E-DUANG
เพียงคำพูดว่า “ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับจะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร”เหตุใดจึงกลายเป็นประเด็น
ก่อการแปรเปลี่ยนใน”พื้นที่”ของ”การเลือกตั้ง”
นี่คือ ความละเอียดอ่อนและมากด้วยความอ่อนไหวอันดำรงอยู่ในสังคมไทย
สังคมอย่างที่”วันพีซ” เรียกว่า “ยุคสมัยใหม่”
คล้ายกับว่า คำปฏิเสธที่ว่า “ผมไม่ใช่ผู้หญิง” เมื่อออกจากปากของ”ผู้ชาย”ก็น่าจะเป็นเรื่องปรกติ
แต่เมื่อตามมาด้วยวลีที่ว่า”ไม้ประดับ”ก็เป็นเรื่อง
หากมองจากพื้นฐานที่ผู้พูดเป็น”นักเรียนนายร้อย” มองจากยศถาอันได้มาเป็นถึง”นายพล”
ดำรงตำแหน่งใหญ่โตในฐานะ”ข้าราชการ”
เป็นเรื่องน่ายินดี ไม่ว่าจะมองในทาง”ส่วนตัว” ไม่ว่าจะมองในทาง”ราชการ”
แต่เมื่อเป็นการพูดใน”พื้นที่”ทาง”การเมือง”
เรื่องนี้ก็กลายเป็น”ประเด็น” สายตาที่ทอดมองเจ้าของคำพูดก็เต็มไปด้วยความแคลงคลางกังขา
เนื่องจากนี่เป็นยุคแห่ง”สมรสเท่าเทียม”
อุปมา ฉันใด อุปมัยอันอธิบายเพศสภาพที่ว่า”ผมไม่ใช่ผู้หญิงจะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร”ก็ฉันนั้น
เป้าหมายมิได้เป็นเพศสภาพ หากเป็นเรื่อง”การเมือง”
ถามว่าเหตุใดจึงต้องออกมายืนยันในความเป็น”ชาย”เหตุใดจึงเกิดคำอธิบายบนพื้นฐานแห่ง”ไม้ประดับ”
ตอบได้เลยว่า เพราะ”ความเชื่อ”ที่ฝังจำอย่างชนิดติดตรึง
ในเมื่อผู้พูดเป็น”นายพล” จึงเป็นคนมี”ศักดิ์ศรี” จึงเป็นคนมี
“สถานะ” เมื่อตัดสินใจลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งจึงเป็นการเอา สถานะ ศักดิ์ศรี แห่งความเป็นนายพล
มาเป็นเครื่องค้ำยัน การันตี ว่าตนมิได้อยู่ในจุดอันเป็น”ไม้ประดับ”ให้กับใคร
แล้วไฉน”ผู้หญิง”จะเป็น”ไม้ประดับ”ด้วยเล่า
การสำแดงตนของ”นักการเมือง”ไม่ว่าจะเป็นวันแรกหรือในระหว่างรณรงค์หาเสียง
ล้วนเกิดผลสะเทือน เพราะมีพลังอำนาจโดยตน
ไม่อย่างนั้นการวิดพื้นจะได้รับความสนใจหรือ ไม่อย่างนั้นการบริหารเวลาจะกลายเป็นปมหรือ
นั่นเพราะสังคมฟัง”คำพูด”แล้วมอง”การลงมือทำ”
แรงสะเทือนนี้มิได้มีแต่ต่อตัว”ผู้สมัคร”ในเชิงปัจเจก หากแต่กระทบไปยัง”พรรคการเมือง”อันเป็นหลังพิงอันทรงความหมายยิ่ง
ในทางการเมือง
พรรคการเมืองเป็นอย่างไรก็ย่อมจะเลือกคนที่สอดคล้องคล้องรับกับความต้องการแห่งพรรค
นั่นก็คือมองอย่างหยั่งลึกไปยังรากเหง้า ฐานที่มา
ทั้งๆที่เจ้าของคำพูดต้องการปฏิเสธบทบาทและความหมาย แห่งการเป็น”ไม้ประดับ”
แต่จาก”คำพูด”นั้นเองทำให้อาจต้องกลายเป็น”ไม้ประดับ”
จากวันที่ 28 พฤษภาคม ไปยังวันที่ 28 มิถุนายน จึงเป็น 1 เดือนแห่งการสำแดงตน
คำว่า”ไม้ประดับ”ได้กลายเป็น”ภาพจำ”
ก่อเกิด”จินตภาพ”และดำรงอยู่อย่างเป็น”ภาพลักษณ์”ทั้งในทางนามธรรมและรูปธรรม
กรรมนี้จึงกลายเป็นวิบากอันเกิดขึ้นโดยตน
