การเลือกตั้งทางตรง คณะกรรมการประกันสังคม คือการชุบชีวิตองค์กรในห้องปิดตาย
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในเดือนธันวาคม 2566 หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกลไกเชิงสัญลักษณ์
เป็นพิธีกรรมทางประชาธิปไตยที่จัดขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนว่าผู้ประกันตนมีส่วนร่วม
แต่สองปีที่ผ่านมาของการทำงานในบอร์ดชุดนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลือกตั้งไม่ใช่พิธีกรรม
หากแต่เป็นกลไกที่เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจของทั้งระบบไปอย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ว่าเราทำอะไรสำเร็จบ้าง
แต่คือทำไมบางเรื่องถึงสำเร็จง่าย ในขณะที่บางเรื่องต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงยาวนาน
และคำตอบของคำถามนี้บอกอะไรบางอย่างที่สำคัญมากเกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจในระบบราชการไทย
ลองพิจารณาการขยายสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร เงินว่างงาน การขยายสิทธิการรักษาพยาบาลบางรายการ
เรื่องเหล่านี้ผ่านบอร์ดได้ค่อนข้างรวดเร็ว ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายโดยไม่มีการคัดค้านรุนแรง
เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าฝ่ายบริหารมีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าอยู่แล้ว
แต่เพราะการขยายสิทธิประโยชน์คือสิ่งที่มองเห็นได้ทันที จับต้องได้ทันที และสร้างความนิยมทางการเมืองได้ทันที
ผู้ประกันตนหลักสิบล้านคนที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงคือฐานเสียงที่ทุกฝ่ายต่างเห็นด้วย
นี่คือธรรมชาติของแรงจูงใจทางการเมืองที่สอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะโดยบังเอิญ
ไม่ใช่เพราะความมุ่งมั่นเชิงอุดมการณ์ แต่เพราะการผลักดันต่างๆ เกิดในที่แสงสว่างไม่ใช่ห้องปิดตาย
แต่พอเราขยับไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น ภาพกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
การเพิ่มฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบ ซึ่งค้างมาตั้งแต่ปี 2533 ที่ 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท
สูตรแคร์ยิ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนกว่านั้นอีก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของใครได้ใครเสียในระยะสั้น แต่เป็นการออกแบบระบบบำนาญทั้งระบบใหม่ ให้สอดคล้องกับหลักการรัฐสวัสดิการที่คำนึงถึงทั้งความเพียงพอและความยั่งยืนไปพร้อมกัน
สูตรนี้ผ่านการเห็นชอบจากบอร์ดแล้ว มีคะแนนสนับสนุนจากประชาชนสูงถึงร้อยละ 77.93 ตามผลสำรวจ แต่กลับติดค้างอยู่ที่ระดับกระทรวงและคณะรัฐมนตรีมาเป็นเวลานาน
เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงเทคนิคที่ลึกซึ้ง ไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ภายในหนึ่งประโยค
ไม่มีภาพข่าวที่ถ่ายรูปแล้วเผยแพร่ได้ง่าย
ไม่มีโมเมนต์การตัดริบบิ้นเปิดงาน
มันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ผลลัพธ์จะปรากฏชัดในอีกยี่สิบสามสิบปีข้างหน้า ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตของวงจรการเมืองสี่ปีของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในเชิงนโยบายกลับกลายเป็นเรื่องที่ผลักดันยากที่สุดในเชิงการเมือง
แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นมากที่สุดคือ เรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน
เพราะมันคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง
กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท และในอดีตที่ผ่านมา การลงทุนหลายรายการเกิดขึ้นโดยขาดกระบวนการตรวจสอบที่รัดกุม ขาดความโปร่งใส และเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงจากการทุจริตในระดับที่น่าตกใจ
ตัวเลขที่ผมเคยนำเสนอต่อสาธารณะคือการลดสัดส่วนความเสี่ยงจากการลงทุนที่มีปัญหาจาก 11% ของโครงการทั้งหมด เหลือเพียง 1.59% ของโครงการทั้งหมด
ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้บริหารกองทุนในปัจจุบันมีคุณธรรมสูงกว่าผู้บริหารในอดีต
และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบอร์ดชุดนี้ฉลาดกว่าบอร์ดชุดก่อน แต่มันเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างของความรับผิดชอบเปลี่ยนไป
เมื่อกรรมการบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง กรรมการเหล่านั้นต้องตอบคำถามต่อผู้ที่เลือกพวกเขาเข้ามา ไม่ใช่ต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งเพียงฝ่ายเดียว
การตรวจสอบการลงทุนแต่ละรายการจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น กรรมการที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องอธิบายต่อผู้ประกันตนหกล้านคนโดยตรง
ไม่สามารถซ่อนตัวอยู่หลังระบบราชการที่ไม่มีใบหน้าได้อีกต่อไป
นี่คือแก่นของสิ่งที่ผมอยากสื่อสาร
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประกันสังคมช่วงสองปีที่ผ่านมาไม่ได้มาจากคุณภาพส่วนบุคคลของใครคนใดคนหนึ่ง
มันมาจากการเปลี่ยนสายธารของความรับผิดชอบ เมื่ออำนาจถูกยึดโยงกับประชาชนโดยตรงผ่านกลไกการเลือกตั้ง พฤติกรรมขององค์กรทั้งระบบจึงเปลี่ยนตาม
นี่คือหลักการพื้นฐานของทฤษฎีรัฐสวัสดิการที่ผมสอนในห้องเรียนมาตลอด ว่าคุณภาพของระบบสวัสดิการไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมีคุณธรรมของผู้บริหารรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของอำนาจที่บังคับให้ผู้บริหารรัฐต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่
สิ่งที่เราเห็นในกองทุนประกันสังคมไทยคือปรากฏการณ์เดียวกันในระดับจุลภาค
เมื่อบอร์ดมีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งจริง ต้องลงพื้นที่หาเสียงจริง ต้องเผชิญหน้ากับผู้ประกันตนที่ตั้งคำถามจริง
แรงกดดันที่เกิดขึ้นจะแทรกซึมเข้าไปในทุกกระบวนการตัดสินใจ ตั้งแต่การอนุมัติสิทธิประโยชน์ ไปจนถึงการพิจารณาการลงทุนแต่ละโครงการ
นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2569 ที่จะถึงนี้มีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด
เพราะมันไม่ใช่แค่การเลือกตัวบุคคล
แต่เป็นการตัดสินใจว่าประเทศนี้จะมีกองทุนที่ยึดโยงกับประชาชนต่อไป
หรือจะถอยกลับไปสู่ระบบที่อำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้มีอำนาจแต่งตั้งเพียงไม่กี่คน
ความท้าทายที่แท้จริงในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การทำให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเลือกไม่ใช่แค่ตัวแทนที่จะไปนั่งประชุม
ในท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์ของรัฐสวัสดิการทุกแห่งในโลกสอนเราบทเรียนเดียวกัน
สวัสดิการที่ดีไม่เคยเป็นของขวัญที่รัฐมอบให้ด้วยความเมตตา แต่เป็นผลลัพธ์ของการต่อสู้เพื่อสร้างโครงสร้างอำนาจที่ยึดโยงกับผู้คนธรรมดาอย่างแท้จริง
และนั่นคือสิ่งที่การเลือกตั้งประกันสังคมกำลังทำอยู่ การชุบชีวิตองค์กรที่ปิดตายให้ยึดโยงกับคนธรรมดา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
