bg-single

ความเฮี้ยนของ ‘ภูเขาควาย’ กับพระสุก พระเสริม พระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 3 พี่น้อง ของล้านช้าง

15.07.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ภูเขาควาย ตั้งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 40-50 กิโลเมตร ปัจจุบันมีฐานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ มีขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่แขวงเวียงจันทน์ บอลิคำไซ และไซสมบูน

ปัจจุบันนี้ป่าสงวนแห่งชาติภูเขาควาย ถือเป็นจุดหมายปลายทางในฝันแห่งหนึ่งสำหรับนักเดินป่า ที่ต้องการสัมผัสกับภูมิประเทศที่เป็นป่าดิบชื้น สลับกับทุ่งหญ้าตามธรรมชาติ มีกิจกรรมสำคัญก็คือ การชมฝูงควายป่า (ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงมีชื่อ ภูเขาควาย) โดยมีสถานที่สำคัญอันเป็นไฮไลต์ ได้แก่ น้ำตกตาดซาววา, ภูช้าง, ภูผาได และภูพระด่าง

และเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติว่า หากต้องการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของภูเขาควายให้ครบถ้วนแล้ว ก็จะต้องใช้เวลารวมทั้งหมดราว 4 วัน 3 คืน ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเดินป่าแวะไปเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี แถมยังมีบริษัทเอกชนที่บริการนำเที่ยวอยู่ในประเทศไทยของเราเองอีกด้วย

สำหรับคนไทยหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเล่าลือถึงอาถรรพ์ ความลี้ลับ หรือความเฮี้ยนต่างๆ ของภูเขาควาย ในฐานที่เป็นดินแดนแห่งสิ่งเหนือธรรมชาติกันอยู่บ่อยๆ แล้ว คงจะรู้สึกแปลกดี

เพราะทั้งจากตำนานเรื่องเล่าของพระอริยสงฆ์ โดยเฉพาะสายพระป่า หรือเรื่องเล่าที่ได้ยินจาก “นักเล่าเรื่องผี” สารพัดช่องทาง ต่างก็ยกให้ภูเขาควาย เป็นดั่งจุดสูงสุดของดินแดนปริศนาอันเร้นลับ

เพราะนอกจากจะเป็นที่ตั้งแห่งสำคัญของเมืองบังบดแล้ว ยังเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ วิญญาณร้าย ผีป่าผีไพร ไปยังกระทั่งแร่ปริศนาในปรัมปราคติอย่าง เหล็กไหล และอีกสารพัดสัตว์มหัศจรรย์ และถิ่นที่อยู่ ด้วยอีกต่างหาก

ดังนั้น หากจะว่ากันตามเรื่องราวที่เล่าลืออยู่ในไทยแล้ว ก็ไม่ควรที่จะมีนักเดินป่า หรือนักท่องเที่ยวหน้าไหน อยากที่จะย่างกรายเข้าไปหาเรื่องใส่ตนเองในดินแดนอาถรรพ์อย่างภูเขาควาย หรือหากเข้าไปแล้ว ก็ไม่น่าจะกลับกันได้โดยปลอดภัยเสียหน่อย และที่สำคัญก็คือทางการของ ส.ป.ป.ลาวเอง ก็ไม่ควรที่จะเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เลยด้วยซ้ำไป

น่าสนใจด้วยว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับความลี้ลับอาถรรพ์ของ “ภูเขาควาย” ที่เล่าลือกันอยู่ในประเทศไทยนั้นมีหลายเรื่องเลยทีเดียว ที่เกี่ยวข้องอยู่กับสาย “พระป่า” โดยว่ากันว่าหากพระภิกษุรูปใดสามารถผ่านการธุดงค์ไปทำวิปัสสนากรรมฐานในภูเขาควายได้โดยปลอดภัยแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นที่สุด

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีพระภิกษุ ผู้ถูกยกย่องให้เป็นอริยสงฆ์หลายรูป ไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่เสาร์ (พระครูวิเวกพุทธกิจ, เสาร์ กนฺตสีโล, พ.ศ.2402-2485) หรือหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (พ.ศ.2413-2492) เป็นต้น โดยควรสังเกตด้วยว่า กลุ่มก้อนสาย “พระป่า” นั้น มีรากฐานสำคัญมาจากกลุ่มพระในเขตพื้นที่ภาคอีสานเป็นหลักสำคัญ

