bg-single

ทรัมป์-อิหร่านกับจีน

28.08.2026

ต่างประเทศ

ถ้อยแถลงล่าสุดจากฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา บ่งบอกชัดเจนว่า ประธานาธิบดีอเมริกันมุ่งมั่นตั้งเป้าที่จะตัด “เส้นสาย” ทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ทั้งหมด ซึ่งทำให้รัฐบาลของอิหร่านยังคงอยู่มาได้จนถึงตอนนี้

ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังออกมาสำทับอีกว่า การแซงก์ชั่นครั้งนี้จะเป็นการแซงก์ชั่นที่แข็งกร้าวที่สุดที่โลกจะได้เห็นกัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตไม่ใช่น้อย เพราะเหตุผลที่ว่า หากรัฐบาลอเมริกันทำเช่นนั้นจริงตามปากว่า ก็เท่ากับเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงกับทางการจีน ซึ่งทั้งโลกรู้ดีกันอยู่ว่า เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน แล้วก็จะนำพาความขัดแย้งครั้งนี้ขึ้นสู่ระดับใหม่ ระดับที่ใครๆ ก็ไม่อยากได้พบเห็นกันอย่างแน่นอน

ถึงขนาดทำให้นักวิเคราะห์หลายคนพากันตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า มาตรการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดจะแถลงรายละเอียดในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ จะหนักหน่วงและจริงจังอย่างปากว่าจริงหรือเปล่า

ขณะที่รายละเอียดของสิ่งที่เรียกกันว่า “มาตรการดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ยังไม่เป็นที่รับรู้กัน เจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวก็แสดงท่าทีให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกากำลังจับตาบรรดาคู่ค้าทั้งหลายของอิหร่านอยู่แบบไม่วางตาเช่นเดียวกัน

คนอย่าง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกา ถึงกับลงทุนเขียนบทความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “ไฟแนนเชียล ไทมส์” สื่อชื่อดังระดับโลก เตือนว่า ต้นทุนของการ “กลัว” ที่จะตัดสัมพันธ์กับอิหร่านนั้น เป็นการทดสอบทางการอเมริกันที่ “ไม่ใช่เรื่องถูกๆ” อย่างแน่นอน

เบสเซนต์ระบุว่า ทรัมป์ได้สร้างเงื่อนไขที่จะใช้ทุกหน่วยงาน ทุกอำนาจที่มี และการกระทำทุกอย่างที่สามารถกระทำได้ โดยจะไม่มีการเรียกเข้ามาหารือ เจรจาต้าอ้วยด้วยอีกเป็นอันขาด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกลับยังกังขา อย่างเช่น เบรตต์ เอริกสัน ผู้จัดการของบริษัทให้บริการคำปรึกษา ออบซิเดียน ริสก์ แอดไวเซอร์ กลับมองว่า ความเต็มใจที่จะพุ่งเป้าไปที่จีน จะเป็นเครื่องชี้วัดชั้นดีที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า “การรุกทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่านครั้งนี้จะยืนยาวแค่ไหน

เขาบอกว่า ความสัมพันธ์กับจีนไม่ใช่เรื่องที่จะลดหรือปรับกันได้ง่ายๆ แต่ถ้าสหรัฐอเมริกาตัดสินใจที่จะลากจีนเข้ามาอยู่ในเวทีการสู้รบครั้งนี้ ก็จะแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า สงครามเศรษฐกิจครั้งนี้ส่อเค้าจะยืดยาวอย่างแน่นอน

ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับเป็นการแสดงนัยให้เห็นว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้เชื่อจริงๆ ว่าปัญหาทางเศรษฐกิจจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในเตหะรานได้จริงๆ ไม่แม้แต่จะช่วยให้ท่าทีของอิหร่านต่อสงครามครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปเสียด้วยซ้ำ

เพราะเหตุที่ว่า แรงกดดันใดๆ ที่สหรัฐอเมริกาพยายามทำ หากไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย ก็เท่ากับว่ามีข้อจำกัดทั้งในแง่ขนาดและในแง่ของความจำเป็น หากคำนึงถึงนัยสำคัญที่จีนมีต่อเศรษฐกิจของทางการอิหร่านซึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก

ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกา การค้าระหว่างประเทศทั้งสองในปี 2025 มูลค่ารวมสูงถึง 9,960 ล้านดอลลาร์ ไม่นับการขายน้ำมันดิบของอิหร่านให้กับจีนอีกคิดเป็นมูลค่า 31,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี

จนเรียกได้ว่าการซื้อน้ำมันดิบของจีนเป็นเครื่องมือพยุงที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำให้เศรษฐกิจของทางการอิหร่านยังทรงตัวอยู่ได้ และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของการขายน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน

การแซงก์ชั่นก่อนหน้านี้ของสหรัฐอเมริกาถูกจำกัดอยู่แค่การจัดการกับนิติบุคคลจีนจำนวนหยิบมือหนึ่งเท่านั้นเอง

ตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลทรัมป์ประกาศแซงก์ชั่นบริษัทโรงกลั่น เหิงลี่ เปโตรเคมิคัล (ต้าเหลียน) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นอิสระที่ใหญ่ที่สุดของจีนรู้จักกันในแวดวงในชื่อ “กาน้ำชา” สืบเนื่องจากการทำการค้าน้ำมันกับอิหร่านนั่นเอง

ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม จีนยังแซงก์ชั่นบริษัทในฮ่องกง 4 บริษัท, ต่อด้วย 6 บริษัทชิปปิ้งที่มีฐานในจีนและฮ่องกง แต่ไม่ยอมแตะต้องสถาบันการเงินของจีนซึ่งถูกมองว่าเป็นแกนสำคัญที่ทำให้การค้าขายระหว่างอิหร่านกับจีนยังเป็นไปได้มาจนถึงทุกวันนี้

เจนนิเฟอร์ คาวานอห์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของบริษัท ดีเฟนส์ ไพรออริตี้ องค์กรวิชาการอิสระในวอชิงตันบอกออกมาตรงๆ ว่า การสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านจะขาดการตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นสหรัฐอเมริกาก็ไม่มีวันทำ เพราะถ้าทำ จีนก็จะตอบโต้ แล้วจีนก็อยู่ในฐานะเหนือกว่าที่จะสร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกาได้มากกว่า

เจนนิเฟอร์เชื่อว่าจีนเองแสดงท่าทีมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้การแซงก์ชั่นต่ออิหร่านเป็นเครื่องมือเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมาเกือบ 6 เดือนเข้านี่แล้ว กระทั่งล่าสุด กระทรวงต่างประเทศจีนยังแสดงท่าทีออกมาว่า จีนยังต้องการ “ส่งเสริมการเจรจาสันติภาพ” ขึ้น และพร้อมที่จะดำเนินความพยายาม เพื่อ “ฟื้นฟูสันติภาพและความสงบ” ขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเร็ว

พร้อมกันนั้นก็ข่มขู่ไปด้วยในตัวว่า พร้อมที่จะตอบโต้กับชาติใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนมาตรการของสหรัฐอเมริกา

โมห์เซน ราซาอี เลขานุการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งอิหร่าน ออกมาเตือนก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียวว่า ประเทศไหนก็ตามที่เข้าร่วมอยู่ในขบวนการแซงก์ชั่นอิหร่านจะถูกยึดถือเป็น “ศัตรู” และจะไม่มีวันที่อิหร่านจะปล่อยให้ “น้ำมันดิบ” ผ่านออกไปจากย่านอ่าวเปอร์เซีย “แม้แต่หยดเดียว” ถ้าหากเพื่อนบ้านในภูมิภาคร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาแซงก์ชั่นอิหร่าน

หวัง เหวิน แห่งสถาบันจงหยางเพื่อการศึกษานโยบายการเงินระหว่างประเทศในจีนบอกว่า จีนพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้หากถูกแซงก์ชั่น และความเข้มข้นของมาตรการที่ว่า ก็ขึ้นอยู่กับว่ามาตรการของสหรัฐอเมริกาหนักหน่วงแค่ไหน เขาบอกว่า จีนพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งครั้งนี้ แต่ถ้าถึงที่สุดก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ แต่อย่างใด

ดังนั้น สำหรับสหรัฐอเมริกาการแซงก์ชั่น จึงไม่เพียงเสี่ยงที่จะได้รับการโต้ตอบด้วยมาตรการเดียวกันจากจีนเท่านั้น ยังจะส่งผลให้ความพยายามที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ “นิ่ง” ขึ้นเมื่อเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์จะถึงกำหนดเวลาการต้อนรับขับสู้ผู้นำจีนที่ทำเนียบขาวหมดไปด้วยอีกต่างหาก

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อตรงกันว่า ทั้งทรัมป์และสี ต่างก็ไม่ต้องการให้ปมอิหร่านกลายเป็นตัวกำหนดผลการหารือสุดยอดของทั้งสองฝ่ายที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายนนี้

ดังนั้น ไม่ว่ามาตรการของสหรัฐอเมริกาจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ก็ไม่มีวันที่จะทำให้จีนยุติการให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านต่อไปได้อย่างแน่นอน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชี้ชะตาคดีฮั้ว ส.ว. สะเทือนระบอบสีน้ำเงิน บทพิสูจน์ความเชื่อมั่น กกต. ส่งศาลฎีกาฟัน 229 คน?
บ่อน ‘เซาะ’ ร่วง ‘กราว’ ความมั่นคง
‘ดีลร่วมเมกกะ’ นาโตแห่งตะวันออกกลาง
E-DUANG | จับตา โค้งสุดท้าย “โกงส.ว.” ภาพ รุกในรับ ภาพรับในรุก
ทรัมป์-อิหร่านกับจีน
ครบรอบ 1 ปีการยึดอำนาจ…เงียบเสียบสกัด…คดีโกงเลือก ส.ว.
ความชอบธรรมเสื่อมทรามของรัฐ คำพิพากษาคดีโกง ส.ว.
‘คำพิพากษา’ : นวนิยายกับการเมือง (เรื่องฮั้ว ส.ว.)
นครศรีธรรมราชเป็นไทย “ไม่ชาวนอก”
อนาคตเด็กไทย เมื่อยุบอัตราบรรณารักษ์
สมช. ทำอะไร ? | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กลยุทธ์ รัฐบาล ภูมิใจไทย เบื้องหน้า กรณี “โกงส.ว.”