จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
‘ชั่ง’ เป็นคำที่มีมาแต่โบราณ ใช้เป็นทั้งมาตราเงินตามวิธีประเพณี 20 ตำลึง หรือ 80 บาทเป็น 1 ชั่ง และมาตราวัดน้ำหนักตามวิธีประเพณีแบบไทย 20 ตำลึงเป็น 1 ชั่ง หรือมีน้ำหนักเท่ากับ 1,200 กรัม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ทั้งสองมาตราใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะมาตราเงินนั้น ‘พระไอยการลักษณผัวเมีย’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สินของสตรีว่า
“เดิมแม่นางเกิดมีข้าหญิงชายช้างม้าโคกระบือ แก้วแหวนเงินทองผ้าผ่อนแพรพรรณสรรพทรัพยสิ่งของทังปวงเปนเงิน ๘ ชั่ง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
สมัยต่อยังคงใช้ ‘ชั่ง’ เป็นมาตราเงิน ดังที่ “พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี” ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) มีข้อความว่า
“ครั้งนั้นข้าวแพงเกวียนละ ๓ ชั่ง ด้วยเดชะพระบารมีบรมโพธิสมภาร กำปั่นข้าวสารมาแต่ทิศใต้ก็ได้เกณฑ์ให้กองทัพเหลือเฟือ แล้วได้ทรงพระบริจาคทานแก่สมณะชีพราหมณ์ยาจกวณิพก และครอบครัว บุตรภรรยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ไม่ต่างจาก “จดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 จุลศักราช 1172” บันทึกเกี่ยวกับกรมวังเบิกการพระบรมศพ
“เลี้ยงพระสงฆ์สวดเพลาเช้าเพล สำรับคาว ๒๘๐ สำรับละ ๑ สลึง ๑ เฟื้อง (เป็น) เงิน ๑ ชั่ง ๖ ตำลึง ๑ บาท สำรับหวาน ๒๘๐ สำรับละ ๑ สลึง (เป็น) เงิน ๑๗ ตำลึง ๒ บาท (รวมสำรับคาวหวาน) ๒ ชั่ง ๓ ตำลึง ๓ บาท”
น่าสังเกตว่า ‘ชั่ง’ เป็นราคาค่าตัวสตรีมาแต่โบราณ ดังที่ ‘พระราชบัญญัติ’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 บันทึกว่า
“หลวงศรีสิงหนาทฟ้องว่าช่วยอีคุ้มมาเปนเงิน ๑ ชั่ง เลี้ยงเปนภรรยาบอกความว่านายบุญมาทำชู้ด้วยอีคุ้มถึงชำเรา พิจารณามิได้ความ จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบันทูลสูระสิงหนาทดำหรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่าให้เอาตัวโจทจำเลยหญิงคนกลางเข้าไปทรงชำระหน้าพระธินั่ง ได้ความว่าอีคุ้มเปนคนนักเลงเล่นเบี้ยมากชู้หลายผัวแล้วจึ่งมาทำชู้ด้วยนายบุญมา จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่าให้นายบุญมาชายชู้เสียเงินค่าตัวอีคุ้มเปนเงิน ๑ ชั่งคืนให้แก่หลวงศรีสิงหนาทเจ้าผัว” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
“พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ให้ความหมายคำว่า ‘ร้อยชั่ง’ ดังนี้
“จำนวนเงิน ๘,๐๐๐ บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากสมัยหนึ่ง, โดยปริยายหมายถึง ลูกสาวที่พ่อแม่สงวนอย่างมีค่าเท่ากับเงิน ๑๐๐ ชั่ง”