ตัวอย่างสำคัญที่ผมอยากจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ “หลวงปู่มั่น” เพราะมีประวัติว่า พระอริยสงฆ์ท่านนี้เคยได้มาจำวัดอยู่ที่ทั้งวัดบรมนิวาส และวัดปทุมวนาราม ในกรุงเทพฯ โดยทั้งสองวัดนี้ต่างก็เป็นวัดสำคัญที่สร้างขึ้นโดยรัชกาลที่ 4 ทั้งยังเป็นวัดสายพระภิกษุสงฆ์ภาคอีสาน หรือที่ในสมัยนั้นเรียกกันว่า “พระลาว” ทั้งคู่อีกต่างหาก

ในกรณีนี้ หลวงปู่มั่นจึงควรจะเป็นตัวละครสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ ที่เชื่อมโยงธรรมเนียมความเชื่อจากทั้งทางฟากฝั่งโขง และลุ่มน้ำเจ้าพระยาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งก็ควรจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่อง “ภูเขาควาย” ดังที่มีเรื่องเล่ากันว่า หลวงปู่ท่านได้ไปบำเพ็ญเพียรบนภูเขาควาย โดยพำนักอยู่บนถ้ำพระ และในระหว่างนั้นก็ได้โปรดเทศนาเหล่าดวงวิญญาณ ภูตผีต่างๆ ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ

แถมยังมีเรื่องเล่าอ้างกันอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า หลวงปู่มั่นได้แร่ธาตุกายสิทธิ์อย่าง เหล็กไหล มาจากภูเขาลี้ลับแห่งนี้เอง แต่ได้โยนทิ้งไปในแม่น้ำโขง เพราะไม่ต้องการให้เป็นสิ่งที่ดึงดูดความโลภโมโทสันของใครต่อใครอีกต่างหาก

แต่ไม่ว่าเรื่องเล่าดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม สำหรับใครหลายคนที่เป็นสานุศิษย์ของหลวงปู่มั่น ทั้งที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาที่เคยอุปัฏฐากกันมา และลูกศิษย์โดยพฤตินัย ที่แม้ว่าจะไม่มีบุญเกิดทันได้พบหน้าของหลวงปู่มั่น เรื่องเล่าดังกล่าวก็ย่อมทำให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในตัวของพระอริยสงฆ์ท่านนี้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

และในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็ย่อมทำให้ “ภูเขาควาย” ซึ่งเป็นสถานที่อันไกลลิบจากศูนย์กลางการปกครองของรัฐ ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงสมัยที่หลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ หรือในช่วงยุคสมัยต่อจากนั้น ซึ่งก็คือโลกยุคสงครามเย็น กลายเป็นดินแดนอาถรรพ์ลี้ลับยิ่งขึ้นในสายตาของชาวไทยในเมืองกรุง เพราะมีบารมีของพระอาจารย์มั่นเข้าไปเสริมให้ภูเขาควายกลายเป็นดินแดนลี้ลับ ที่มีภาพของความเฮี้ยนขลังอันตรายชัดเจนขึ้นไปอีกมาก

โดยเฉพาะในช่วง “สงครามเย็น” ที่อย่าว่าแต่เขตประเทศลาว จะเป็นพื้นที่สีแดงของประเทศคอมมิวนิสต์ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งจุดยืนของรัฐไทย ที่อยู่ฟากฝ่ายโลกเสรีนิยมประชาธิปไตย (ส่วนการปฏิบัติจริงจะเป็นอย่างจุดยืนหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อง) แล้ว เขตพื้นที่บริเวณภาคอีสานของไทย อันเป็นพื้นที่กันชนระหว่างพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย กับประเทศลาวอันเป็นที่ตั้งของภูเขาควายเอง ก็ยังเป็นเขตพื้นที่สีแดงด้วยเหมือนกันอีกต่างหาก

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ก็กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กระบวนการสร้างตัวตน และความหมายของอะไรที่เรียกว่า “พระป่า” นั้น ได้พัฒนาภาพจำให้กับตนเองอย่างชัดเจน จนมีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในสังคมไทยปัจจุบันไปในที่สุด

