| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เดือน 5 (จันทรคติ) เป็นหน้าแล้ง (ฝนไม่ตก) ของบริเวณแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ ซึ่งตรงกับขึ้นศักราชใหม่ของอินเดีย เรียกมหาสงกรานต์ เดือนเมษายน (สุริยคติ)
หลังรับสงกรานต์จากอินเดียใต้ ราชสำนักในไทยผนวกการละเล่นเซ่นผีขอฝนทางศาสนาผีของประชาชนหลายพันปีมาแล้ว รวมเข้าเป็นการละเล่นหลวงในพระราชพิธี “เดือน 5 เผด็จศกลดแจตรออกสนาม” หมายถึง พระราชพิธีเดือน 5 (ทางจันทรคติ) ตรงกับสงกรานต์ เมษายน (ทางสุริยคติ) เป็นพิธีขึ้นศักราชใหม่ (ตรงกับขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินสากล) มีการละเล่นในสนามกลางแจ้ง
การละเล่นของประชาชนทางศาสนาผีที่ถูกผนวกเป็นพิธีหลวงมีรายชื่อในกฎมณเฑียรบาล ได้แก่ ล่อช้าง, รันแทะ, วัวชน, กระบือชน, ชุมพาชน, ช้างชน, คนชน, ปรบไก่, คลีชง โคน, ปล้ำมวย, ตีดั้ง, ฟันแย่ง, เชิงแวง, เล่นกล, คลีม้า
การละเล่นทางศาสนาผีดั้งเดิมถูกผนวกเป็นการละเล่นในราชสำนักเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ “ไม่ปกติ” ก็คือสังคมไทยถูกทำให้เข้าใจว่าการละเล่นทางศาสนาผีเหล่านั้นมากับ “สงกรานต์” ซึ่งไม่จริง เพราะการละเล่นเหล่านั้นไม่มีในอินเดีย
หลังรับศาสนาจากอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว เมื่อเรือน พ.ศ.1000 ในไทยและอุษาคเนย์รับวัฒนธรรมจากอินเดียอีกอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ เผาศพและสงกรานต์
เผาศพ ในไทยและอุษาคเนย์เผาศพแล้วเก็บอัฐิ (กระดูกคนตายที่ถูกไฟเผาไม่หมด) สืบทอดการเก็บกระดูกคนตายตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผีที่มีแต่ดั้งเดิม (ในอินเดียเผาแล้วโยนเถ้าถ่านทิ้งน้ำ ไม่เก็บกระดูก)
เก็บอัฐิ ต่างกัน 2 ระดับ คือ ระดับชนชั้นนำ กับระดับชาวบ้าน ชนชั้นนำ อัฐิถูกบรรจุในภาชนะเรียกสมัยต่อมาว่าโกศ เก็บไว้ในที่รโหฐาน เช่น หอพระในวัง หรือฐานพระประธานวัดหลวง เป็นต้น ชาวบ้าน อัฐิถูกบรรจุในหม้อดินเผาที่ปิดปากหม้อด้วยผ้า แล้วฝากไว้ในวัดตามศาลาที่สมภารวัดกำหนด (บางวัดสมัยก่อนมีหม้อกระดูกวางกองเต็มด้านใดด้านหนึ่งของศาลาใหญ่)
รดน้ำดำหัวอัฐิบรรพชน ถูกแปลงเป็นพิธีทางศาสนาพุทธ ด้วยการทำบุญเลี้ยงพระ แล้วเชิญภาชนะใส่อัฐิบรรพชนมาทำพิธีด้วยการกรวดน้ำและประพรมน้ำหอมน้ำปรุงทั่วอัฐิในภาชนะ
หมายถึง รดน้ำดำหัวผีบรรพชนเพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล แล้วถูกเรียกชื่อพิธีเป็นภาษาบาลีว่า “ชักบังสุกุล” จากนั้นสร้างนิยามคำอธิบายใหม่ตามคติพุทธสืบมาจนทุกวันนี้
พระพุทธรูป ถูกเชื่อว่าเป็น “ร่างเสมือน” มีผีหรือขวัญสิง จึงถูกทำพิธีรดน้ำดำหัว เรียก “สรงน้ำพระ”
