หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
การเลือกตั้ง 2566 เห็นชัดว่าแผนการสืบทอดอำนาจรอบที่ 2 ของกลุ่มรัฐประหาร คสช.ทำไม่สำเร็จ เพราะว่าพรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุดคือพรรคก้าวไกล ได้ 151 คน มีคะแนนพรรคหนุนมากถึง 14.4 ล้าน ที่ 2 คือพรรคเพื่อไทย ได้ 141 คน มีเสียงสนับสนุน 11 ล้าน ที่ 3 คือพรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส. 71 คน พรรคของ คสช.ไม่ติดอันดับ กลายเป็นพรรคขนาดกลาง
กลุ่มอำนาจเก่ากลัวก้าวไกลมาก จึงลากเอาพรรคอนุรักษนิยมมาผสมกับพรรคเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลได้ก็จริงแต่ว่าเพื่อไทยก็ต้องแตกหักกับก้าวไกล
และในวันที่ตั้งนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นั้นเอง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เดินทางกลับมาประเทศไทย และต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี
สุดท้ายก็ต้องได้รับโทษจำคุก 1 ปี
แต่ใครจะคิดว่าพรรคอันดับสามอย่างก้าวไกลจะโตเร็วขนาดนั้น
แผนยึดวุฒิสภา 2567
ต้นกำเนิดคดีโกงเลือก ส.ว….ใครกล้าทำ
เดือนมิถุนายน 2567 มีการเลือก ส.ว. เพราะ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนหมดวาระ 5 ปีที่เขียนไว้ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560
ก่อน ส.ว.ชุดแต่งตั้งใกล้จะหมดวาระลง มีคนเห็นช่องว่างของ รธน.2560 และ พ.ร.ป.2561 ว่าด้วยการคัดเลือก ส.ว. จึงได้เสนอความคิดนี้เข้าไปในกลุ่มที่ต้องการสะสมกำลังทางการเมือง
แม้กฎหมายจะห้ามพรรคการเมืองมายุ่งเกี่ยว แต่คนกลุ่มนี้ก็หาวิธีการโดยไม่กลัวผิดกฎหมายและไม่กลัวกรรมการรู้เห็น
โดยระดมคนไปลงสมัครในกลุ่มอาชีพและจัดการให้เลือกตามเป้าหมาย
การคัดเลือกที่ต้องทำถึง 6 รอบ ใครๆ ก็บอกว่าไม่ง่าย เพราะนี่จะเป็นการจัดฮั้วถึง 6 รอบ คือระดับอำเภอ 2 รอบ ระดับจังหวัด 2 รอบ และระดับประเทศ 2 รอบ
ต้องใช้คนจำนวนมากเกินกว่า 10,000 คน จึงต้องใช้เงินมหาศาล
งานใหญ่ขนาดนี้คนรู้เห็นมากมาย ผิดกฎหมายหลายมาตรา แต่ก็มีคนกล้าทำไม่รู้ ไปได้แรงหนุนมาจากใคร
27 มิถุนายน 2567 เลือกเสร็จก็มีคนคัดค้านมากมาย วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 DSI ได้รับคำร้องสอบสวนทุจริตการเลือก ส.ว. ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ จำนวน 200 คน พบข้อพิรุธในกระบวนการเลือก
แต่ 10 กรกฎาคม 2567 กกต.มีมติรับรองคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 200 คน และบัญชีสำรองอีก 100 คน
เลขาธิการ กกต.ยืนยันว่า กกต.มีอำนาจที่จะประกาศรับรองผลการเลือก ส.ว.ไปก่อน แล้วสอยทีหลังได้ตามมาตรา 226
สิงหาคม 2567 การเมืองเปลี่ยน
ตุลาการภิวัฒน์ ยุบฝ่ายค้าน…ปลดรัฐบาล
7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 สั่งยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากมีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครองและเป็นปฏิปักษ์จากการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี
14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 สั่งให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
เพื่อไทยเปลี่ยนให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายกฯ เศรษฐา
แต่คดีฮั้ว ส.ว.เดินหน้าต่อ
เพราะรัฐบาลพรรคเดิม
10 กุมภาพันธ์ 2568 พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ ในฐานะ ส.ว.สำรอง และผู้สมัคร ส.ว. เข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดี DSI ให้รับดำเนินการเป็นคดีพิเศษกรณีการโกงเลือก ส.ว. ปี 2567
6 มีนาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยมีภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน กคพ. และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม รองประธาน กคพ. มีมติ รับพิจารณาคดีโกงการเลือก ส.ว. 2567 เป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานฟอกเงิน และตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมีเจ้าหน้าที่ DSI 41 คน นำโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็นหัวหน้า
