| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ประชาชนชาวบ้านหลายพันปีมาแล้ว ขับลำคำคล้องจองซึ่งเป็นต้นทาง “กลอน” หรือร้อยกรองต่างๆ ของราชสำนัก แล้วสืบเนื่องจนปัจจุบัน ดังนี้
คําคล้องจอง เริ่มแรกเป็นภาษาพูดในชีวิตประจําวันประกอบด้วยคําคล้องจองกับไม่คล้องจองปนอยู่ด้วยกัน โดยไม่จําแนกหรือไม่แยกออกจากกัน
คำคล้องจองเก่าแก่มีสอดแทรกในคำบอกเล่าเรื่องกำเนิดโลก และเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า ซึ่งปัจจุบันพบความทรงจำสืบเนื่องเป็นลายลักษณ์อักษรมีสองสำนวน คือ พงศาวดารล้านช้าง กับ ความโทเมืองจากเมืองหม้วย
[พงศาวดารล้านช้าง (ต้นฉบับจากลาว) พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เรียบเรียงเป็นภาษาไทย พิมพ์รวมในหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 1, ความโทเมืองจากเมืองหม้วย (“ความโทเมือง” เป็นภาษาผู้ไท หมายถึงเล่าความเป็นมาของเมือง) ต้นฉบับอักษรและภาษาผู้ไทจากเวียดนาม อยู่ในบทความเรื่อง “ความโทเมืองจากเมืองหม้วย” โดย James R. Chamberlain พิมพ์ในหนังสือ รวมบทความประวัติศาสตร์ ของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 8 (กุมภาพันธ์ 2529) หน้า 71-109]
คําคล้องจองของประชาชนชาวบ้านดั้งเดิมมีลักษณะเสรีเต็มที่ และมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการเล่าเป็นเรื่องราวที่มียาวขึ้นจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคําพูดในชีวิตประจําวัน โดยไม่กําหนดแบบแผน ไม่กําหนดจํานวนคําและสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น (ซึ่งตรงข้ามกับ “ร้อยกรอง” ที่คุ้นเคยทุกวันนี้ ล้วนให้ความสําคัญต่อสิ่งที่เรียกสมัยหลังจนปัจจุบันว่าฉันทลักษณ์ หมายถึงกําหนดจํานวนคําแต่ละวรรค และกําหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค)
ครั้นหลังรับศาสนาจากอินเดีย แบบแผนคําคล้องจองได้รับยกย่องเป็นคําศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น บทสวด, บทเทศน์มหาชาติ, บทสรรเสริญ หรือประณามพจน์ ฯลฯ แล้วถูกเรียกว่าร่าย มีทั้งร่าย (ปกติ) และร่ายยาว ทั้งหมดถูกเรียกร้อยกรอง
คําคล้องจองทวีความสำคัญมีพัฒนาการเป็นต้นทางของคําประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่รู้จักทั่วไปในทุกวันนี้ว่า “กลอน” ซึ่งมี 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลํา, กลอนร้อง
[มีอธิบายอย่างละเอียดใน โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สํานักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524]
1. กลอนร่าย ใช้ในการละเล่นในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ใช้เซิ้งเรียก กลอนเซิ้ง, ใช้สวดเรียก กลอนสวด, ใช้เทศน์เรียก กลอนเทศน์