รดน้ำดำหัวบรรพชนมีชีวิตยังถือปฏิบัติสืบต่อไม่ขาดสาย แต่ขยายถึงอาบน้ำพระสงฆ์ในวัดประจำหมู่บ้านจนทุกวันนี้

[การละเล่นแม่ศรีสงกรานต์ที่วัดพิชัยปุรณาราม เมื่อ พ.ศ.2510 ภาพและคำบรรยายจากหนังสือ สมุดภาพเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2561 หน้า 162]
เข้าทรงแม่ศรี
หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย ความเชื่ออุษาคเนย์เรื่องแม่ข้าว (ทางศาสนาผี) ถูกยกย่องเป็นแม่ศรี (ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) มีการละเล่นเข้าทรงแม่ศรี หมายถึง เข้าทรงแม่โพสพ (คือแม่ข้าว)
แม่ศรี คือ แม่โพสพ เป็น “เทวีข้าว” (หมายถึง เทวีแห่งข้าว) มีความหมายโดยรวมว่าหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง
เข้าทรงแม่ศรี เป็นการละเล่นสำคัญที่สุดของพิธีเลี้ยงช่วงสงกรานต์ เริ่มด้วยเชิญผีบรรพชนมาลงทรงหญิงคนหนึ่งมีผ้าปิดตา (เข้าทรง) แล้วฟ้อนรำทำท่าต่างจากอาการปกติในชีวิตประจำวัน โดยมีชาวบ้านที่ร่วมพิธีพากันร้องเพลงและปรบมือเข้าจังหวะพร้อมกัน บางทีมีโกร่ง, เกราะ, กรับ (กระบอกไม้ไผ่ขนาดต่างกัน) เคาะด้วย
แม่ศรี คือ แม่โพสพหรือแม่ข้าว (เจ้าแม่แห่งข้าว) หมายถึง ผีข้าว คือ ผีที่สิงในเม็ดข้าว, รวงข้าว, ต้นข้าว
มีคำร้องจากความทรงจำต่างกันหลายสำนวนของชาวบ้านแต่ก่อน ดังนี้
๏ แม่สีเอย แม่สีสาสะ
ยกมือไหว้พระ ว่าจะมีคนชม
ขนคิ้วเจ้าต่อ ขนคอเจ้ากลม
ชักผ้าปิดนม ชมแม่สีเอย
๏ แม่ศรีเอย แม่ศรีสาคร
นมยานหน้าอ่อน ผัวหรือจะร้างเจ้าได้
เจ้ามาสลัดตัดพี่ เจ้าไปมีผัวใหม่
เห็นใจเจ้าแล้ว นะแม่สาคร

[ภาพจากหนังสือวัฒนธรรม ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม-ธันวาคม 2557 หน้า 26]
กระอั้วแทงควาย
การละเล่นบวดควายในพิธีราษฎร์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นต้นตอกระอั้วแทงควายของราชสำนัก พบคำบอกเล่าสืบกันมา ดังนี้
กระอั้ว เป็นชื่อนางหญิงคนหนึ่ง มีผัวคนหนึ่ง (ไม่มีชื่อ) คืนหนึ่งนางกระอั้วฝันว่าได้กินแกงตับควายอร่อยมาก เมื่อตื่นขึ้นเช้าให้ผัวไปหาตับควายมาแกง
ผัวนางกระอั้วถือหอกเข้าป่า พบควายป่าตัวหนึ่งจึงฉวยหอกแทง แต่ถูกควายป่าขวิดจนตัวเองล้มลง
นางกระอั้วเห็นผัวเพลี่ยงพล้ำจึงคว้าหอกจากมือผัว แล้วแทงจนควายป่าตาย
กระอั้ว กระแอ เป็นต่างชาติ กระอั้วแทงควาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่าเป็นการละเล่นของพวกทวาย (เมืองทวาย ริมอ่าวเมาะตะมะในพม่า) กระอั้วเป็นชื่อผัว มีเมียชื่อนางกระแอ เป็นชื่อภาษาทวาย [สาส์นสมเด็จ ลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2479]
กระอั้วแทงควาย ถูกดัดแปลงเป็น “กระตั้วแทงเสือ” ในปัจจุบัน
