คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ช่วงนี้เป็นฤดูแห่งการทำวิจัยเพื่อจบการศึกษาหรือที่เรียกว่า “ภาคนิพนธ์” ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยหลักสูตรที่ลำปางซึ่งผมประจำอยู่นั้นมีนักศึกษา 3 คนเสนอหัวข้อเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี พ.ศ. 2569”
ซึ่งแต่ละคนก็แยกกันไปศึกษาคนละพรรค และพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความนิยมของพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี พ.ศ.2566 มาสู่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปีนี้ ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ซึ่งน่าสนใจ
โดยเฉพาะในยิ่งในเขตเลือกตั้งที่ผลการเลือกตั้งปี 2569 เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในปี 2566 แบบ “กลับตาลปัตร” อันอาจสามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนนนิยมของทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครในแต่ละเขตได้
ผมเองในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้กับทั้งสามคนนี้ก็มองเห็นว่าเป็นหัวข้อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณชนในวงกว้าง
จึงถือโอกาสนี้หยิบยกบางส่วนของงานซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการวิจัยมาเล่าสู่กันฟัง
นักศึกษาคนแรกคือ “ณัฐิกา สุทธการ” (พลอย) เลือกทำ “พรรคเพื่อไทย” โดยจำกัดขอบเขตลงมาด้วยการเปรียบเทียบกันระหว่าง จ.ปทุมธานี เขต 2 อ.สามโคก, เมืองปทุมธานี (เฉพาะบางกะดี, บางปรอก, บางพูด, บางพูน, บ้านกระแชง, บ้านกลาง, สวนพริกไทย) กับ จ.แพร่ เขต 2 อ.สอง, หนองม่วงไข่, ร้องกวาง, เมืองแพร่ (เฉพาะท่าข้าม, แม่คำมี, แม่ยม, แม่หล่าย, วังธง, วังหงส์, ห้วยม้า) เนื่องจากมีผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบกลับตาลปัตรที่สวนทางกันทั้งสองเขต
คือจากเดิมที่คนหนึ่งชนะแต่ต่อมากลับเป็นผู้แพ้ ขณะที่อีกคนหนึ่งจากแพ้แต่ต่อมากลับกลายเป็นผู้ชนะ
เริ่มจาก “ศุภชัย นพขำ” ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเขต 2 จ.ปทุมธานี ซึ่งได้รับความพ่ายแพ้ในปี พ.ศ.2566 โดยได้อันดับที่ 2 ด้วยคะแนน 37,011 คิดเป็น 36.16% ของผู้มีมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่แล้วก็พลิกกลับมาชนะได้ในปี 2569 ด้วยคะแนน 36,340 คิดเป็น 37.45% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์
จะเห็นว่าแม้คะแนนเสียงของศุภชัยจะลดลงเล็กน้อย แต่หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ์กลับมีมากขึ้น 1.29% และเพียงพอให้ศุภชัยพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะคว้าอันดับที่ 1 ไปครองได้
ขณะที่ “นิยม วิวรรธนดิฐกุล” ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเขต 2 จ.แพร่ ซึ่งเดิมเป็นผู้ชนะในครั้งก่อน แต่กลับกลายมาเป็นผู้แพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2569 โดยร่วงจากอันดับที่ 1 ลงมาเป็นอันดับ 3 ด้วยคะแนนที่ต่ำกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า ด้วยคะแนน 13,030 คิดเป็น 15.65% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เมื่อปี 2566 สามารถคว้าชัยมาได้ด้วยคะแนนมากถึง 32,845 คะแนน คิดเป็น 37.31% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
ซึ่งน่าสนใจว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
และมีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้คะแนนเสียงเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้
นักศึกษาคนถัดมาคือ “ทยา หลินมา” (ป๊อก) เลือกทำ “พรรคภูมิใจไทย” โดยจำกัดขอบเขตลงมาด้วยการเปรียบเทียบกันภายในจังหวัดพัทลุงระหว่างเขต 1 เขต 2 และ เขต 3 เนื่องจากในปี 2569 ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด
จากเดิมในปี 2566 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ไป 2 เขต และอีกหนึ่งเขตเป็นผู้สมัครจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่ได้แม้แต่เพียงเก้าอี้เดียว
ทว่า พอมาถึงการเลือกตั้งปี 2569 ก็กลายเป็นว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าเก้าอี้ไปครองได้ถึง 2 เขต ส่วนอีกเขตหนึ่งก็กลับกลายเป็นผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรมคว้าชัยไปเป็นสมัยแรก
จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่ามีปัจจัยใดที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขต 2 ป่าพะยอม, ศรีบรรพต, ควนขนุน, ศรีนครินทร์, กงหรา (เฉพาะชะรัด, สมหวัง) ซึ่ง “วรท เทอดวีระพงศ์” ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่มีคะแนนพุ่งขึ้นจากครั้งก่อนถึง 19,345 คะแนน จากเดิมที่ได้ 39,581 เพิ่มมาเป็น 58,926 คะแนนในรอบนี้ คิดเป็น 50.30% หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งๆ ที่คราวก่อนคะแนนของเขาคิดเป็น 33.99% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น
ความนิยมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามที่ปรากฏออกมาผ่านผลการเลือกตั้ง ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองในพัทลุงที่มีความซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัวอันแตกต่างจากภูมิภาคอื่น
นักศึกษาคนสุดท้ายก็คือ “กฤตพล พรหมจักร” (โอ๊ต) เลือกทำ “พรรคประชาชน” โดยจำกัดขอบเขตลงมาด้วยการเปรียบเทียบกันภายใน จ.เชียงใหม่ระหว่างเขต 5 และเขต 6 เพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมาในปี 2569 ปรากฏให้เห็นว่าผู้สมัครจากพรรคประชาชนมีความเปลี่ยนแปลงแบบกลับตาลปัตรเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน นั่นคือเขต 5 จากเดิมที่แพ้กลายมาเป็นผู้ชนะ ในขณะที่เขต 6 จากผู้ชนะก็กลับกลายเป็นผู้แพ้
ในเขต 5 แม่แตง, กัลยาณิวัฒนา, สะเมิง, แม่ริม (ยกเว้นดอนแก้ว, แม่สา, เหมืองแก้ว) คือฝันที่เป็นจริงของพรรคส้ม เมื่อ “สมชิต กันธะยา” จากพรรคก้าวไกล ซึ่งได้อันดับที่ 2 ในปี 2566 โดยได้ 37,738 คะแนน คิดเป็น 34.80% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แพ้ให้กับจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 38,015 คะแนน
ทว่า ต่อมาเมื่อจุลพันธ์ย้ายไปลงในแบบบัญชีรายชื่อพร้อมทั้งเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 69 สมชิต กันธะยา ก็สามารถคว้าชัยเหนืออัจฉรารัตน์ นันทะเสน จากพรรคเพื่อไทยไปได้ด้วยคะแนน 39,120 คะแนน คิดเป็น 42.5% จากผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
แม้คะแนนที่ได้เพิ่มขึ้นมา 1,382 คะแนนจะดูไม่ได้มากนัก แต่หากพิจารณาที่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ก็พบว่าคะแนนของสมชิตมากขึ้นถึง 7.7% เลยทีเดียว
ขณะที่เขต 6 พร้าว, เชียงดาว, เวียงแหง, ไชยปราการ (เฉพาะศรีดงเย็น, หนองบัว) กลายเป็นฝันร้ายของพรรคส้ม เนื่องจาก “อรพรรณ จันตาเรือง” เจ้าของตำแหน่งเดิมจากพรรคก้าวไกล ซึ่งคราวนี้ลงสนามในนามพรรคประชาชน กลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่ “สุภานันท์ ปัญญาทิพย์” จากพรรคกล้าธรรม ไปแบบขาดลอย
โดยอันดับที่ 1 สุภานันท์ได้ 33,043 คะแนน คิดเป็น 40.5% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
ส่วนอันดับที่ 2 อรพรรณได้ 26,649 คะแนน คิดเป็น 32.7% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
ตามหลังอันดับที่ 1 ถึง 6,394 คะแนน
นักศึกษาทั้งสามคนได้ผ่านการสอบเค้าโครงภาคนิพนธ์จากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่ตนศึกษาไปเรียบร้อยแล้ว โดยหัวข้อของพรรคเพื่อไทยนั้นได้รับเกียรติจาก “ส.ส.เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยและรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยเป็นกรรมการสอบ
ส่วนหัวข้อของพรรคประชาชนนั้นได้รับเกียรติจาก “ส.ส.พิมพ์” พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเป็นกรรมการสอบ
และหัวข้อพรรคภูมิใจไทยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา อาจารย์ประจำแขนงวิชาการเมืองการปกครอง สาขาวิชารัฐศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายแผน ยุทธศาสตร์ และเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นกรรมการสอบ
หลังจากนี้เป็นต้นไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 นักศึกษาทั้งสามคนจะลงพื้นที่ซึ่งเป็นทั้งสนามวิจัยและภูมิลำเนาของแต่ละคน เพื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วนำมาประมวลผล ก่อนจะวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ตลอดจนอธิบายพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าว โดยนำเสนอบทสรุปที่มุ่งหวังว่าจะมีคุณูปการทั้งต่อวงวิชาการและแวดวงการเมืองได้
ท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์ของงานวิจัยชุดนี้จะออกมาเป็นเช่นใด ได้ค้นพบคำตอบที่ทรงคุณค่าอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ถึงตอนนั้นจะกลับมาเล่าให้ฟัง
