ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ในบรรดา AI ทั้งหมด ผมใช้ ChatGPT มากที่สุด

เหตุผลสำคัญ คือ ผมเริ่มต้นเล่น AI ด้วย ChatGPT

ใช้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มคุ้นเคย เจ้า ChatGPT ก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น รู้ว่าเคยคุยเรื่องอะไรไปแล้ว

พอคุยต่อก็เหมือนกับคุยกับเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย

ไม่ต้องเล่าเรื่องใหม่ว่าเราเป็นใคร

ยิ่งผมใช้ AI นานเท่าไร ยิ่งเชื่อว่า “ผู้ใหญ่” หรือ “คนมีประสบการณ์” จะใช้ AI มีประสิทธิภาพมากกว่า “คนรุ่นใหม่” การผ่านงานมานาน นอกจากรู้ว่าจะถามอะไรต่อจาก “คำตอบ” แล้ว

ประสบการณ์จะทำให้เกิดปุ่ม “เอ๊ะ” ขึ้นมา

เพราะบางที AI จะมีคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือ ใช้ภาษาที่สวยหรู ถ้าเป็นคนใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ก็อาจจะเชื่อ “คำตอบ” ของ AI ทันที

ไม่…”เอ๊ะ”

แต่คนที่เคยมีประสบการณ์งานด้านนี้ พอเห็นคำตอบของเจ้า AI เราจะรู้สึกเลยว่าคำตอบนี้ไม่น่าจะใช่

มันมีความผิดปกติบางอย่าง หรือลืมมองบางมุมไป

อย่างตอนที่ทำคอนเสิร์ต Sunday Lunch & Live ผมอยากให้ช่วงแรก วงโรงเบียร์ฯ เล่นเพลงฮิตยุค 80-90

ทีมงานเป็นคนรุ่นใหม่ก็เข้าไปถาม AI ว่าเพลงฮิตในยุคนั้นมีเพลงอะไรบ้าง

พอเห็นชื่อเพลง ผมก็หัวเราะเลย

เพราะแต่ละเพลงไม่ฮิตเลย

เรื่องนี้ AI รู้น้อยกว่า “คน” เยอะเลยครับ

และต้องเป็นคนในยุคนั้นด้วย

เขาจะรู้ว่าเพลงไหนฮิต

…อย่างผม 555

ผมนึกถึงเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อตอนเห็นข่าวทุจริตการสอบเป็นข้าราชการท้องถิ่น

จุดเริ่มต้นของข่าว คือ การที่เจ้าหน้าที่บุกบ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรีที่กำลังแก้ข้อสอบของผู้เข้าสอบประมาณ 3,000 คน เจอหลักฐานครบถ้วน

มีคนในบ้านประมาณ 10 คน

หลังจากนั้นก็มีคลิปเสียงหลุดออกมาเรื่องการซื้อขายเก้าอี้ อ้างชื่อรัฐมนตรีและคนใหญ่คนโตมากมาย

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีก็ออกโรง แสดงท่าทีเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

สถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบการสอบครั้งนี้ คือ มศว ก็ออกมาแถลงว่าทำตามสัญญาทุกอย่าง

และโยนความรับผิดชอบไปที่ สถ. หรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

คืนนั้น สถ.ก็ออกแถลงการณ์โยนความรับผิดชอบกลับที่ไป มศว

บอกว่าในแฟลชไดรฟ์ผลการสอบมีการแก้ไข 100 กว่าครั้งโดยเจ้าหน้าที่ของ มศว

และจะมีการตรวจสอบข้อสอบของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้ว 15,000 คนอีกครั้งว่าคะแนนของใครไม่ตรงกับกระดาษคำตอบบ้าง

พอนายกฯ กลับจากปารีส แถลงถึงความผิดปกติของกระดาษคำตอบกับผลการสอบ

สุ่มมา 78 คน ผิด 49 คน หรือประมาณ 60%

ใครที่ติดตามข่าวนี้มาตลอดจะรู้สึกว่าผู้รับผิดชอบทุกคนดูเอาจริงเอาจังกับคดีนี้มาก

แต่สำหรับ “นักข่าว” ที่มีประสบการณ์แล้ว

เขาจะรู้สึก “เอ๊ะ” กับวิธีทำคดีเรื่องนี้มาก

เพราะผ่านไปเกือบ 10 วัน ยังไม่มีการแจ้งความจับใครเลย

ทั้งที่ตอนบุกบ้านที่นนทบุรี เจอหลักฐานตำตา

มีคนที่นั่งแก้ข้อสอบ 10 คน

รู้ว่าเจ้าของบ้านและเจ้าของบริษัทนั้น ชื่อ “พิชิต”

เป็นผู้อำนวยการหน่วยงานหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์

หลักฐานชัด แต่ยังไม่ควบคุมตัวใครเลย

ผอ.พิชิต ก็หายไปจากบ้านแล้ว

ผมนึกถึงข่าวเก่าในอดีต สมัย พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ สมัยที่เป็นอธิบดีกรมตำรวจ หรือ ผบ.ตร.

