ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ผมเพิ่งกลับจากอังกฤษครับ
ตามปกติเป็นคนที่ไม่ชอบไปต่างประเทศจนคนที่สนิทกันจะรู้ดี
ครั้งนี้พอผมลงรูปไปอังกฤษในเพจ
มีคนทักมาหลายคนเลย
“พี่ตุ้มไปต่างประเทศ…”
ประหลาดใจระดับนั้น
ครั้งนี้ที่ไปเพราะ “สุพจน์” เพื่อนผมบีบบังคับและกดดันทุกหนทางให้ไปดูโชว์หนึ่งที่จะเอาปรับใช้กับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง
หลังจากปฏิเสธหลายรอบจนทนพิษบาดแผลแรงกดดันไม่ไหวก็เลยต้องไป
ฟังดูแล้วน่าหมั่นไส้ใช่ไหมครับ
แต่ถ้าใครเป็นคนรักเดียวใจเดียวแล้วโดนเพื่อนบังคับให้ไปเที่ยวค็อกเทลเลานจ์
จะเข้าใจความรู้สึกของผมดี
ผมต่อรองกับ “สุพจน์” ว่าขอไปแค่ 4 คืน ซึ่งถือว่าสั้นมากสำหรับการเดินทางที่ใช้เวลา 12 ชั่วโมง
จนสุดท้ายเพื่อนยอม
การไปอังกฤษครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นคนโชคดี เพราะก่อนหน้านั้น “คลื่นความร้อน” แผ่ทั่วยุโรป
เมืองลอนดอนอุณหภูมิสูงถึง 37 องศา
แต่พอผมเหยียบเท้าก้าวลงสนามบินลอนดอน ฮีตโธรว์ เหมือนเทพเจ้าแห่งความโชคดีมาเยือน
อุณหภูมิลดฮวบลงเหลือเพียง 25 องศา
ตอนดึกก็แค่ 18 องศา
และรักษาอุณหภูมิประมาณนี้จนกระทั่งผมเดินทางกลับ
พอมาถึงเมืองไทย ลอนดอนอุณหภูมิขึ้นไป 30 กว่าอีกครั้ง
แบบนี้ไม่เรียกว่าโชคดีแล้วจะเรียกอะไร
“ลีโอ” ลูก “สุพจน์” ที่มาช่วยเป็นไกด์นำทัวร์ลอนดอนครั้งนี้บอกว่า “อาตุ้ม” เป็นคนโชคดีมาก
“อากาศแบบนี้ มีเงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้”
ฟังปั๊บ รู้สึก “รวย” ขึ้นมาทันที


ไปลอนดอนครั้งนี้ เราเดินเยอะมาก
ส่วนหนึ่ง เพราะอากาศดี น่าเดิน
มีแดด แต่ไม่ร้อน
เชื่อไหมครับว่าบางวัน “สุพจน์” พาผมเดินถึง 14 กิโล
ต่ำสุด 8 กิโล
ไม่รู้ว่ามาดูงาน หรือมาออกกำลังกาย
ผมเดินจนนาฬิกาส่งสัญญาณชื่นชมทุกวัน
สร้างสถิติใหม่ในรอบปี
นอกจากไปดูโชว์ที่เป็นงานแล้ว “สุพจน์” พาผมไปดูมิวเซียม 3 แห่ง ตามที่ “ฟ้าใส” คนที่ชอบเรียกผมว่า “พ่อ” อยากไป
Victoria and Albert Museum, British Museum และ Natural History Museum
เห็นแล้วอิจฉาคนอังกฤษ
พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งดีมาก ดีจนนึกไม่ถึง
แต่ที่ดีกว่านั้นคือเปิดให้ชมฟรี
ผมเห็นเด็กอังกฤษ เดินดูพิพิธภัณฑ์ เห็นคนนั่งสเกตช์ภาพ ฯลฯ
เป็นภาพที่งดงามมาก
มาดูมิวเซียมที่ลอนดอน ทำให้เราเห็นอารยธรรมของประเทศต่างๆ ในโลกใบนี้
ในอดีต คนส่วนใหญ่คงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของอังกฤษที่สามารถขนวัตถุโบราณเหล่านี้มาโชว์ที่นี่ได้
แต่วันนี้ มุมมองคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนไป
เขาตั้งคำถามว่าทำไมประเทศหนึ่งจึงมีสิทธิ์เอาสิ่งที่มีคุณค่าของประเทศอื่นมาเป็นสมบัติตัวเองได้
ครับ ขอบคุณที่เอามาให้ดู
แต่ไม่เข้าใจ
ผมไม่ได้เป็นคนชอบเรื่องประวัติศาสตร์มาก แต่ต้องยอมรับว่ามิวเซียมที่อังกฤษน่าดูจริงๆ
นอกจากความยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ของอารยธรรมต่างๆ ที่นำมาโชว์แล้ว
วิธีการเล่าเรื่องของเขาก็น่าสนใจ
และด้วย google translate ทำให้การอ่านข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษง่ายขึ้น
แค่กดกล้องแล้วส่องดู
มันก็แปลเป็นภาษาไทยทันที


