพี่ชายขี้เมามือหนักตีนหนักของพระเอก เป็นกรรมกรทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เป็นปัญญาชนที่ยังแหลมคม เป็นคนโดดเดี่ยวที่เคยพยายามกระทำอัตวินิบาตกรรมหลายหน และเป็นพ่อผู้ล้มเหลว
นี่คือมิติ เลือดเนื้อ คุณลักษณะ และบาดแผลความเจ็บปวด ที่หล่อหลอมขึ้นเป็นตัวละคร “กวีกรรมาชีพ” รายนี้
หาก “หนัง/ซีรีส์/ละครเวที/หนังสือดีๆ” คือผลงานที่สามารถทำให้ผู้ชมคนอ่านอ้างอิงงานชิ้นนั้นๆ กับสิ่งอื่นๆ แบบข้ามบริบทข้ามวัฒนธรรมได้อย่างอัศจรรย์
ตัวละคร “ฮวังจินมัน” ซึ่งโลดแล่นอย่างเอื่อยช้าตรอมตรมอยู่ใน “We Are All Trying Here” ก็ทำให้ผมนึกถึงคนไทยผู้ล่วงลับไปแล้วสองคน
คนแรก คือ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” โดยเฉพาะในช่วงต้นทศวรรษ 2540 ที่เขามีผลงานบทกวีตีพิมพ์ พ่วงกับสถานภาพ “กวี (ขาย) ข้าวหน้าเป็ด”
พิจารณาในแง่มุมดังกล่าว “ฮวังจินมัน” และ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที จึงเป็นกวีที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วย “วิชาชีพอื่น” คล้ายคลึงกัน
(เอาเข้าจริง “กวีของไทย” ต่างก็ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการประกอบสัมมาอาชีวะอื่นๆ กันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ผมจะ “จดจำบทกวี” ที่ไม้หนึ่งเขียนถึงชีวิตการเป็นพ่อค้าข้าวหน้าเป็ดของเขาได้ขึ้นใจเป็นพิเศษ)
ครั้นเมื่อตัวละคร “ฮวังจินมัน” พยายามเฝ้าถามคนรอบตัวว่า “เป้าหมาย” ในชีวิตของพวกเขาและเธอคืออะไร? ผมก็ย้อนนึกไปถึงยอดนักแต่งเพลงอีกคนอย่าง “เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์” ที่ใส่ใจกับประเด็นการเสาะแสวงหา “เป้าหมายที่ชัดเจน” ของชีวิตไม่แพ้กัน
หากใครได้ฟังเพลงที่เขตต์อรัญเขียนคำร้องอย่างจริงจัง ประเด็นข้างต้นก็มักจะวนเวียนปรากฏขึ้นมาบ่อยๆ ผ่านทั้งบทเพลงหรูเท่ซับซ้อนของ “สุรสีห์ อิทธิกุล” ไปจนถึงเพลงป๊อปวัยรุ่นสดใสของ “มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์”
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนการมี “วิชาชีพ” อื่น และการเพียรตั้งคำถามถึง “เป้าหมายชีวิต” ของ “ฮวังจินมัน” นั้นจะมีรายละเอียดบางประการที่ผิดแผกไปจากไม้หนึ่งและเขตต์อรัญอยู่บ้าง
ดังที่ผมจะกล่าวถึงอย่างละเอียดในบทความชิ้นถัดๆ ไป

สอง “พยอนอึนอา”
ก่อนหน้านี้ ผมดูผลงานการแสดงของ “โกยุนจอง” มาสองเรื่อง (คือ “Alchemy of Souls” และ “Can This Love Be Translated?”)