ตำรวจไปพบคลังอาวุธริมชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.ต.อ.ประทินขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปเลย ไปดูสถานที่เกิดเหตุ

มีภาพข่าวที่เท่มาก คือ ภาพ พล.ต.อ.ประทิน ยืนเหยียบกองอาวุธปืน

หลังจากนั้นก็มีข่าวว่า “ประทิน” เจอ “ตอ”

เพราะคลังอาวุธนั้นเป็นของ “เขมรแดง” ที่รัฐบาลและกองทัพไทยให้การสนับสนุนอยู่ในช่วงนั้น

ข่าวที่พาดหัวหน้าหนึ่งข่าวนี้อยู่ดีๆ ก็เงียบหายไป

คล้ายๆ คดี “หมิงเฉิน ซัน” ที่ครอบครองระเบิดซีโฟร์ที่ชลบุรี

การไม่ขยายผลหรือทำอะไรทั้งที่หลักฐานครบถ้วน

คือ ความผิดปกติอย่างหนึ่ง

ตามปกติการทำคดีของตำรวจนั้น รุ่นพี่ที่เป็นนักข่าวอาชญากรรมเคยสอนผมว่าเวลาเกิดคดีอะไรขึ้นมา ตำรวจมักจะสืบคดี 2 เส้นทางพร้อมๆ กัน

คือ สืบจากหลักฐานไปหาคน

กับสืบจากคนไปหาหลักฐาน

เช่น คดีลอบสังหารเจ้าพ่อ

ทางหนึ่ง ตำรวจจะสืบคดีจากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ปลอกกระสุนปืน บาดแผล กล้องวงจรปิด รอยนิ้วมือ DNA โทรศัพท์มือถือ รถที่ใช้หลบหนี ฯลฯ

จากหลักฐานเบื้องต้นก็จะโยงไปหา “คน”

อีกทางหนึ่ง จะดูว่าผู้ตายขัดแย้งกับใคร แรงจูงใจในการฆ่า ใครได้ประโยชน์จากการตายครั้งนี้

มีประวัติถูกข่มขู่มาก่อนไหม

มีซุ้มมือปืนกลุ่มไหนเคยรับงานบ้าง

วิธีลงมือคล้ายกับคดีเก่าของใคร

สืบจาก “คน” ไปหา “หลักฐาน”

ถ้าเทียบกับคดีทุจริตข้อสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ทางหนึ่ง สืบจาก “ล่าง” ไป “บน”

พยานหลักฐานที่มีในมือ คือ กระดาษคำตอบ คนแก้คำตอบ และคอมพิวเตอร์ในบ้านที่นนทบุรี

และถ้ามีการตรวจสอบ 15,000 คนเสร็จ

เราก็จะรู้ว่าใครทุจริตการสอบครั้งนี้บ้าง

หากใช้วิธีแบบคดียาเสพติด ที่เจอคนขายรายย่อยก็สอบว่าซื้อมาจากใคร

ไล่ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็จะเจอ “รายใหญ่”

คดีนี้ก็เช่นกัน แค่ไล่สอบสวนคนที่ซื้อตำแหน่งว่าจ่ายเงินให้ใคร

จากนั้นก็ไล่ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็จะรู้ว่า “ตัวการใหญ่” คือใคร

อีกทางหนึ่ง สืบจาก “บน” ไป “ล่าง”

เริ่มจากการแก้ไขแฟลชไดฟ์ ที่ มศว ส่งให้ สถ.

ใครแก้ไข แก้ไขอย่างไร

ใครสั่งการ

สืบแบบนิติวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก

สุดท้ายบางที 2 เส้นทางจะบรรจบที่ใครคนหนึ่ง

เพราะขบวนการโกงที่ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่มีคนใหญ่คนโตอำนวยความสะดวกให้

ไม่มีทางทำได้

ครับ ถ้าตำรวจหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ทำแบบนี้

ให้ “เอ๊ะ” ไว้ก่อนเลย

มันต้องมีอะไรผิดปกติอย่างแน่นอน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน
ลอยเล