พระเครื่อง ‘เนื้อดินเผา’ กรุวัดจุฬามณี-วัดเวียง จากพิษณุโลกถึงอยุธยา
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
พระเครื่องที่เป็นพระกรุพระเก่าเนื้อดินเผาชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “พระกรุวัดจุฬามณี”
เป็นพระที่พบใน จ.พิษณุโลก มีเอกลักษณ์ไม่ค่อยเหมือนใคร คือ เป็นพระกรุเนื้อดินที่มี 2 หน้า (มีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) ซึ่งพบมีแบบ 2 หน้าน้อยมาก
วัดจุฬามณีเป็นวัดเก่าแก่ ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ในยุคขอมเรืองอำนาจ และบูรณปฏิสังขรณ์ในยุคต่อมาอีกหลายยุค
ต่อมาได้แตกกรุออกมาและพบพระเครื่องเนื้อดินเผาจำนวนมากมายหลายพิมพ์ พระส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นพระที่มี 2 หน้า เช่นพิมพ์ที่พบมาก คือ พระพิมพ์หน้าฤๅษีหลังนาง และเป็นพิมพ์ที่นิยมของพระกรุนี้
นอกจากนี้ ยังพบพิมพ์ทรงชฎาหลังนาง พิมพ์แบบนางพญา 2 หน้า ซึ่งพระที่มีแบบพิมพ์ 2 หน้าจะพบมากกว่าพระที่มีแบบพิมพ์หน้าเดียว มักจะเป็นพระพิมพ์ซุ้มขีดและนางพญา
พระของกรุนี้เท่าที่พบเป็นพระเนื้อดินเผาทั้งหมด มีทั้งแบบเนื้อดินหยาบ และเนื้อดินละเอียด เนื้อพระเนื้อหยาบจะมีความแกร่งมาก เท่าที่สังเกตดูรูปแบบศิลปะสันนิษฐานว่าจะเป็นพระที่สร้างในสมัยอยุธยา
ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระกรุนี้ที่แปลกกว่าคือ ทำเป็นแบบ 2 หน้า ซึ่งพระกรุพระเก่าจะไม่ค่อยพบพระเก่าที่ทำเป็นแบบ 2 หน้านัก
สมัยก่อนตอนที่แตกกรุใหม่ๆ สนนราคายังไม่ค่อยสูง ราคาแค่หลักร้อย จนมีความนิยมมากขึ้น พระแท้ๆ เริ่มหายากขึ้น สนนราคาก็สูงขึ้นตามลำดับ แน่นอนว่านักทำพระปลอมก็เริ่มทำพระปลอมขึ้นเช่นกัน และมีมากเท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
พระกรุวัดจุฬามณีแตกกรุมานานแล้ว จึงมีผู้ที่นำไปห้อยคอและเกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย จนเป็นพระที่นิยมชนิดหนึ่งของสังคมพระเครื่อง พระพิมพ์ที่นิยมที่สุดคือ พระพิมพ์หน้าฤๅษีหลังนาง
ปัจจุบันองค์พระที่สวยสมบูรณ์ ราคาค่อนข้างสูง เด่นทางด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด พระกรุวัดจุฬามณีเป็นพระที่นิยมมากกรุหนึ่งของ จ.พิษณุโลก และสนนราคายังย่อมเยากว่า

กล่าวสำหรับกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา มีพระกรุพระเก่าเนื้อดินเผาอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้พระกรุวัดจุฬามณี
ในสมัยอยุธยา มีประชาชนชาวลาวอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่หลายครั้งหลายกลุ่ม
ชุมชนชาวลาวกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเวียง ต.เวียง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา กลุ่มนี้อพยพมาจากนครเวียงจันทน์
เมื่อมาตั้งถิ่นฐานบ้านช่องแล้ว หมู่บ้านที่พวกเขาอยู่จึงเรียกกันว่า บ้านเวียง ต่อมาก็ได้สร้างวัด โดยนิมนต์พระเถระจากฝั่งลาวมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ และเรียกกันว่า “วัดเวียงจันทน์” สืบต่อมาการเรียกชื่อก็เพี้ยนไป โดยตัดคำเรียกให้สั้นลงเหลือแต่คำว่า “วัดเวียง” เท่านั้น และเรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน
มีพระเครื่องเก่าแก่ เป็นพระเนื้อดินเผารูปทรงสามเหลี่ยม คือ “พระนางพญาวัดเวียง”

เท่าที่สืบค้นดูจากคนเฒ่าคนแก่ในแถบนั้น และอดีตเจ้าอาวาสวัดเวียง ซึ่งเป็นคนพื้นเพของที่นั่น ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย พอจับความได้ว่า อดีตเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระเถระจากเวียงจันทน์เป็นผู้สร้างไว้ ประมาณราวสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เมื่อสร้างพระเสร็จแล้วก็ปลุกเสกและบรรจุไว้ในโอ่งขนาดใหญ่ ตั้งไว้ทั้งสี่มุมของพระอุโบสถและหน้าพระประธาน สืบต่อมาได้มีคนหยิบไปบูชา ซึ่งทางวัดก็มิได้หวงห้ามแต่ประการใด ปรากฏว่ามีผู้ได้รับประสบการณ์ต่างๆ ก็มีชาวบ้านในแถบนั้นและใกล้เคียงมาขอหยิบเอาพระไปบูชาบ้าง ก็ไม่ได้หวงห้ามเช่นกัน
ต่อมาเกิดคำเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านสระบุรีและลพบุรีต่างก็มาขอบูชาไปจากวัด จนกระทั่งพระนางพญาวัดเวียงที่บรรจุอยู่ในโอ่งร่อยหรอและหมดไปในที่สุด
ในระยะต่อมาที่หน้าอุโบสถ มีเจดีย์เก่าแก่อยู่สององค์ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมไปตามสภาพ เด็กแถววัดได้ขึ้นไปเล่นกันบนเจดีย์ พบว่ามีรอยชำรุดเป็นโพรง และพบพระนางพญาวัดเวียง จึงนำไปให้ผู้ใหญ่ดู ทางวัดจึงได้เปิดกรุนำพระนางพญาวัดเวียงออกมาได้อีกจำนวนหนึ่ง ประมาณกันว่าสัก 3,000 องค์ พระที่แตกกรุในครั้งนี้จะมีคราบนวลกรุบางๆ จับอยู่ ซึ่งแตกต่างจากพระที่บรรจุในโอ่งที่จะไม่มีคราบกรุ
พระที่พบทั้งสองครั้งนั้นจะเป็นพระพิมพ์เดียวกัน เนื้อเดียวกัน คือ เป็นเนื้อดินเผาที่มีกรวดทรายปนอยู่ในเนื้อพระ ในส่วนของพิมพ์จะเป็นพระประทับนั่งปางสมาธิ และก็จะมีอยู่หลายพิมพ์แต่ก็คล้ายๆ กันมาก แยกพิมพ์คร่าวๆ เป็นพิมพ์ฐานยาว และพิมพ์ฐานสั้น ในด้านความนิยมจะนิยมพิมพ์ฐานยาวมากกว่าพิมพ์ฐานสั้น จากพุทธศิลปะของพระนางพญาวัดเวียงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น
คุณสมบัติพระนางพญาวัดเวียงจะเด่นทางด้านอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาด
จึงเป็นพระเก่าเนื้อดินเผาที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา
