วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com
เรื่องราวเอสซีจี กับตระกูลหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญช่วงเปลี่ยนผ่านหลายช่วง
จากฉากสำคัญเปิดด้วยชุณห์ ปิณฑานนท์ สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน เข้ามาเป็นประธานกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ในช่วงสำคัญ (มีนาคม 2482-มีนาคม 2485) จากนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริษัทครั้งใหญ่ ส่งผลให้กรรมการฝ่ายไทยมีอิทธิพลมากกว่าฝ่ายเดนมาร์กเป็นครั้งแรก ต่อจากนั้นมีคนไทยคนแรกเข้าไปอยู่ในทีมบริหารด้วย (2485)
หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เข้ามาเป็นรองผู้อำนวยการโรงงาน (ตำแหน่งที่เรียกกันในเวลานั้น) หรือมีตำแหน่งบริหารเบอร์ 2 รองจากผู้จัดการชาวเดนมาร์ก
โรงงานซีเมนต์ครั้งแรกในสยามเกิดขึ้นได้ด้วยการพึ่งพิงเทคโนโลยีและเครือข่ายการค้ายุคอาณานิคม จากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ กับ F.L. Smidth ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตเครื่องจักร หากเป็นพันธสัญญาพ่วง (Package)
โดย F.L. Smidth ได้นำชาวต่างชาติผู้มีความรู้เฉพาะทางเข้ามาบริหารและควบคุมการทำงานทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้จัดการโรงงาน (เป็นตำแหน่งสูงสุด ต่อมาเรียกกว้างๆ ว่า ผู้จัดการทั่วไป) วิศวกร นักเคมี รวมถึงนักบัญชีด้วย
F.L. Smidth ก่อตั้งขึ้นก่อนบริษัทปูนซิเมนต์ไทยเพียง 3 ทศวรรษ (ปี 2425) ชื่อบริษัทมาจากชื่อผู้ก่อตั้ง จากกิจการเล็กๆ ในเมืองหลวงของเดนมาร์ก เป็นกิจการที่ปรึกษาและออกแบบเกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำและเครื่องจักรกลสำหรับโรงอิฐและกระเบื้องอยู่ช่วงหนึ่ง
ต่อมา (2430) ได้พัฒนาการออกแบบโรงงานปูนซีเมนต์ รวมทั้งได้ร่วมทุนตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ในเดนมาร์กขึ้นด้วย – (2432)
จากนั้น F.L. Smidth เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นกับการผลิตปูนซีเมนต์ครบวงจร จนกลายมาเป็นผู้นำนวัตกรรม เป็นผู้เชี่ยวชาญการผลิตซีเมนต์ ทั้งได้เปิดสำนักงานในต่างประเทศ – ลอนดอน (2433) ปารีส (2436) นิวยอร์ก (2438) เบอร์ลิน (2444) และเมืองอื่นๆ
ภายในช่วงเวลาไม่นานนั้น F.L. Smidth ก้าวเป็นธุรกิจระดับโลก
ทีมงานอ้างอิงกับ F.L. Smidth บริหารบริษัทปูนซิเมนต์ไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ทศวรรษ (2456-2517)
ทั้งนี้ ทีมไทยได้เข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมมากขึ้นเป็นลำดับ จากจุดตัดเชื่อมโยงกับห้วงเวลาประวัติศาสตร์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คาดกันว่า การเข้ามาของหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เชื่อมโยงกับการปรากฏรายชื่อเป็นสมาชิกคณะราษฎรด้วย ทั้งนี้ ในช่วงแรกๆ คาบเกี่ยวกับการเข้าไปมีชื่อเป็นผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทยนั้น เขาได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะราษฎรช่วงสั้นๆ หลายกระทรวง (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต่อด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และคมนาคม) ในช่วงปี 2488-2491
เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะนักเรียนทุนของกรมรถไฟหลวง (ชื่อในขณะนั้น) มีประสบการณ์ทำงานการรถไฟฯ มากว่า 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2473) ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ระดับใดระดับหนึ่งกับปูนซิเมนต์ไทย
หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เป็นบุตรของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ว่าไปแล้วมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับปูนซิเมนต์ไทยในยุคก่อตั้งด้วย เนื่องด้วยเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ เสนาบดีกระทรวงคมนาคม ดูแลกิจการรถไฟ
นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันว่า เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์เป็นพระอัยกาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ข้อมูลทางการของปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) ที่ปรากฏ ไม่ค่อยกล่าวถึงหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เท่าที่ค้นคว้าจากแหล่งอื่นๆ มีเรื่องราวเชื่อมโยงหลายมิติ
โดยเฉพาะหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญๆ