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.วุฒิสภา พ.ศ.2561 ความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดฐานฟอกเงิน
เนื่องจากการกระทำความผิดของกลุ่มขบวนการในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ กระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ กระทำผิดต่อกฎหมายหลายฉบับ มีการวางแผนมาตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการเลือก ส.ว. จนถึงหลังการเลือก ส.ว.เสร็จสิ้นแล้ว
มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม มีการแบ่งแยกหน้าที่ มีฝ่ายไอทีเตรียมโปรแกรมคำนวณการลงคะแนน ออกเป็นโพยฮั้วเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวนสมาชิกวุฒิสภาตามที่ต้องการ เตรียมบุคคลที่มาลงคะแนนที่เรียกว่ากลุ่ม “พลีชีพ”
ดังนั้น DSI จึงรับดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ เนื่องจากกลุ่มขบวนการมีการวางแผนที่สลับซับซ้อน
กระทำการอุกอาจมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ยังไม่ได้พิสูจน์ทราบอีกจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวม หลักฐานเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบร่องรอยการติดต่อสื่อสาร เส้นทางการเงิน สถานที่จัดประชุม วางแผน สถานที่พบปะติดต่อ
อำนาจรัฐธรรมดา
ปะทะอำนาจนอกระบบ
18 มีนาคม 2568 ที่ประชุม กกต. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีโกงเลือก ส.ว. ปี 2567
19 มีนาคม 2568 วุฒิสภาโต้กลับส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของภูมิธรรมและทวี
1 กรกฎาคม 2568 นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้านายกรัฐมนตรีชั่วคราว รอให้ศาลพิจารณา
17 กรกฎาคม 2568 คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มีมติส่งเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีโกงเลือก ส.ว.รวมทั้งสิ้น 229 คน แบ่งเป็น ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่จำนวน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 คน (แสดงว่าเพื่อไทยลุยต่อ)
29 สิงหาคม 2568 ตุลาการภิวัฒน์จึงเดินเครื่องต่อ นายกฯ แพทองธารถูกปลดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วันที่ 5 กันยายน 2568 สภาผู้แทนราษฎรโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน
9 กันยายน 2568 อดีตนายกฯ ทักษิณถูกตัดสินให้จำขังอีกครั้ง
16 กันยายน 2568 กกต.เปลี่ยนทิศทางทันที มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุฯ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง เพื่อพิจารณาคดีโกงเลือก ส.ว.จากคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26
8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 12 มีนาคม 2569 ประกาศตั้งรัฐบาล 291 เสียง
12 มีนาคม 2569 คณะอนุฯ วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 คน ไม่มีมูลความผิดในคดี
มตินี้จะต้องถูกส่งไปยัง กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป
ถึงตอนนี้ คดีโกงเลือก ส.ว.ที่ควรจะจบตั้งแต่มีมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 แต่พอมีการตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ชาวบ้านก็รู้แล้วว่าจะมีมติเห็นตรงกันข้ามว่าไม่มีความผิด
คดีนี้จึงคล้ายข้าวสารที่ถูกตำจากครกแล้วเอามาฝัดอยู่ในกระด้ง กกต.ชุดใหญ่จะต้องเลือกเอาว่าจะเอาข้าวในกระด้งซึ่งออกแรงตำมา 2 ปี เทให้หมูกินทั้งหมด หรือจะเอาเปลือกข้าวส่งให้ศาลเอาเมล็ดข้าวให้หมูกิน หรือจะเอาทั้งกระด้งส่งให้ศาล
ล่าสุด มีแรงกดดันจน กกต.บอกว่าจะสรุปให้จบก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
ขนาดเพื่อไทยเลี้ยงลูกมาถึงหน้าประตู ยังถูกเสียบจนขาหัก ไม่ได้ยิงประตู แถมโดนใบแดง
จึงคาดกันว่า 229 คนน่าจะถูกส่งไปศาลบางส่วน สิ่งที่ตามมาคือ ข้อกล่าวหาและการฟ้องร้องต่อกรรมการ กกต. และอนุกรรมการ และการแฉหลักฐาน…กระบวนการยุติธรรมยุคนี้ทำได้แค่นี้
