| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ประชาชนมีความเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติทางศาสนาผี ว่าผีบันดาลทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ดังนั้น ต้องมีพิธีกรรมพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมชาติ เพราะมีการเพาะปลูกแบบพึ่งพาธรรมชาติที่มนุษย์ควบคุมมิได้ ดังนี้
(1.) ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรก มีการเพาะปลูกแบบพึ่งพาธรรมชาติที่มนุษย์ควบคุมมิได้ คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ
(2.) ดิน, น้ำ เพื่อการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ ส่วนลมกับไฟ คือความร้อน เพื่อบ่มเพาะพืชพันธุ์ให้สุกงอมพร้อมกินได้
(3.) ดังนั้น ต้องมีพิธีกรรมแต่ละครั้ง แต่ละฤดูกาลนานหลายวันต่อเนื่อง เพื่อวิงวอนร้องขอเป็นประจำทุกฤดูกาลต่อผีผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติทางศาสนาผี ให้ควบคุมธรรมชาติตลอดปีเพื่อบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารให้ชุมชน
พิธีกรรมหลายระดับ มีทั้งทับซ้อนปนกันและแยกกัน จำแนกได้ต่อไปนี้
(1.) ภูมิภาค มีคนจากหลายชุมชนบ้านเมืองสองฝั่งโขงมาทำพิธีร่วมกัน เช่น ผาแต้ม (อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี)
(2.) เมือง ศูนย์รวมพิธีของเมือง เช่น ลานกลางเมือง
(3.) บ้าน ศูนย์รวมของชุมชนหมู่บ้าน เช่น ลานกลางบ้าน, ศาลตายาย, ศาลปู่ตา
(4.) เรือน พิธีของใครของมันเป็นส่วนครัวเรือน ซึ่งทำบริเวณพื้นที่เพาะปลูกของตน
สืบเนื่องพิธีกรรม ตั้งแต่เริ่มแรกถึงปัจจุบันหลายพันปีมาแล้วในบางพิธีกรรมและบางระดับ ซึ่งมีพัฒนาการทั้งประสมประสานกันเอง และทั้งต่างวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนสมัยต่อมา ดังนี้
(1.) ประสมประสานกันเอง หมายถึง พิธีกรรมของคนบนภาคพื้นทวีปประสมประสานกับคนจากหมู่เกาะ หรือพิธีกรรมของคนทางเหนือประสมประสานกับพิธีกรรมของคนทางใต้
(2.) ประสมประสานต่างวัฒนธรรม หมายถึง ประสมประสานประเพณีผีพื้นเมืองดั้งเดิม กับประเพณีพราหมณ์และพุทธที่รับเข้ามาใหม่จากอินเดีย เป็นต้น
[จากหลักฐานการสืบเนื่องของประเพณีพิธีกรรมขอความอุดมสมบูรณ์ ย่อมเป็นพยานสำคัญว่าคนไทยไม่ได้มาจากไหน? แต่มีพัฒนาการอยู่ที่นี่ คือที่อุษาคเนย์]
พิธีกรรมประจำปี
พิธีกรรมจากอินเดีย (ภาคใต้) เป็นคัมภีร์ภาษาและอักษรศักดิ์สิทธิ์ของรัฐเก่าแก่ที่มีมาก่อน
ต่อมาราชสำนักอโยธยา-อยุธยา (ตอนต้น) จัดระเบียบพิธีกรรมประจำปีเป็นภาษาไทยและอักษรไทยตามปฏิทินสุริยคติจากอินเดีย พบในกฎมณเฑียรบาล และทวาทศมาสโคลงดั้น
ขึ้นศักราชใหม่ (ปีใหม่) สงกรานต์ (เดือนเมษายน) เป็นพิธีกรรมสำคัญตามปฏิทินสุริยคติจากอินเดีย (ตรงกับปฏิทินจันทรคติ เป็นเดือน 5 หน้าร้อน) ดังนั้น โคลงทวาทศมาสพรรณนาเริ่มที่เดือน 5 สงกรานต์ ไปตามลำดับเดือน 6-เดือน 12 แล้วขึ้นเดือนอ้าย จบที่เดือน 4