จำนวนเงินร้อยชั่ง หรือ 8,000 บาทสมัยก่อนมีค่าเงินมากกว่าสมัยนี้ จะเห็นได้ว่าร้อยชั่งเป็นราคาค่าตัวที่สูงมากของหญิงสาวคนหนึ่ง หมายความว่าถ้าใครอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ ก็ต้องเสียสินสอดมากถึง 100 ชั่ง หรือ 8,000 บาท ถือกันว่านี่คือผู้หญิงที่มีคุณลักษณะเลิศถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติ คือทั้งสวยทั้งดี
ดังที่ใช้คำนี้กับตัวละครหญิงในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น นางพิมพิลาไลย นางลาวทอง นางแก้วกิริยา และนางศรีมาลา ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”
แม่ใช้คำนี้เรียกลูกสาวก็ได้ ดังกรณีนางศรีประจันกับนางพิมพิลาไลย
“โอ้เจ้าพิมนิ่มนวลของแม่เอ๋ย เจ้าไม่เคยให้ชายเสนหา
ร้อยชั่งจงฟังคำมารดา นี่คู่เคยของเจ้ามาก่อนแล้ว
ร้อยคนพันคนไม่ดลใจ จำเพาะเจาะได้เจ้าพลายแก้ว”
ชายใช้เรียกหญิงผู้เป็นที่รักก็มี ดังจะเห็นจากคืนเข้าหอของพลายแก้วกับนางพิมพิลาไลย
“๏ ครานั้นจึงโฉมเจ้าพลายแก้ว ท่านผู้ใหญ่ไปแล้วยิ่งผ่องใส
กระหยิ่มยิ้มด้วยเจ้าพิมพิลาไลย เข้านั่งแนบแอบใกล้แล้วกล่าววอน
ร้อยชั่งนั่งนิ่งเสียไยเล่า ขอเชิญเจ้าร่วมมุ้งเสมอหมอน”
ตอนพลายแก้วได้นางลาวทองก็ใช้คำนี้เรียกนางเช่นเดียวกัน
“๏ พลายแก้วลุกลงมาจากเตียง เดินเมียงมาจะปิดประตูห้อง
มือคลำขยำถูกเจ้าลาวทอง นางนิ่งอยู่มิได้ร้องประการใด
หยุดยั้งนั่งใกล้ใครนี่หือ หาอออือออกปากกระไรไม่
ต่อปัดมือจากอกจึงตกใจ คิดว่าใครนี่เล่าเจ้าลาวทอง
ร้อยชั่งนั่งไยไม่บังควร เวลาจวนรุ่งสางสว่างห้อง
เลียมลูบจูบโฉมประโลมลอง ประคองกอดอุ้มแก้วขึ้นเตียงพลัน”
ก่อนพระไวย หรือจมื่นไวยวรนารถ จะเข้าหอกับนางศรีมาลา สมเด็จพระพันวษาให้นำนางสร้อยฟ้ามาพระราชทาน หลังจากจัดที่ทางให้นางพักแยกส่วนจากนางศรีมาลาเรียบร้อยแล้ว พระไวยก็ไปหานางศรีมาลา และถูกตัดพ้อต่อว่าที่มาช้ามาหาจนดึกดื่นก็เพราะไปหานางสร้อยฟ้ามาก่อน พระไวยปฏิเสธ พยายามปลอบประโลมให้หายงอน และใช้คำว่า ‘เจ้าร้อยชั่ง’ กับนางศรีมาลาเช่นกัน
“๏ อนิจจาแก้วตาของพี่เอ๋ย อย่างอนว่าไปเลยเจ้าร้อยชั่ง
จริงจริงนะจะเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อกี้นั่งเล่นอยู่ที่หอกลาง
พระพายพัดหอมหวนรัญจวนใจ ก็เพลินชมมิ่งไม้ในกระถาง
ครั้นหาวนอนแล้วก็จรมาหานาง ไม่ควรคลางแคลงคำระกำใจ
เมื่อจากมาวันนั้นได้สัญญา หาทำหยามข้ามหน้าของน้องไม่
นี่เปล่าเปล่าเดาว่าน่าน้อยใจ มาปรับไหมจูบนางข้างละที”
นอกจากแม่จะใช้คำว่า ‘ร้อยชั่ง’ กับลูกสาว พ่อก็ใช้ด้วยเช่นกัน ระหว่างที่ขุนช้างอยู่กินกับนางวันทอง พระยาสุโขทัยต้องส่งเงินพินัย (เงินค่าปรับที่เป็นของหลวง) ให้พระคลัง แต่เงินขาดไป 15 ชั่ง ขอให้นางแก้วกิริยาช่วยแก้ปัญหาโดยจะนำนางไปขายขัดดอกกับขุนช้าง พระยาสุโขทัยเรียกลูกสาวว่า ‘เจ้าร้อยชั่ง’
” จึงปรึกษาลูกน้อยเจ้าร้อยชั่ง ช่วยหลังพ่อเถิดเจ้าแก้วกิริยา”
จะเห็นได้ว่า ‘ร้อยชั่ง’ เป็นคำเรียกที่ยกย่องให้เกียรติสตรีว่ามีคุณค่ายิ่งนัก ใครจะเรียกก็ได้
แน่หรือที่ใช้คำนี้เรียกผู้หญิงเท่านั้น?
