บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (39)
ธันวาคม 2514
สรุปสถานการณ์หลังจากฝ่ายเวียดนามเหนือเปิดฉากการรุกใหญ่ตาม CAMPAING Z ระหว่างวันที่ 17-31 ธันวาคม พ.ศ.2514 ทหารเสือพรานไทยต้องเสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับเป็นเชลยจำนวนมาก จนต้องถอนตัวออกจากที่มั่นทั้งทหารปืนใหญ่และทหารราบทุกแห่งในทุ่งไหหินกลับมายังพื้นที่ส่วนหลังที่ล่องแจ้ง
ในขณะที่กำลังปฏิบัติการรุกใหญ่ในทุ่งไหหินอยู่นั้น ฝ่ายเวียดนามเหนือก็ใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้ามาที่ล่องแจ้งอันเป็นที่หมายหลักของแผนนี้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม และหลังจากยึดครองทุ่งไหหินได้แล้วก็รีบจัดระเบียบใหม่พุ่งตรงเข้าคุกคามล่องแจ้งทันที ขณะที่กำลังทหารพรานไทยบนแนวสกายไลน์ซึ่งเป็นแนวต้านทานสุดท้ายมีกำลังยึดรักษาอยู่เพียง 2 กองพัน คือ บีซี 616 และ 618 ร่วมกับทหารของนายพลวังเปา การยิงสนับสนุนจากทหารปืนใหญ่ก็มีเพียงฐานยิงคอบร้าซึ่งมี ป. 105 เพียง 2 กระบอกที่บริเวณศาลาพีดีเจซึ่งมีกำลังเสริมจากฐานยิงแพนเทอร์รับหน้าที่ตั้งฐานยิง ค. 4.2 4 กระบอกเท่านั้น
ฝ่ายเวียดนามเหนือจำนวนมากสามารถขยายผลความสำเร็จด้วยการเริ่มวางกำลังปิดล้อมล่องแจ้ง ขณะที่ปืนใหญ่และอาวุธหนักก็เร่งโจมตีอย่างหนักโดยเฉพาะในคืนวันสุดท้ายของปีได้ระดมยิง ป. 130 กว่า 200 นัด ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 น. ทำให้คลังวัตถุระเบิดที่บริเวณท้ายสนามบินระเบิดขึ้นติดต่อกันถึงรุ่งเช้าวันปีใหม่
บก.ฉก.วีพีจึงอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมต่อการถูกปิดล้อมเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีที่ข้าศึกไม่ทราบที่ตั้ง บก.ฉก.วีพี จึงได้แต่ระดมยิงไปยังบริเวณที่ทำการของฝ่ายสหรัฐและกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ของราชอาณาจักรลาว

มกราคม 2515
กําลังทหารราบรักษาล่องแจ้งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3 กองพันเนื่องจากบีซี 617 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปรับกำลังพลที่ถอนตัวจากทุ่งไหหินและถอนตัวกลับมาล่องแจ้งได้อย่างหวุดหวิดเกือบจะถูกปิดล้อม ส่วนทางด้านปืนใหญ่ นอกจากฐานยิง “แคนเดิ้ล” แล้ว มีการเพิ่มเติมกำลังจาก พัน ป.ทสพ. 636 ซึ่งถอนตัวได้สำเร็จมาเข้าที่ตั้งยิงใหม่ที่ล่องแจ้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบอำนาจกำลังรบกันแล้วก็ยังเป็นที่น่าวิตกว่าอาจจะไม่สามารถต้านทานกำลังที่เหนือกว่าของฝ่ายเวียดนามเหนือได้
ตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นมา ข้าศึกเริ่มลำเลียงพลเข้ายึดสันเขารอบล่องแจ้งเป็นจุดๆ ภายใต้การสนับสนุนของอาวุธหนักทุกชนิด พร้อมกันนั้นก็ส่งหน่วยแซปเปอร์เข้าตีโฉบฉวยต่อที่ตั้งต่างๆ ในตัวเมืองและสนามบิน สามารถทำลายเครื่องบินตรวจการณ์ได้ 2 เครื่อง และยังได้พยายามบุกเข้าไปในบ้านพักนายพลวังเปา เกิดการยิงต่อสู้เป็นจุดๆ อยู่ทั่วไปในตัวเมืองล่องแจ้ง กำลังทหารของนายพลวังเปาทั้งหมดได้ถอนตัวออกจากล่องแจ้งไปตั้งมั่นอยู่ที่เนินเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิ้งให้กำลังทหารเสือพรานรักษาเมืองซึ่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพังจากการถล่มด้วยอาวุธหนักของข้าศึก
บก.ฉก.วีพีจึงล่อแหลมต่อการถูกปิดล้อมและบดขยี้ของข้าศึกอย่างยิ่ง
บี 52 ถล่มสกายไลน์
วันที่ 5 มกราคม โดยไม่คาดคิด เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี 52 จำนวน 3 ลำก็ได้ทำการโจมตีเป้าหมายการรวมตัวของฝ่ายเวียดนามเหนือที่ “ฟาร์มวังเปา” ทางด้านเหนือของแนวสกายไลน์ซึ่งอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรจากการวางกำลังบางส่วนของบีซี 616 และบีซี 618 จากการดักฟังทางวิทยุ สามารถรับฟังได้ถึงความตื่นตระหนก ความหวาดกลัว และความสับสน ในการสั่งการ รวมทั้งรายงานการสูญเสียอย่างหนักของทหารเวียดนามเหนือในพื้นที่โจมตีแห่งนี้ วันต่อมา หน่วยลาดตระเวนม้งได้เข้าไปตรวจพื้นที่ฟาร์มวังเปาแล้วรายงานว่า ได้พบอาวุธยุทโธปกรณ์และชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์จำนวนมากกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ รายงานการปฏิบัติหลังการรบของฝ่ายเวียดนามเหนือบันทึกว่า ในส่วนของกรม 866 กองพล 312 ได้เข้าที่รวมพลบริเวณภูหมอกที่เดียวกับ “ฟาร์มวังเปา” ซึ่งอยู่บริเวณกลางสกายไลน์น่าจะเป็นหน่วยที่ถูกโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดของบี 52 ครั้งนี้ เพราะไม่ปรากฏว่ากรม 866 ได้ร่วมการเข้าตีที่หมายบนสกายไลน์แต่อย่างใด และไม่ปรากฏบทบาทใดๆ ในการรบจนถึงสิ้นเดือนมกราคม เนื่องจากต้องถอนตัวไปเพื่อ “ปรับกำลังใหม่”
การโจมตีจากบี 52 จำนวน 3 ลำครั้งนี้ได้ทิ้งระเบิดขนาด 750 ปอนด์ รวมทั้งสิ้นถึง 122 ตัน ลงสู่เป้าหมาย “ฟาร์มวังเปา” ซึ่งเป็นการรวมตัวขนาดใหญ่ของข้าศึก และยังทำการทิ้งระเบิดแบบปูพรมอีกครั้งบนแนวสกายไลน์และรอบๆ ล่องแจ้งในวันที่ 13 มกราคม นอกจากนั้น กำลังทหารม้งของนายพลวังเปาและกำลังทหารลาวที่ส่งมาช่วยจากสุวรรณเขตก็เริ่มออกขับไล่ข้าศึกภายในล่องแจ้งและพยายามขึ้นยึดแนวสกายไลน์คืนจนเกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรงอยู่ทั่วไป แต่ฝ่ายเวียดนามเหนือซึ่งยังมีกำลังเหนือกว่าก็ยังคงดำรงความมุ่งหมายตาม CAMPAIGN Z ต่อไป ด้วยการระดมยิง ป. 130 ม.ม. มายังบริเวณล่องแจ้งอย่างหนักสร้างความสูญเสียและความเสียหายอยู่ตลอดเวลา