แต่ประชาชนชาวบ้านทั่วไปในอโยธยา-อยุธยา ไม่รู้จักสงกรานต์ จึงมีพิธีกรรมสืบเนื่องตามปกติด้วยการขึ้นปีนักษัตรใหม่ (ปัจจุบันปีใหม่) เดือนอ้าย มีลำดับความเปลี่ยนแปลงดังนี้
1. สมัยดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว เดือนอ้าย ขึ้นปีนักษัตรใหม่ของชุมชนทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์
โดยถือตามปฏิทินจันทรคติ ขึ้น 1 ค่ำเดือนอ้าย (เดือนที่ 1) เริ่มปีนักษัตรใหม่ (เป็นช่วงหลังลอยกระทงกลางเดือน 12 ถ้าเทียบปฏิทินสากลตามสุริยคติ จะอยู่ราวพฤศจิกายน-ธันวาคม)
2. สมัยอโยธยา-อยุธยา แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ราษฎร กับราชสำนัก
ราษฎร ขึ้นปีนักษัตรใหม่ เดือนอ้าย ถือเอาขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ตามคติเดิมสืบมา (ราษฎรไม่รู้จักสงกรานต์)
ราชสำนัก ขึ้นปีใหม่ สงกรานต์ ตรงกับช่วงเดือนเมษายนของปฏิทินสุริยคติ (ทางจันทรคติตรงกับเดือน 5) รับแบบแผนพราหมณ์จากอินเดียเหมือนกันหมดทุกราชสำนักของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ตั้งแต่หลัง พ.ศ.1000
3. สมัยรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.5 กำหนดให้ 1 เมษายน ขึ้นปีใหม่ของไทยทั่วราชอาณาจักร เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2432
ตรงนี้เริ่มสับสนปนกันเรื่องปีใหม่ระหว่างสุริยคติกับจันทรคติ
4. สมัยใหม่ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กำหนด 1 มกราคม ขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล ตั้งแต่ พ.ศ.2484
หลังจากนั้นอีกนาน “สงกรานต์ ปีใหม่ไทย” ถูกสร้างเป็น “จุดขาย” การท่องเที่ยว เมื่อหลัง พ.ศ.2500

พิธีกรรม 12 เดือน เพื่อการทำมาหากิน
ตลอดปีแบ่งได้ 4 ช่วงเวลา
เดือน 1 (พฤศจิกายน-ธันวาคม) เกี่ยวข้าว,
เดือน 2 (ธันวาคม-มกราคม) นวดข้าว,
เดือน 3 (มกราคม-กุมภาพันธ์) สู่ขวัญข้าว
เดือน 4 (กุมภาพันธ์-มีนาคม) ขอฝน,
เดือน 5 (มีนาคม-เมษายน) นาตาแฮก
เดือน 6 (เมษายน-พฤษภาคม)
เดือน 7 (พฤษภาคม-มิถุนายน)
เดือน 8 (มิถุนายน-กรกฎาคม) ทำนา
เดือน 9 (กรกฎาคม-สิงหาคม)
เดือน 10 (สิงหาคม-กันยายน) ขอขมาดิน
เดือน 11 (กันยายน-ตุลาคม) และน้ำ
เดือน 12 (ตุลาคม-พฤศจิกายน)
พิธีกรรม 12 เดือน เทียบโดยประมาณ ระหว่างเดือนตามประเพณี (จันทรคติ) กับเดือนทางสากล (สุริยคติ) กำหนดเวลาตามภาคกลาง
เดือน 1 ตามประเพณีเรียกเดือนอ้าย (อ้าย แปลว่า หนึ่ง) ขึ้นปีนักษัตรใหม่ ส่วนเดือน 2 ตามประเพณีเรียก เดือนยี่ (ยี่ แปลว่า สอง)
พิธีกรรมจำแนกเป็นกลุ่มๆ และมีเป็นช่วงๆ เช่น เดือน 1, 2, 3 เกี่ยวข้าว, นวดข้าว, สู่ขวัญข้าว เป็นต้น แต่กำหนดเวลาปฏิบัติจริงไม่เคร่งครัดในแต่ละพิธีกรรม จึงมีเหลื่อมล้ำหรือทับซ้อนกันได้ ไม่ตายตัว