กรณีหนึ่ง (2493) การชักนำผู้บริหารไทยอีกคน – ม.ร.ว.ระพีพันธุ์ เกษมศรี เข้ามาในฐานะ “เป็นเจ้าหน้าที่คนไทยคนที่ 3 ในระดับพนักงานอำนวยการของบริษัท” (คำกล่าวของหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เอง) “…ในระยะนั้นบริษัทกำลังเพิ่มทุน และขยายกิจการทั้งที่โรงงานบางซื่อ และโรงงานท่าหลวงอย่างกว้างขวาง มร.ซี ฟรีส เยสเปอร์เซ่น ผู้จัดการทั่วไป ซึ่งเป็นนายช่างวิศวกรรมโยธา จึงมีภาระในด้านงานก่อสร้างมากขึ้นทุกที จำเป็นต้องหาผู้ช่วยสำหรับงานด้านนี้….” (ข้อความข้างต้นคัดบางตอนมาจากคำไว้อาลัยของหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ ในหนังสือ พระราชทานเพลิงศพ ม.ร.ว.ระพีพันธุ์ เกษมศรี (1 กุมภาพันธ์ 2513)
ม.ร.ว.ระพีพันธุ์ เกษมศรี จบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมโยธา จาก University of Birmingham สหราชอาณาจักร รับราชการอยู่กรมชลประทานนาน 21 ปี ก่อนลาออกมาร่วมงานกับปูนซิเมนต์ไทย ในวัย 47 ปี มีบทบาทเริ่มแรกในการก่อสร้างโรงงานท่าหลวง
ต่อมามีส่วนก่อตั้งกิจการในเครือข่ายใหม่ (จะเสนอในตอนต่อๆ ไป) ช่วงท้ายๆ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ปูนซิเมนต์ไทย (2507-2511) ในยุคผู้จัดการชาวเดนมาร์กคนสุดท้าย
อีกกรณีมีมิติกว้างขึ้น สร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง สืบเนื่องจากภารกิจใหม่ของปูนซิเมนต์ไทย ในการบุกเบิกอุตสาหกรรมเหล็ก (จะกล่าวถึงอย่างเจาะจงในตอนต่อไปเช่นกัน) โดยเริ่มต้นขอสัมปทานเหมืองแร่เหล็ก (2483) จึงเกี่ยวข้องกับกรมทรัพยากรธรณี
ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวนั้น คนในตระกูลสนิทวงศ์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีอย่างต่อเนื่องกัน หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ (พี่ชาย) ดำรงตำแหน่งช่วงสั้นๆ (2481)
ต่อด้วยหม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ (ดำรงตำแหน่ง 2486-2487)
มีอีกคน หม่อมหลวงจรัญ สนิทวงศ์ (พี่ชายทั้งหม่อมหลวงเดช และหม่อมหลวงอุดม) อยู่ตำแหน่งต่อเนื่องมาอีกช่วงหนึ่ง (2487-2489)
ทั้งนี้ หม่อมหลวงจรัญ สนิทวงศ์ จบการศึกษาด้านวิศวกรรมจากประเทศอังกฤษ รับราชการจนตำแหน่งสุดท้ายเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ในรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานราชทินนามเป็น หลวงจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของถนนตัดใหม่ในฝั่งธนบุรี
จากนั้นมาตั้งแต่ปี 2490 อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีหลายต่อหลายคนได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ต่อเนื่องยาวนานมาอีกราว 4 ทศวรรษ
จะโดยบังเอิญหรือไม่ ได้เชื่อมโยงกับอีกมิติหนึ่ง บริษัทปูนซิเมนต์ไทยกลายเป็นเจ้าของพื้นที่สัมปทานหินปูนมากที่สุด ปรากฏในเอกสารทางการปูนซิเมนต์ไทย นำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนระดับโลก (INFORMATION MEMORENDUM — The Siam Cement Group, December 1998) โดยแสดงข้อมูลแหล่งสำรองวัตถุดิบในการผลิตซีเมนต์ไว้ในนั้นด้วย
ที่น่าสังเกต ในช่วงปี 2490 หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ มีตำแหน่งเป็นกรรมการปูนซิเมนต์ไทยช่วงสั้นๆ จะสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ที่มีทีมไทยเข้ามามากขึ้นอีกระดับหนึ่ง (จะกล่าวถึงในตอนต่อไปด้วย) หรือไม่อย่างไร ไม่แน่ชัด
ที่สำคัญกว่านั้น อีกช่วงหนึ่งเขาเป็นกรรมการปูนซิเมนต์ไทยช่วงต่อเนื่อง (2508-2515) ในจังหวะเวลาที่สำคัญ เชื่อว่าสัมพันธ์โดยตรงกับบทบาทอันโดดเด่นของคนในตระกูลอีกคน — หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์
หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ มีพื้นฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยกรุงเบิร์น ประเทศเยอรมนี รับราชการกระทรวงพาณิชย์ และมีบทบาทพอควรในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาทิ อธิบดีกรมที่ดินและโลหกิจ (2481) ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ (2485) รวมทั้งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดต้นๆ นั้น
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีบทบาทกว้างขึ้นอีก หลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง ช่วงสั้นๆ สมัยควง อภัยวงศ์ เขามาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (2492-2495) ต่อด้วยบทบาทในการวางแผนเศรษฐกิจในฐานะกรรมการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (2493) เป็นบุคคลสำคัญในยุคเชื่อมต่อเชื่อมโยงโมเดลทางเศรษฐกิจใหม่ สู่ยุคอิทธิพลสหรัฐอเมริกา
เขาเข้าเป็นกรรมการปูนซิเมนต์ไทยช่วงสั้นๆ (2505) ก่อนก้าวขึ้นตำแหน่งประธาน (2515-2518) ในยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพื่อให้ปูนซิเมนต์ไทยก้าวพ้นยุคเดนมาร์ก