แน่นอนว่า ภาพจำที่ว่านี้ ผมหมายรวมถึงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เกิดจากบารมีของอริยสงฆ์ในสายพระป่า โดยมี “ภูเขาควาย” เป็นดินแดนอาถรรพ์ลี้ลับ อันเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ ที่พระอริยสงฆ์ผู้มีอภิญญาสูงเท่านั้นที่จะไปปฏิบัติธรรมโดยปลอดภัยได้ ภูเขาแห่งนี้จึงได้กลายเป็นเหมือนกับสถานที่ทดสอบแห่งสุดท้ายของการเป็นอริยสงฆ์ระดับสูงสุด ตามความเชื่อแบบไม่เป็นทางการของสายพระป่าไปในที่สุด

ดังนั้น ในห้วงความรู้สึกของผู้คนในยุคก่อร่างสร้างตัวของกลุ่มผู้นิยมสายพระป่า ต่อเนื่องมาจนถึงยุคสงครามเย็น ภูเขาควาย จึงเป็นสถานที่ที่อยู่ไกลจนลับตา และจินตนาการถึงลักษณะเชิงกายภาพอื่นๆ ได้ไม่ค่อยจะออกนัก เพราะมีความจำกัดทั้งข้อมูลและเทคโนโลยีต่างๆ จึงกลายเป็นดินแดนที่มีความลึกลับไม่ว่าจะทั้งในโลกของความเป็นจริง หรือโลกของจินตนาการก็ตาม

และหากจะว่ากันตรงๆ แล้ว เผลอๆ ข้อมูลส่วนใหญ่เท่าที่รู้กันในขณะนั้น ก็คือข้อมูลจากภาพจำต่างๆ ที่เล่ากันอยู่ในเชิงอภินิหารของพระอริยสงฆ์ ในกลุ่มพระป่า มากกว่าข้อมูลเชิงกายภาพของตัวภูเขาควายเองนั่นแหละ

หลวงพ่อพระใส ภาพจาก เฟซบุ๊ก : วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง จังหวัดหนองคาย

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระอาจารย์มั่น ได้เคยรับนิมนต์ให้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ เพื่อช่วยอบรมด้านการวิปัสสนากรรมฐานให้แก่พระสงฆ์สามเณร และฆราวาส ที่วัดปทุมวนาราม ดังนั้น ท่านจึงได้จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้เมื่อเรือน พ.ศ.2457

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ “วัดปทุมวนาราม” แห่งนี้ก็คือ “พระเสริม” ที่ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธาน อยู่ภายในพระวิหารของวัด แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องในที่นี้ก็คือ พระพุทธรูปองค์นี้มีประวัติที่เกี่ยวข้องอยู่กับ “ภูเขาควาย” ด้วย

ตำนานเล่าว่า พระเสริม นี้ ถูกสร้างพร้อมกันกับพระพุทธรูปอีกสององค์ในดินแดนล้านช้าง คือ พระสุก กับพระใส โดยเจ้าหญิงสามองค์ ที่ชื่อ สุก เสริม และใส ซึ่งมักจะอ้างกันว่าเป็นพระราชธิดาในพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (ครองราชย์ที่ล้านช้างระหว่าง พ.ศ.2091-2114) โดยเมื่อสร้างก็มีรายละเอียดระบุว่า ชีปะขาวตนหนึ่งได้มาช่วยสร้าง เพื่อเป็นการเสริมส่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้

แต่ไม่ว่าตำนานจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ก็ถูกประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อคราวสงครามปราบปรามเจ้าอนุวงศ์ ในยุครัชกาลที่ 3 ทัพสยามจึงได้บุกเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2370 ได้มีการริบเอาสมบัติภายในเมืองเป็นจำนวนมาก

ชาวเวียงจันทน์จึงได้นำพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ไปซ่อนไว้ที่ “ภูเขาควาย” แต่ก็ไม่รอดตาทัพสยาม ที่ไปอัญเชิญออกจากภูเขาแห่งนั้นกลับมายังสยามในที่สุด

ประวัติจากนี้เล่าว่า ระหว่างที่ชะลอพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้มาทางแม่น้ำโขง แต่พระสุกได้จมหายลงไป ส่งผลให้เหลือเพียงพระเสริม ที่ได้ถูกนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย

ส่วนพระใส นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดหอก่อง (วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ) ใน จ.หนองคาย เช่นกัน

ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญพระทั้ง 2 องค์ดังกล่าวมาไว้ที่กรุงเทพฯ พระเสริมจึงได้ถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่วังหน้า

จนเมื่อสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต จึงค่อยอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดปทุมวนารามมาจนทุกวันนี้

ในขณะที่พระใสนั้น เมื่อถูกอัญเชิญออกมาจากวัดหอก่อง ก็มาหยุดอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย แล้วไม่ว่าจะใช้วิธีอะไรอย่างไรก็เคลื่อนย้ายต่อไปไม่ได้ จึงได้ประดิษฐานพระใสเอาไว้ที่วัดโพธิ์ชัยนับแต่วันนั้นเช่นกัน

แน่นอนว่า พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของอาณาจักรล้านช้าง ที่กองทัพสยามอัญเชิญมาไว้ที่หนองคาย ก็เพื่อลิดรอนบารมีที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่ในครอบครองของฝ่ายเวียงจันทน์

ส่วนที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญมาไว้ที่กรุงเทพฯ ก็เพราะเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญตามความเชื่อของลาว

การที่พระองค์โปรดให้นำ “พระเสริม” มาประจำไว้ที่ “วัดปทุมวนาราม” ซึ่งเป็นวัดของพระลาว สายอีสาน ก็ยิ่งเผยให้เห็นถึงพระราชดำริที่ต้องการให้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปสำคัญของพระสายอีสาน หรือสายพระพระป่า ในกำกับของสยามนั่นเอง

เมื่อหลวงปู่มั่นมาจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม พระเสริมก็ได้ถูกประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้แล้ว แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์นั้น พระเสริม และพระสุก กับพระใสนี้ ประดิษฐานอยู่ที่วัดใดแน่ ทราบแต่ทัพสยามได้มาจาก “ภูเขาควาย”

ดังนั้น หลวงปู่มั่นก็คงจะทราบว่า ถูกอัญเชิญมาจากภูเขาควายเท่านั้น แต่ในทางกลับกันก็เป็นไปได้ด้วยว่า แต่เดิมอาจจะไม่มีที่มาแน่ชัดว่า ทัพสยามไปพบพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้จากที่ใด แต่มาถูกผูกตำนานให้มาจากภูเขาควายในชั้นหลัง ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นสถานที่สำคัญของสายพระป่า

ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า “ภูเขาควาย” กลายเป็นสถานที่สำคัญของสายพระป่า ก็เพราะพระเสริมนั้นถูกสถาปนาให้เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มพระสายอีสาน ในกำกับของกรุงเทพฯ

ในขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ด้วยว่า มีการแต่งเสริมเพิ่มเติมว่าพระสุก พระเสริม และพระใส ถูกอัญเชิญมาจากภูเขาควายก็เพราะภูเขาควายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของสายพระลาวมาแต่เดิม

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม เรื่องเล่าถึงความเฮี้ยน และเร้นลับยิ่งของภูเขาควายในไทยปัจจุบันนี้ ก็มีที่มาจากตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับบารมีของพระอริยสงฆ์ ในสายพระป่าเป็นรากฐานสำคัญนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความเฮี้ยนของ ‘ภูเขาควาย’ กับพระสุก พระเสริม พระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 3 พี่น้อง ของล้านช้าง
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์พลขันธ์กับความคิดสันติภาพ (22) พระสารสาสน์ฯ กับความคิดเรื่องสันติภาพ
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (39)
E-DUANG | ชะตากรรม ไทยรักไทย มาอนาคตใหม่ ก้าวไกล
TrueOnline Home Next เชื่อมต่อทุกศักยภาพ สู่ทุกความเป็นไปได้ ร่วมผลักดัน Mister Global Thailand 2026 เปล่งประกายสู่เวทีโลก
การแก้ปัญหาเมือง
นักเขียน กับงาน จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไปยัง ‘ศรีบูรพา’
มายา อวิชชา และมโน! ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
บทเรียน ‘การบริหารจัดการน้ำ’ จาก 10 ประเทศต้นแบบ
พฤษภาเลือด ความตาย บ่อนไก่ สวนลุม จากมุม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
E-DUANG | การเมือง ในสนาม กทม. ฉายภาพ การเมือง ใหญ่