ต่างประเทศ
เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถานได้เขย่าภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางครั้งใหญ่ ด้วยการลงนาม ‘ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement)’ ซึ่งวางหลักการสำคัญว่า การโจมตีด้วยอาวุธต่อสมาชิกหนึ่งประเทศ จะถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด
ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกี ถึงกับเปรียบข้อตกลงดังกล่าวกับมาตรา 5 ของสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กำหนดให้การโจมตีสมาชิกหนึ่งชาติถือเป็นการโจมตีพันธมิตรทั้งหมด
สะท้อนว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือด้านความมั่นคงทั่วไป แต่กำลังปูทางสู่การสร้างหลักประกันร่วมในระดับภูมิภาค
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศสมาชิกประกาศว่าจะจัดตั้งกลไกประสานงานทางการเมืองและการทหาร จัดการฝึกร่วม และร่วมมือกันในด้านต่างๆ ตั้งแต่การรบทางบก ทางทะเล ทางอากาศ สงครามไซเบอร์ ระบบไร้คนขับ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวรในซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนความร่วมมือ
และที่น่าจับตาคือ อียิปต์ถูกกล่าวถึงว่าอาจเข้าร่วมในอนาคต
การจับมือระหว่างสามประเทศข้างต้นมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อพลวัตการเมืองโลกในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการผสมผสานและเติมเต็มกันอย่างลงตัว จากการที่ซาอุดีอาระเบียมีทุนมหาศาลและทรัพยากรพลังงานที่สามารถใช้ขับเคลื่อนการลงทุนด้านกลาโหม ตุรกีมีฐานอุตสาหกรรม ขณะที่ปากีสถานเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์
การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ระเบียบความมั่นคงในตะวันออกกลางกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ซึ่งก็ผันผวนอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี เริ่มจากการยึดครองอิรักของสหรัฐที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง สงครามตัวแทนในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ตลอดจนการที่สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน
ซ้ำเติมด้วยสงครามอิหร่าน ที่นำไปสู่วิกฤตด้านความมั่นคงในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การโจมตีทางทหาร ตลอดจนปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมถึงพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดของโลก
ทั้งนี้ รัฐสมาชิกทั้งสามประเทศยืนยันว่า ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศและไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดเป็นการเฉพาะ
กระนั้นก็ดี เห็นได้ชัดว่าอิหร่านมีส่วนสำคัญในการทำให้บรรลุข้อตกลงดังกล่าว
โดยซาอุดีอาระเบียและอิหร่านเป็นคู่แข่งทางประวัติศาสตร์ในการแย่งชิงความเป็นผู้นำในอ่าวเปอร์เซีย
ตุรกีและอิหร่านร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่ก็แข่งขันกันเพื่ออิทธิพลในอิรัก ซีเรีย คอเคซัส และเอเชียกลาง
ขณะที่ปากีสถานก็มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับเตหะราน และมีพรมแดนร่วมกับอิหร่านเป็นระยะทางยาว ผนวกกับความไม่มั่นคงที่มีสหรัฐเป็นต้นตอ
ทำให้ทั้งสามประเทศต้องจับมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดแห่งชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะสะท้อนให้เห็นอิทธิพลที่มากขึ้นของโลกพหุภาคีและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศซีกโลกใต้ โดยตุรกีเป็นประเทศที่เป็นสมาชิกนาโต ซึ่งก็เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเมื่อกรกฎาคมด้วย การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือความมั่นคงในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางจึงทำให้ตุรกีอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงสองระบบที่ทับซ้อนกัน
สะท้อนให้เห็นว่าตุรกีกำหนดให้ตนเองเป็นรัฐอำนาจอิสระที่ตั้งอยู่ใจกลางของโลกหลายใบ ทั้งยุโรป ทะเลดำ คอเคซัส ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และเมดิเตอร์เรเนียน
โดยเมื่อพิจารณานโยบายต่างประเทศของตุรกีที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้ด้วย โดยตุรกีเป็นผู้จัดหาอาวุธโดรนให้กับยูเครน และเป็นสมาชิกนาโต แต่ก็มีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและซื้ออาวุธจากรัสเซีย ทว่าก็แข่งขันกับรัสเซียในบางกรณี ผนวกกับยังคงมีความสัมพันธ์กับอิสราเอล ขณะเดียวกันก็ประณามนโยบายของอิสราเอลอย่างรุนแรงเป็นระยะ
สำหรับปากีสถานก็มีอิทธิพลมากขึ้นจากการเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทั้งยังสามารถพูดคุยกับจีนไปพร้อมกับหารือกับฝ่ายสหรัฐ และในเวลาเดียวกันก็กลายเป็นแกนกลางทางทหารของโครงสร้างความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ที่มีอยู่แล้ว
และหากอียีปต์เข้าร่วมตามที่ตุรกีได้กล่าวมา จะทำให้กรอบความร่วมมือนี้มีอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์มหาศาล ด้วยเหตุว่าอียิปต์มีประชากรมากที่สุดในโลกอาหรับ มีกองทัพขนาดใหญ่ และควบคุมคลองสุเอซ และขยายอิทธิพลของกลุ่มตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ผ่านทะเลแดงและคาบสมุทรอาหรับ ไปจนถึงอนุทวีปอินเดีย
ความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคง และเพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของระเบียบโลกได้