2. กลอนลํา ใช้ทั่วไปในงานมหรสพ เช่น หมอลําต่างๆ นับเป็นต้นทางของโคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น
3. กลอนร้อง หรือกลอนเพลง ใช้เล่นเพลงโต้ตอบเรียก “กลอนหัวเดียว” แล้วพัฒนาเป็นกลอนหก กลอนแปด ต่อมาเรียกตามลักษณะงานว่ากลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาวนิราศ ฯลฯ
[กลอนหัวเดียว หมายถึงกลอนเพลงของประชาชนชาวบ้านส่งสัมผัสท้ายวรรคเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบของเพลงนั้นๆ เช่น ลงท้ายวรรคด้วยเสียง ไ- หรือ ใ- ก็ลงเสียงนี้ไปตลอดไม่เปลี่ยนเป็นเสียงอื่น ซึ่งง่ายต่อการท่องจำไปร้องด้น]
ภาษาร่าย
คําประพันธ์ประเภทที่เรียกว่าร่ายนั้น คาบเกี่ยวก้ำกึ่งกันกับภาษาประเภทความเรียง กล่าวคือ ละเอียดอ่อนขึ้นด้วยกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่ง นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ใน ปากไก่และใบเรือ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2527) สรุปได้ดังนี้
ร้อยกรองและความเรียงนั้น มีความสืบเนื่องกันสุดโต่ง
ข้างหนึ่งของภาษา คือ ภาษาพูด ซึ่งไม่เคร่งครัดแม้แต่กฎไวยากรณ์ และเต็มไปด้วยสํานวนสุดโต่ง
อีกข้างหนึ่ง คือ ร้อยกรอง ที่มีแบบแผนบังคับพยางค์ เสียง จังหวะ สัมผัส ฯลฯ
ในระหว่างสุดโต่งทั้งสองข้างมีกึ่งกลางเรียกร่าย
หลักเกณฑ์สําคัญของร่ายก็คือ แต่ละวรรค หรือจะเรียกว่าแต่ละประโยค ต้องมีความสัมพันธ์กันด้วยการสัมผัสสระ และเนื่องจากร่ายเป็นลําดับขั้นต่อมาของบันไดความละเอียดอ่อนนับจากความเรียง (ซึ่งอยู่ในลําดับขั้นถัดมาจากภาษาพูดปกติ) กฎข้อบังคับที่พึงใช้กับภาษาความเรียง อันเป็นภาษาที่ไพเราะละเอียดอ่อนอยู่แล้ว ก็ต้องนํามาใช้กับร่ายด้วย แม้ว่าร่ายและความเรียงจะก้ำกึ่งกัน แต่ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแก่ผู้ฟัง (หรืออ่าน)
ภาษาร่ายจึงเป็นภาษาที่เหมาะจะใช้ในสถานการณ์ที่พิเศษกว่าสถานการณ์ที่จะใช้ภาษาความเรียงและภาษาพูด หนึ่งในสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ คงจะเป็นกรณีที่ต้องการจะพูดกับเทพ ผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นไปได้อย่างมากว่าภาษาร่ายเป็นภาษาที่ถูกใช้ในกรณีเช่นนี้มาแต่เก่าก่อนมาก การเลือกสรรคําและการส่งสัมผัส ทําให้ร่ายเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์
หลักฐานที่ส่อว่าร่ายเป็นภาษาที่ดํารงสถานะเช่นนี้ จะเห็นได้จากบทเซ่นผี บททําขวัญในงานต่างๆ ทั้งการแต่งงาน ทําขวัญนาค สู่ขวัญ เรียกขวัญ ทําขวัญจุก ฯลฯ ล้วนใช้ภาษาร่ายทั้งสิ้น บทเหล่านี้ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นความรู้พิเศษของ “หมอ” ทําขวัญ จึงเปลี่ยนแปลงช้ามาก และคงรักษาลักษณะสําคัญของบท “สวด” ของเดิมไว้เป็นส่วนใหญ่