ถ้าถามว่ามิวเซียมไหนที่ผมชอบที่สุด
แม้ 3 มิวเซียมที่เดินดูจะยิ่งใหญ่ อลังการมาก
แต่ผมกลับชอบ The National Covid Memorial Wall มากกว่า
ไม่ใช่ “มิวเซียม” แต่ถือเป็น “มิวเซียม” ในดวงใจของผมเลย
The National Covid Memorial Wall อยู่ริมแม่น้ำเทมส์
ตรงข้ามอาคารรัฐสภาและพระราชวังเวสต์มินสเตอร์
เป็นงานศิลปะรูปแบบหนึ่ง
กำแพงนี้มี “หัวใจสีแดง” เรียงต่อกันยาวกว่า 500 เมตร
เดิมเป็นกำแพงธรรมดาที่มีคนพ่นสีข้อความต่างๆ เต็มไปหมด
จนเกิดเหตุการณ์โควิดขึ้น คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก
The National Covid Memorial Wall เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.2021 โดยครอบครัวผู้สูญเสียจากโควิด-19
ไม่ใช่โครงการของรัฐบาล
แต่เป็นการริเริ่มของภาคประชาชน
เพื่อให้ผู้เสียชีวิตแต่ละคนมี “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ของตนเอง
เขาทำความสะอาดกำแพงนี้ และวาดรูปหัวใจสีแดงขนาดไม่เกินฝ่ามือ
ให้คนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ได้เขียนชื่อคนที่คุณคิดถึงลงในหัวใจสีแดง
บนกำแพงมีทุกภาษา เพราะคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่คนอังกฤษ
หัวใจแต่ละดวงมักมีการเขียนชื่อ อายุ หรือข้อความสั้นๆ ถึงผู้จากไป
มีทั้ง “เขา” หรือ “เธอ”
และ “เขาและเธอ”
เพราะบางคนสูญเสียทั้งคุณพ่อและคุณแม่
กำแพงนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานศิลปะ”
แต่เป็น “อนุสรณ์” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนจริงๆ
และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่รำลึกถึงเหตุการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่สำคัญที่สุดของอังกฤษ
ใครไปลอนดอน อยากให้ไปที่นี่ครับ


ผมมองดูกำแพง “หัวใจสีแดง” ที่ทอดยาวเลียบแม่น้ำเทมส์ด้วยความชื่นชมคนที่คิดสร้างสรรค์กำแพงนี้
จากกำแพงที่เต็มไปสีพ่นคำหยาบ ระบายอารมณ์ของคนกลุ่มหนึ่ง
เขาแปรเป็น “งานศิลปะ”
หลอมรวมความเศร้าทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวแบบง่ายๆ แต่งดงาม
มันเป็นอนุสรณ์แห่งความเศร้าที่เรียบง่าย
แต่ลึกซึ้ง
ไม่ด่าทอ ไม่หดหู่
แต่เต็มไปด้วยความรักและคิดถึง
บนป้ายโครงการนี้มีข้อความสั้นๆ ประโยคหนึ่งที่แทนความหมายทั้งหมดของกำแพงนี้
“หัวใจทุกดวงแทนบุคคลหนึ่งคน
ผู้ซึ่งเคยเป็นที่รักของใครบางคน”
ครับ ทุกคนมีคนคนนี้อยู่ในใจ
