ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก (3) ergot
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
จากราพิษที่คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่นในยุคกลางสู่บัญชียาหลักขององค์การอนามัยโลก และสารหลอนประสาทที่จุดชนวนวัฒนธรรมฮิปปี้ สิ่งที่เปลี่ยนจาก “พิษ” เป็น “ยา” คือระดับความบริสุทธิ์ การปรับโดสที่เหมาะสม และความเข้าใจในกลไกเชิงโมเลกุลขั้นสูง
ถ้า “ephedra” หรือ “มาฮวง” ที่เราอ่านไปเมื่อตอนก่อนคือตัวแทนของเรื่องราวสมุนไพรเก่าแก่ฝั่งตะวันออกที่เข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนสร้างผลกระทบมหาศาลต่อวงการเภสัชกรรม
“ergot” ก็น่าจะเป็นตัวแทนที่ดีของสมุนไพรเก่าแก่จากโลกตะวันตก
“ergot” หรือก้อนแข็งสีดำม่วงปริศนาปรากฏแทรกอยู่ในรวงธัญพืชโดยเฉพาะพวกข้าวไรย์ที่เป็นอาหารหลักของชาวยุโรป มองเผินๆ ไกลๆ อาจจะไม่เห็นอะไร
แต่ถ้าเผลอบริโภคเข้าไปแล้ว พิษจากรา Claviceps purpurea ที่เป็นต้นเหตุของเจ้าก้อนดำๆ ม่วงๆ ที่ว่านี้จะออกฤทธิ์ให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่แปลกประหลาด บ้างก็ปลายแขนขาขาดเลือดจนเน่าดำ บ้างก็กระตุกเกร็ง ชัก และประสาทหลอน
โรคที่น่าสะพรึงกลัวจาก ergot นี้ระบาดครั้งใหญ่ที่มีบันทึกชัดเจนครั้งแรกช่วงกลางศตวรรษที่ 10 ในแคว้นอากีแตน ประเทศฝรั่งเศส คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบสองหมื่น
โรคนี้ภายหลังได้ชื่อว่า St Anthony’s Fire ตามชื่อคณะนักบวช Hospital Brothers of St. Anthony ที่ตั้งขึ้นในปี 1095 เพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ปลายศตวรรษที่ 16 Adam Lonitzer แพทย์ชาวเยอรมัน เขียนบันทึกภูมิปัญญาพื้นบ้านของหมอตำแยที่เอา ergot มาบดเป็นผงใช้เร่งการบีบตัวของมดลูกระหว่างการคลอด ให้ชื่อมันว่า pulvis ad partum (ผงแห่งการเกิด)
แต่กว่าเรื่องนี้จะเริ่มเข้าถึงการแพทย์กระแสหลักก็ต้องรอจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ในอีกบันทึกโดย John Stearns แพทย์จากนิวยอร์ก ผู้เคลมว่าได้ข้อมูลนี้มาจากหมอตำแยในหมู่ผู้อพยพ
กระนั้นปัญหาสำคัญของการเอาผง ergot มาใช้งานคือความแรงของฤทธิ์ยาที่ได้แต่ละรอบเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ เสี่ยงต่อการประมาณโดสที่เหมาะสมพลาด มดลูกบีบตัวมากไปทำให้เด็กตาย David Hosack แพทย์นักวิจัยชาวอเมริกัน ถึงขั้นขนานนามยานี้ว่า pulvis ad mortem (ผงแห่งความตาย)
ด้วยปัญหาดังกล่าวทำให้ผง ergot ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นยาหลังคลอดสำหรับเหนี่ยวนำมดลูกให้บีบตัวหนีบหลอดเลือดที่เคยไปเลี้ยงรกเพื่อลดการเสียเลือด

อีกหนึ่งโรคที่อยู่คู่มนุษย์มายาวนานนับพันปีคือโรคปวดหัวไมเกรน
แพทย์ยุคก่อนก็หาสารพันวิธีมารักษาขึ้นอยู่กับสมมุติฐานว่าอาการปวดหัวดังกล่าวเกิดจากอะไร
มีตั้งแต่เจาะรูบนกะโหลกเพื่อปลดปล่อยวิญญาณร้าย
ดูดกำจัดเลือดส่วนเกินเพื่อปรับสมดุลของเหลว ฯลฯ
ไปจนถึงการใช้สมุนไพรต่างๆ
ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 Edward Woakes ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ เสนอว่า ไมเกรนน่าจะเกิดจากเส้นเลือดในสมองขยายตัวมากไปจนปวดตุบๆ
ดังนั้น เราต้องหายาอะไรสักอย่างมาทำให้เส้นเลือดหดตัว
ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกตอนนั้นก็คือสารสกัดจาก ergot นั่นเอง
แนวคิดของ Woakes ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอีกสรรพคุณสำคัญของสารสกัดธรรมชาติตัวนี้

Cr. Peach nom
ปรากฏการณ์ทางสรีรวิทยาที่ซับซ้อนทั้งหลายของร่างกาย (รวมทั้งการคลอดลูก การปวดหัว ฯลฯ ในตัวอย่างข้างต้น) เกิดจากการทำงานร่วมกันของเซลล์หลายเซลล์จากหลายเนื้อเยื่อหลายอวัยวะ
คำถามสำคัญคือ เซลล์เหล่านี้ประสานงานกันอย่างไร
คำตอบของคำถามนี้เริ่มเปิดเผยออกมาช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20
จากการค้นพบกลไกการสื่อสารทางไกลระหว่างเซลล์ผ่านฮอร์โมน (hormone) กับทางใกล้ผ่านสารสื่อประสาท (neurotransmitter)
เริ่มจากการค้นพบว่าสารสกัดจากต่อมหมวกไต (adrenal gland) เร่งการเต้นของหัวใจและเพิ่มความดัน ต่อมาก็สามารถแยกส่วนที่เป็น adrenaline ออกมาได้สำเร็จ กลายเป็นฮอร์โมนตัวแรกที่ถูกสกัดออกมาได้เป็นสารบริสุทธิ์
หลังจากนั้นไม่กี่ปีในปี 1906 Henry Dale นักวิจัยชาวอังกฤษก็ค้นพบโดยบังเอิญว่าสารสกัดในกลุ่ม ergotoxine จาก ergot สามารถทำให้ร่างกายสัตว์ทดลองตอบสนองแบบตรงกันข้าม (adrenaline reversal) คือจากที่ adrenaline เพิ่มความดันขึ้นกลายเป็นลดความดันลงแทน
ข้อสังเกตดังกล่าวนำมาสู่การค้นพบในภายหลังว่าในเซลล์ร่างกายน่าจะมีตัวรับ (receptor) หลายแบบที่ให้ผลทางสรีรวิทยาต่างกันแม้กับฮอร์โมนตัวเดียวกัน
และสารเคมีที่ไปยับยั้งบางตัวรับก็ทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ปรากฏเปลี่ยนไป
Dale ยังได้สกัดสารอีกหลายตัวจาก ergot ที่ให้ฤทธิ์ทางสรีรวิทยาที่แตกต่างกันไป ตัวเด่นๆ ได้แก่ histamine และ acetylcholine ซึ่งต่อมาก็ถูกค้นพบว่าร่างกายของสัตว์ก็สังเคราะห์สารพวกนี้ได้เองเช่นกัน โดย acetylcholine กลายเป็น “สารสื่อประสาท” ตัวแรกที่ได้รับการยืนยัน
บรรยายภาพ
หน้าปก
Cr. Peach nom