การโจมตีอย่างได้ผลของบี 52 และการได้รับกำลังเพิ่มอีก 2 กองพันจากค่ายฝึกในประเทศไทยคือ บีซี 602 A เมื่อ 13 มกราคม 2515 และบีซี 601 A เมื่อ 14 มกราคม รวมเป็น 5 กองพัน รวมทั้งอำนาจการยิงที่ได้รับเพิ่มเติมจากกองพันทหารปืนใหญ่เสือพรานที่ 3 “พัน ป.ทสพ.634” ที่เดินทางจากศูนย์การทหารปืนใหญ่มาเพิ่มเติมกำลังเมื่อวันที่ 15 มกราคม ทหารเสือพรานไทยจึงเริ่มรุกกลับร่วมกับทหารท้องถิ่นเข้ากวาดล้างและเข้ายึดแนวสกายไลน์คืนได้หลายจุด
ปลายเดือนมกราคม พ.ศ.2515 กองพันทหารเสือพรานซึ่งถอนกำลังจากทุ่งไหหินและได้รับการทดแทนกำลังจากค่ายฝึกน้ำพอง ขอนแก่น ได้แก่ พัน ทสพ.603 604 606 607 608 609 และ 610 จึงเริ่มทยอยกลับเข้ามาปฏิบัติงาน โดยวางแนวตั้งรับรอบล่องแจ้ง และพยายามเข้ายึดเนินสำคัญบนสกายไลน์ทีละจุดโดยรอบ สถานการณ์ที่ล่องแจ้งจึงเริ่มผ่อนคลายลงเป็นอันมากเนื่องจากมีจำนวนกำลังพลที่ทัดเทียมกับข้าศึก จนเริ่มมั่นใจว่าจะรักษาล่องแจ้งไว้ได้อย่างแน่นอน จึงพยายามผลักดันข้าศึกออกไปจนไม่สามารถใช้อาวุธหนักคุกคามล่องแจ้งได้ต่อไป และเมื่อถึงฤดูฝน ฝ่ายเราคงสามารถรุกไล่ข้าศึกออกไปจนสามารถกลับเข้ายึดทุ่งไหหินคืนได้ในที่สุด
แม้ฝ่ายเวียดนามเหนือต้องประสบความสูญเสียอย่างหนักโดยไม่คาดคิดในช่วงการรบที่ผ่านมาทำให้ภารกิจยึดล่องแจ้งให้ได้ภายใน 14 มกราคม พ.ศ.2515 ที่กำหนดไว้ต้องล้มเหลว แต่กระนั้นก็ยังคงดำรงความมุ่งหมายที่กำหนดไว้ใน CAMPAIGN Z เพื่อยึดล่องแจ้งให้ได้ จึงนำไปสู่การฟื้นฟูกำลังและปรับแผนการปฏิบัติใหม่
ซำทอง-ล่องแจ้ง
ขณะเดียวกัน ฉก.วีพี ซึ่งฟื้นตัวจากการรบที่ผ่านมาก็เริ่มส่งกำลังรุกกลับข้ามแนวสกายไลน์เข้าไปในทุ่งไหหิน โดยมีที่หมายแรกคือเมืองซำทอง หน้าแนวสกายไลน์ที่เวียดนามเหนือยังคงวางกำลังยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
ซีไอเอสร้างเมืองซำทองและเมืองล่องแจ้งขึ้นพร้อมๆ กันจากหมู่บ้านเก่าเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญใดๆ เมื่อต้นปี พ.ศ.2505 ในสมัยประธานาธิบดีเคนเนดี้ เมื่อตัดสินใจเปิดแผนปฏิบัติการ Momentum เมืองซำทอง (Sam Thong) ถูกสร้างให้เป็น “เมืองแห่งมนุษยธรรมและการพัฒนา” เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองและทันสมัยที่สุดในเขตภูเขาของลาว เพื่อเป็นฉากปิดบังปฏิบัติการทางทหารทั้งสิ้นในทุ่งไหหิน ขณะที่เมืองล่องแจ้งซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 25 กิโลเมตรอีกฟากหนึ่งของแนวสกายไลน์ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์บัญชาการลับทางทหาร