ลองพิจารณานิทานคำกลอนเรื่อง “ลักษณวงศ์” เมื่อพระลักษณวงศ์ได้พบนางสุวรรณอำภา พระมารดาที่พลัดพรากจากกันในป่าโดยไม่รู้สาเหตุ นางเล่าว่าถูกพระยายักษ์วิรุญมาศบีบบังคับเอาตัวไป ถ้าไม่ยินยอม “มันจะฟันลูกให้บรรลัยลาญ” ระหว่างทางนางเจอลิงก็ขอร้องให้ลิงช่วย นางเรียกลูกชายว่า ‘พ่อร้อยชั่ง’
“ฝากภูษาผ้าทรงกระบี่ศรี
หวังว่าพ่อตามหาพระชนนี ได้ภูษาผ้าสีจะตรงมา
พ่อเนื้ออุ่นบุญช่วยพ่อร้อยชั่ง ชีวิตยังคงคืนมาเห็นหน้า”
ใน “สุบินกลอนสวด” นางสุภาคีรำพันถึงสามีที่ตายไปว่า “โอ้ๆ พ่อร้อยชั่ง เมียมานั่งไม่เหลียวแล”
คำว่า ‘ร้อยชั่ง’ หาได้ใช้เฉพาะกับคนทั้งหญิงและชายเท่านั้นไม่ ยังใช้กับสัตว์ด้วย นิทานคำกลอนเรื่อง “โคบุตร” พระโคบุตรถามนกน้อยที่บินหนีเหยี่ยวสุดชีวิตมาขอความช่วยเหลือจากพระองค์ว่า
“นี่ร้อยชั่งรวงรังเจ้าอยู่ไหน เหยี่ยวจึ่งไล่ลูกรักเป็นหนักหนา
นกขุนทองป้องปีกขึ้นวันทา ลูกอยู่ค่าคบไม้พระไทรพราย
ออกเที่ยวเล่นเห็นเหยี่ยวไม่ทันหลีก มันกางปีกต้อนจับลูกใจหาย
ได้พึ่งบุญคุณพ่อจึ่งรอดตาย ลูกถวายชีวาเป็นข้าไท”
‘ร้อยชั่ง’ แม้เป็นคำพ้นสมัย สมัยนี้แทบไม่มีใช้ (อาจจะพบบ้างถ้าฟังเพลงลูกกรุงลูกทุ่งเก่าๆ) แต่เป็นคำที่ใช้เรียกขานได้ไม่จำกัดทั้งคนและสัตว์อันเป็นที่รัก จะรักเหมือนพ่อแม่รักและเอ็นดูลูกสาวหรือลูกชายก็ได้ หรือรักเสมือนคู่รักคู่ครองก็ดี
บรรดาคนและสัตว์เหล่านั้นล้วนมีคุณค่า มีความหมายมีความสำคัญ คู่ควรกับความรักความผูกพัน ความห่วงใยและการให้เกียรติ แม้ความรักไม่ควรตีค่าตีราคาเป็นเงิน แต่เงินก็เป็นสิ่งเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยในอดีต
ตีราคาเป็น ‘ชั่ง’ น่าจะดีกว่าที่ไกรทองแดกดันนางจระเข้วิมาลาไว้ในบทละครนอกเรื่อง “ไกรทอง” ว่า
“ชะนางตัวกลั่นขยันกล้า ราคาสองสลึงหาถึงไม่”