ทั้งๆ ที่สองเรื่องนั้นก็วางปมให้ตัวละครนำหญิงมีภูมิหลังในชีวิตครอบครัวที่แตกร้าวเหมือนๆ กัน แต่ความเป็นแฟนตาซีกึ่งกำลังภายในก็ดี นิทานเปรียบเทียบเกี่ยวกับซอมบี้ก็ดี (รวมถึงความสมบูรณ์แบบจนน่าเบื่อของพระเอกในเรื่องที่สอง) กลับทำให้ “มวลความเศร้าอันทรงเสน่ห์” ที่แฝงอยู่ในตัวละครของ “โกยุนจอง” เลือนหายไปพอสมควร
เพิ่งมาถึงเรื่อง “We Are All Trying Here” นี่แหละ ที่ผมรู้สึกชัดเจนว่า ความสวยๆ เศร้าๆ อมทุกข์ของดาราหญิงคนนี้ สามารถเปล่งประกายออกมาผ่านความนิ่งสงบ ความเรียบง่ายสามัญ ความเจ็บปวดรวดร้าว ซึ่งถูกจัดวางเอาไว้อย่างละเอียดลออในบทซีรีส์
“พยอนอึนอา” คือลูกสาวที่ถูกแม่ (ผู้เป็นดาราใหญ่) ทอดทิ้ง เธอไม่มีโอกาสมากพอที่จะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ความตรงไปตรงมาก็ทำให้เธอมีความสามารถในการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนและปรับแก้บทภาพยนตร์
เธอเป็นผู้หญิงที่คล้ายจะโดดเดี่ยวไม่มีใคร แต่ก็มี “ญาติสนิทมิตรสหาย” บางรายและ “คนรัก” ที่คอยประคับประคองเธอเอาไว้ไม่ให้ร่วงหล่น เช่นเดียวกับที่เธอก็คอยช่วยประคับประคองผู้คนเหล่านั้นกลับไป
ในขณะที่คนรักของเธออย่าง “ฮวังดงมัน” พูดจา “เชิดชูพยอนอึนอา” ในฐานะของมนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบ ที่มีค่าเทียบเท่าทัดเทียมทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้
เวลานั่งดู “พยอนอึนอา” ใน “We Are All Trying Here” ผมกลับนึกถึงเพลงของ “พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ” ท่อนที่ร้องว่า
“ยิ้มเหงาๆ ของคนงามๆ คนที่แบกหามโลกไว้ครึ่งหนึ่ง โลกวันนี้แม้งามเพียงครึ่ง ก็ครึ่งของเธอที่สร้างที่ทำ”

สาม “พัคจองมิน”
“พัคจองมิน” ปรากฏกายขึ้นนิดๆ หน่อยๆ ในฐานะตัวละครสมทบของซีรีส์ เธอคือ “ผู้ร่วมเขียนบท” ที่เข้ามาช่วยเยียวยาและเกือบสร้างปัญหาครอบครัวให้แก่ “พัคกยองเซ” รุ่นพี่ผู้กำกับฯ ซึ่งเป็นคู่ปรับไม้เบื่อไม้เมากับ “ฮวังดงมัน”
ผมชอบแนวคิดในการดำรงชีวิตแบบสบายๆ ของเธอว่า มนุษย์เราสามารถ (หรือควรจะ) “เกาะ” มนุษย์คนอื่นไปได้เรื่อยๆ กล่าวคือ เราไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จสูงสุดเหนือใคร แต่แค่ได้เป็นลมใต้ปีก (หรือองค์ประกอบปลีกย่อยอันเล็กน้อยด้อยค่ากว่านั้น) ให้ความสำเร็จของคนอื่น นั่นก็เป็นเรื่องน่าดีใจและมีความสุขแล้ว
นี่คือ “เป้าหมายชีวิต” ที่ชัดเจน ไม่แย่ และสมจริง ในระดับที่ถ้าเธอไปตอบคำถามนี้ให้กวีระทมทุกข์เช่น “ฮวังจินมัน” ฟัง เขาอาจประเมินให้เธอ “พอผ่าน” ก็ได้
เอาเข้าจริง กระทั่งถึงตอนจบของซีรีส์ ตัวละครนำอย่าง “พยอนอึนอา” ก็ยังทำหน้าที่เป็นคนคอยสนับสนุนให้กำลังใจ “ฮวังดงมัน” (หรือเป็นผู้คอยแบกหามโลกอีกครึ่งหนึ่งของเขาเอาไว้) มากกว่าจะกลายสถานะไปเป็นนักเขียนบท-โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ผู้ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถอันโดดเด่นเดียวดายของตนเอง
เอาเข้าจริง การอยาก “เกาะ” ความสำเร็จของคนอื่นๆ แบบ “พัคจองมิน” ก็อาจมิได้แตกต่างอะไรกับการตั้งใจจะใช้ชีวิตและทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปแบบ “ขำๆ” ของ “ฮวังดงมัน”
เอาเข้าจริง บรรดาตัวละครคนทำหนังในซีรีส์เรื่องนี้ (ที่ถูกโปรดิวเซอร์หญิงรายหนึ่งนิยามว่าเป็น “ไอ้พวกงี่เง่า”) ต่างก็ดำรงอยู่ได้ด้วยการ “เกาะเกี่ยว” กับมนุษย์คนอื่นๆ ทั้งสิ้น
พวกเขาจึงล้วนดำเนินชีวิตไปตามอุดมคติและความใฝ่ฝันที่แลดู “มักน้อย” ของ “พัคจองมิน” นั่นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