ซำทองได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองหลวงของ USAID” (องค์การบริหารการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ) และเป็นศูนย์กลางการอพยพของชาวม้ง ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนี้ประกอบด้วย ศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัยที่สุด โดยสหรัฐได้สร้างโรงพยาบาลซำทอง ขนาด 100-200 เตียง บริหารโดยแพทย์ชาวอเมริกัน ดร.ชาร์ลส์ เวลดอน (Dr. Charles Weldon) โรงพยาบาลแห่งนี้มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย มีห้องผ่าตัดที่ช่วยชีวิตทั้งทหารม้งที่บาดเจ็บและประชาชนในพื้นที่ นับเป็นศูนย์การแพทย์ที่ดีที่สุดในแถบป่าเขาของอินโดจีนยุคนั้น และยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการเกษตร โดยมีการสร้างโรงเรียนขนาดใหญ่เพื่อสอนหนังสือให้เด็กๆ ชาวม้ง มีวิทยาลัยฝึกหัดครู รวมถึงมีการพัฒนาแปลงเกษตรสาธิตเพื่อสอนการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น เป็นตำบลขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเสบียงอาหาร โดยมีสนามบิน (Lima Site 20) ที่คึกคักมาก เครื่องบินของแอร์อเมริกาและ USAID จะบินมาลงจอดทุกวันเพื่อแจกจ่ายข้าวสาร เสบียงอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และยารักษาโรคให้กับผู้อพยพชาวม้งนับหมื่นคนที่หนีภัยสงครามมาจากทุ่งไหหิน มีภาพลักษณ์ที่สวยงาม มีทัศนียภาพที่สะอาด เรียบร้อย มีอาคารไม้ที่สวยงาม และเป็นสถานที่ที่รัฐบาลสหรัฐมักจะพานักข่าวหรือผู้แทนราษฎรต่างชาติมาเยี่ยมชมเพื่อพิสูจน์ว่าสหรัฐเข้ามาในลาวเพื่อ “ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” ไม่ใช่เพื่อทำสงคราม
แต่เมื่อสงครามทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาอีกไม่นานต่อมา โดยที่เส้นทางเคลื่อนที่ของกองทัพเวียดนามเหนือจะต้องผ่านเมืองซำทองก่อนจะถึงเมืองล่องแจ้ง ดังนั้น เมืองซำทองจึงกลายเป็นพื้นที่สู้รบที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่ง หากเมืองซำทองแตก ล่องแจ้งก็จะพังพินาศตามไปด้วย เมืองซำทองจึงเปลี่ยนจากเมืองแห่งมนุษยธรรมกลายเป็น “โล่กำบังของล่องแจ้ง”
ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2513 กองทัพเวียดนามเหนือเปิดฉากบุกโจมตีซำทองอย่างรุนแรงระหว่าง Campaign 139 เจ้าหน้าที่อเมริกัน แพทย์ และครู ต้องเร่งอพยพออกจากเมืองอย่างเร่งด่วน โรงพยาบาลและโรงเรียนที่เคยรุ่งเรืองถูกทหารเวียดนามเหนือเข้ายึดและจุดไฟเผาทำลายจนวอดวาย เมืองที่เคยสวยงามกลายเป็นซากปรักหักพังในชั่วข้ามคืน หลังจากนั้นเมืองซำทองจึงกลายเป็นที่หมายสำคัญทางทหารที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสู้รบแย่งชิงกันจนไม่เหลือความเจริญรุ่งเรืองเช่นในอดีตอีกต่อไป
การเสียเมืองซำทองในระยะหลังๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าว่ากองทัพเวียดนามเหนือมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะบุกมาถึงเมืองล่องแจ้งได้ตามต้องการ