ข้อบังคับในเรื่องเกี่ยวกับสัมผัสยังไม่สู้เคร่งครัดนัก มีทั้งการส่งสัมผัสที่ท้าย “บาท” ในบางตอนแบบเพลงของชาวบ้าน และส่งสัมผัสวรรคต่อวรรคเหมือนร่าย อย่างไรก็ตาม ก็เห็นความแตกต่างระหว่างภาษาเช่นนี้ได้ชัดเจนว่าผิดจากปกติ
ภาษาร่ายนี้ ทั้งวรรณกรรมวัดและวรรณกรรมราชสํานักรับไปใช้ในวรรณกรรมของตนบ้าง

[เพลงระบำบ้านนา บ้านบางลูกเสือ ต.บางลูกเสือ อ.องครักษ์ จ.นครนายก (ภาพจากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2550)
วรรณกรรมวัด ภาษาร่ายกลายเป็นแบบอย่างของการแปลคัมภีร์บาลีเป็นไทย การที่ปัญญาชนในวัดเลือกใช้ภาษานี้ในการแปลก็เป็นสิ่งที่พึงเข้าใจได้ เนื่องจากภาษาร่ายเป็นภาษา “ศักดิ์สิทธิ์” อยู่แล้ว จึงเหมาะที่จะใช้บรรจุความในคัมภีร์ ซึ่งต้องการสวดให้คนฟังเอาบุญ และด้วยเหตุนี้ แม้ว่าต้นฉบับบาลีมิได้เขียนเป็นภาษาร้อยกรอง ผู้แปลในวัดก็ยังสมัครที่จะใช้ภาษาร่ายเป็นภาษาไว้แปลคัมภีร์อยู่นั่นเอง ภาษาเช่นนี้กลายเป็นธรรมเนียมที่จะใช้ในการแปลคัมภีร์ศาสนาเกือบทั่วไป และมักเรียกว่าภาษาร้อยแก้ว ซึ่งก็เกือบเหมือนภาษาในคําประพันธ์ชนิดที่เรียกว่า “ร่ายยาว” เพียงแต่ไม่เคร่งครัดว่า ทุกวรรคจะต้องส่งสัมผัสกันเสมอไป คําประพันธ์ประเภทที่เรียกว่าร่ายยาวนี้ ในที่สุด เมื่อใช้กันลงตัวเป็นแบบแผนไปแล้ว เมื่อกวีราชสํานักจะแต่งวรรณกรรมสําหรับสวดในวัดบ้าง ก็นำไปใช้เช่นเดียวกัน ดังเช่นที่ปรากฏในวรรณกรรมคําหลวงของอยุธยาทั้งสามเรื่อง
วรรณกรรมราชสํานัก ร่ายถูกนําไปขัดเกลาให้มีข้อบังคับมากขึ้น จนก่อให้เกิดร่ายสุภาพ ซึ่งมีกฎข้อบังคับไปถึงจํานวนของคําในแต่ละวรรค และเสียงวรรณยุกต์ของคําด้วย
แต่ก็เช่นเดียวกับในวรรณกรรมของประชาชน ซึ่งไม่ใช้ร่ายในวรรณกรรมเพื่อความบันเทิง ร่ายในวรรณกรรมของราชสํานักก็ยังคงลักษณะภาษา “ศักดิ์สิทธิ์” อยู่ต่อไป และถูกใช้อย่างมากสําหรับการพูดกับเทพในตอนต้นวรรณกรรม ซึ่งเรียกกันว่าประณามพจน์ ดังจะเห็นได้จากโคลงกําสรวลและลิลิตยวนพ่าย ซึ่งเป็นงานที่ใช้โคลงทั้งเรื่อง ยกเว้นแต่คําประณามพจน์เท่านั้นที่ต้องเป็นร่าย ทั้งนี้เพราะฐานะของภาษาร่ายมีความศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นมาตรฐานร่วมกันของประชาชนและมูลนาย
ธรรมเนียมเช่นนี้ยังถือปฏิบัติสืบมาในต้นรัตนโกสินทร์ โดยที่กวีในสมัยนี้อาจไม่รู้ความหมายที่แท้จริงแล้วก็ได้ ดังจะเห็นได้ในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ รัชกาลที่ 1 และโคลงนิราศตามเสด็จลําน้ำน้อย ซึ่งผู้แต่งต้องการเลียนและแข่งกับกวีอยุธยา
ร่ายเป็นสมบัติร่วมกันของชนชั้นสูงและไพร่ แต่วัดก็มีส่วนช่วยจรรโลงและพัฒนาคําประพันธ์รูปนี้โดยการรับมาใช้ในพุทธศาสนา ซึ่งช่วยเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของร่ายให้มั่นคงขึ้น และกลายเป็นแบบอย่างที่วรรณกรรมราชสํานักก็พัฒนาและใช้บ้างเช่นกัน
ร่ายจึงสะท้อนให้เห็นบทบาทของวัดอย่างดี ในการเชื่อมต่อวรรณกรรมของไพร่และของมูลนาย
